Come and enjoy lovely coffee shop and restaurant with great breeze of Chao Phraya River plus lush green garden,near Rama V bridge and Nonthaburi Pier ร้านกาแฟ เบเกอรี่ อาหารกลางวัน ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงสะพานพระราม5 และท่าน้ำนนท์ บรรยากาศสไตล์บ้านสวน ชมวิวรับลมแม่น้ำ

วันเสาร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2556

คุณค่าถั่วเหลืองกับสุขภาพไทย(6)

ถั่วเหลืองและไข่ไก่ แหล่งอาหารอันอุดมสำหรับเด็ก


          มาถึงประเด็นอาหารสำหรับเด็กไทยบ้าง  เป็นที่รู้กันว่า เด็กไทยในชนบทสมัยก่อนมีสภาพขาดโปรตีน บ้างก็ขาดวิตามินเอ อันเป็นเหตุให้เกิดปัญหาตาบอดกลางคืน  ลองพิจารณาอาหารที่จะสนองสารอาหารดังกล่าว  ตามตารางเปรียบเทียบตอนที่ (2) จะเห็นว่าวิตามินเอมีอยู่สูงอันดับต้นคือ ไข่แดง  ตัวเลขบอกเราว่าไข่ไก่มีวิตามินเอมากกว่านมวัวถึง 13 เท่าจึงเป็นแหล่งวิตามินเอที่ดี  ขณะเดียวกันไข่ไก่มีโปรตีนมากกว่านมวัว 3.8 เท่า  ด้วยเหตุนี้ ไข่ไก่จึงเป็นแหล่งอาหารสำหรับเด็กที่ดี
          ถ้าใครจำได้เวลาคุณหมอเด็กสอนแม่ให้ป้อนอาหารเมื่อทารกพอจะกินอาหารได้แล้ว อาหารอย่างแรกที่หมอแนะนำให้ก็คือ กล้วยขูดและไข่แดง
          ทีนี้แหล่งอาหารโปรตีนแหล่งที่สองก็คือ นมถั่วเหลือง  ดังที่ได้เปรียบเทียบแล้วว่านมวัว 1 แก้วให้โปรตีน 8.5 กรัม นมถั่วเหลือง 1 แก้วให้โปรตีน 7 กรัม  แต่นมถั่วเหลืองถูกกว่าในด้านราคาแถมมีไขมันประเภทที่ปลอดภัยกว่านมวัว  ไข่และถั่วเหลืองจึงเป็นอาหารพื้นถิ่นที่พึงเลือกสำหรับประเทศที่ยากจน
          ผมจำได้ว่า เมื่อจบแพทย์มาใหม่ๆ  ไปทำงานศูนย์การแพทย์และอนามัยในชนบท  เรารับทอดนโยบายจากกระทรวงไปส่งเสริม  หนึ่งคือ ออกอนามัยโรงเรียนไปส่งเสริมให้คุณครูโม่นมถั่วเหลืองแจกเด็กๆ ในโรงเรียน  สองคือ ส่งเสริมศูนย์เด็กก่อนวัยเรียน ให้พ่อแม่พาเด็กเล็กมาฝากดูแลในศูนย์ โดยให้ติดไข่ไก่มากินที่ศูนย์วันละ 1 ฟอง  นโยบายทั้งหมดเหล่านี้เลิกร้างไป สุดท้ายกลายเป็นนโยบายนมโรงเรียนทุกวันนี้
          อย่างไรก็ดี รัฐบาลนี้จะมีมติใหม่ๆ อันเกิดจากความบีบคั้นของชาวไร่ชาวนาในระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตลาดอยู่เรื่อย  เมื่อไข่ไก่ล้นตลาด รัฐบาลก็แนะนำส่งเสริมให้กินไข่ไก่แทนนมเพื่อช่วยเกษตรกรบ้าง  แต่ก็มีเสียงทักท้วงจากนักวิชาการโปรนมบางคนขึ้นมาทันที  ด้วยจุดยืนที่ว่า เด็กไทยถึงอย่างไรเสียก็ละทิ้งการดื่มนมไม่ได้  เพราะต้องการทั้งโปรตีนและแคลเซียม  ขณะที่ไข่ไก่สนองได้แต่โปรตีนแต่ก็เสี่ยงที่จะมีคอเลสเตอรอลมากเกิน
          แท้จริงกำลังมีความรู้ใหม่ที่พลิกผันความเชื่อเรื่องการควบคุมคอเลสเตอรอลในอาหาร และการป้องกันโรคหัวใจในปลายสุดของศตวรรษที่ 20 จนตีพิมพ์เป็นข่าวใหญ่ในนิตยสาร Time เมื่อกันยายน 1999
ความรู้ใหม่ว่าด้วยคอเลสเตอรอลและโรคหัวใจเริ่มเปลี่ยนไป 2 ประเด็นหลักดังนี้
          หนึ่งคือ นักวิทยาศาสตร์เริ่มเจอว่าปริมาณการกินคอเลสเตอรอลอาจะไม่สัมพันธ์กับระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
          สองคือ การเกิดโรคหัวใจมีปัจจัยอื่นมากำหนด ไม่ใช่แต่เพียงเรื่องของระดับคอเลสเตอรอลสูงแต่ประการเดียว
          คำตอบสำหรับข้อที่หนึ่งมีว่า แท้ที่จริงแล้ว ปริมาณคอเลสเตอรอลที่คนเรากินในแต่ละวันไม่จำเป็นว่าจะเป็นตัวกำหนดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดของคนนั้นๆ เสมอไป  กว่าร้อยละ 80-90 ของคอเลสเตอรอลของร่างกายเราผลิตออกมาเอง  ตับของเราเป็นทั้งตัวโรงงานผลิตและเป็นตัวดูดซับคอเลสเตอรอลในเลือดเอาไปใช้
          กลไกตรงนี้เป็นอย่างนี้ครับ เมื่อเรากินอาหารที่มีคอเลสเตอรอลเข้าไป จะถูกส่งไปตามหลอดเลือดในรูปของ LDL Cholesterol แล้วส่งไปที่ตับเพื่อเก็บเอาไปเป็นวัตถุดิบสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ สร้างฮอร์โมนทั้งเพศชายเพศหญิง และฮอร์โมนสตีรอยด์
          แต่ถ้าในร่างกายของเรามีสารอนุมูลอิสระอยู่เยอะ มันจะออกซิไดซ์เจ้า LDL Cholesterol ให้เสียรูปร่างไป ทำให้ตับไม่สามารถจับได้ Oxidised LDL ไปใช้ได้ ก็เกิดภาวะคอเลสเตอรอลสูง  นี่คือปัจจัยแรก คือร่างกายมีอนุมูลอิสระมากเกินไป
          ปัจจัยต่อมายังอยู่ที่สมรรถนะของตับเอง  ในคนสูงอายุ มักพบว่ามีระดับคอเลสเตอรอลสูงลอยๆ อยู่  นั่นเป็นเพราะตับเริ่มเสื่อมสมรรถนะจึงอาจดูดซับคอเลสเตอรอลจากเลือดไปใช้ไม่ทัน คอเลสเตอรอลก็สูงได้
          ในคนอีกกลุ่มหนึ่งมียีนที่ผิดปกติ ทำให้มีคอเลสเตอรอลสูงได้เช่นกัน  เหล่านี้เป็นปัจจัยชี้ขาดมากกว่าคอเลสเตอรอลในอาหาร
          ความรู้ใหม่ตรงนี้จึงบอกเราว่า เป้าหมายใหม่ในการมีสุขภาพดีคือ การควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ไม่ใช่การจำกัดจำเขี่ยคอเลสเตอรอลในอาหาร
         คำตอบข้อที่สอง สิ่งที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจเดี๋ยวนี้เจออีกมาก เช่น เรื่องของการมีสารโฮโมซิสเตอีนในเลือดมากผิดปกติ  สารตัวนี้ทำให้เซลล์ในหลอดเลือดแบ่งตัวมากผิดปกติ  การอุดตันหลอดเลือดมีปัจจัยทางพันธุกรรม  ยาบางอย่างเช่น โคเลสไทรามีน ซึ่งเป็นยาใช้ลดไขมันในเลือด  กินมากๆ เข้า แม้จะลดคอเลสเตอรอลได้ แต่กลับไปคั่งสารโฮโมซีสเตอีน ทำให้หัวใจกำเริบไปเสีย
          อีกปัจจัยหนึ่งคือ เรื่องอาหาร  คนที่ขาดโฟเลต บี6 และบี12 จะทำให้คั่งโฮโมซิสเตอีน  ผลก็คือจะป้องกันกรณีนี้ได้  ให้กินตับ ไข่ น้ำปลา ก็ได้ปี 12  ถ้ากินข้าวกล้อง ถั่วเหลือง ไข่ ก็ได้ปี6  ถ้ากินผักใบเขียว ฟักทอง ถั่ว ไข่ ตับ ก็ได้กรดโฟลิก  ตรงนี้จะเห็นได้ว่า การกินถั่วกินไข่กลับป้องกันโรคหัวใจได้
          ความรู้ใหม่ยังพบอีกว่า ตัวการร้ายที่ก่อโรคหัวใจยังมีเรื่องของ ไขมันไตรกลีเซอไรด์  ซึ่งประกอบด้วยกรดไขมันสามตัวจับกัน  ไตรกลีเซอไรด์ถ้าสูงเกินไปจะอุดหลอดเลือดได้  แถมที่ร้ายกว่านั้นก็คือกรดไขมันอิ่มตัวต่างหาก  ถ้ากินเข้าไปมากๆ แล้วจะทำให้คอเลสเตอรอลในเลือดสูงได้
          ทีนี้ถ้ามาไล่เลียงอาหารอะไรเล่าที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง นั่นก็ได้แก่ น้ำมันจากสัตว์ เนื้อแดง นมเนยนั่นเอง  ส่วนไข่นั้นเป็นอาหารที่แม้มีคอเลสเตอรอลสูง แต่กลับไม่ค่อยมีกรดไขมันอิ่มตัว
          เหตุนี้ ผู้ร้ายทางอาหารจึงพลิกผันจากไข่กลับมาเป็นนมเนย ซึ่งเป็นแหล่งของกรดไขมันอิ่มตัวในอาหารตะวันตก
          ถึงตรงนี้จึงสมควรไหมเล่า ที่เด็กไทยในเวลานี้ควรจะได้รับการส่งเสริมให้กินไข่ กินนมถั่วเหลืองหรือผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองซะบ้างแทนการดื่มนมวัวตะพึดตะพือไป
          เรื่องของเด็กไทยถ้าไม่ดื่มนมจะขาดแคลเซียม ผมไม่ทราบว่าเราพากันเชื่อในเรื่องนี้ได้อย่างไร เพราะโดยภาพรวมแล้ว เด็กไทยรุ่นปู่รุ่นย่าที่โตจนเข้าวัยชราในปัจจุบันยังมีอัตรากระดูกพรุนน้อยกว่าฝรั่งตั้ง 10 เท่า  โดยที่พวกเขาไม่ได้ดื่มนมมาแต่อ้อนแต่ออกหลังจากละจากอกคุณยายทวด แล้วดูซิว่าคนรุ่นเก่าท่านตัวเตี้ยตัวเล็กหรือเปล่า
          ใครอยากรู้ ผมท้าให้เข้าไปพิพิธภัณฑ์ชมพระแสงดาบค่าย  คุณคิดไหมว่าพระวรกายของสมเด็จพระนเรศวรต้องล่ำสันใหญ่โตขนาดไหนจึงทรงดาบพระแสงดาบเล่มขนาดนั้นได้  แล้วลองเหลียวดูหอกดาบ โล่เขนที่ไพร่ราบรุ่นบรรพบุรุษใช้กำมั่นในสองมือ กอบกู้บ้านเมืองจนเป็นประเทศไทยอย่างทุกวันนี้บ้าง มันเล่มใหญ่น้อยไปหน่อยหรือ  ถ้าบรรพบุรุษไทยเราตัวเตี้ยตัวเล็ก จะหยิบดาบจับหอกเหล่านั้นได้อย่างไร
          แล้วบรรพบุรุษเหล่านี้ขาดแคลเซียมเพราะไม่ได้ดื่มนมวัวหรือเปล่า ก็เปล่าทั้งสิ้น  แต่พวกเขากินกุ้งเล็กปลาน้อย ปลากรอบ กะปิ ถั่วเหลือง ถั่วแดง เต้าหู้และผักต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งแคลเซียมในอาหารไทย
          ถึงตรงนี้บริษัทนมและนักวิชาการโปรนมก็กล่าวอีกว่า "ถึงอาหารไทยจะมีแคลเซียมมากก็เถอะ แต่ว่าถึงการดูดซึมแล้ว แคลเซียมในนมนั่นแหละพร้อมแก่การดูดซึมได้ดีที่สุด"  พูดง่ายๆ ว่าถึงอย่างไรก็ขอกอดนมไว้ก่อน  เรื่องนี้งานวิจัยล่าสุดโดย ศ.น.พ.รัชตะ รัชตะนาวิน คณะแพทยศาสตร์ ร.พ.รามาธิบดี เปิดเผยออกมาแล้วครับว่า แท้ที่จริงเมื่อทำวิจัยเปรียบเทียบผลของการดูดซึมแคลเซียมจากนมและการดูดซึมจากแหล่งอื่นเช่น เต้าหู้  ก็พบว่าดูดซึมได้ดีพอๆ กัน  แถมคุณหมอยังบอกอีกว่า คนไทยมีแสงแดดมากพอที่ทำให้เรามีวิตามินดีเหลือเฟือช่วยส่งเสริมการดูดซึมแคลเซียม  และการที่บริษัทนมพยายามเพิ่มระดับแคลเซียมที่คนเราต้องการขั้นต่ำในแต่ละวันจากเดิม 800 ม.ก./วัน ขึ้นไปเป็น 1,200 ม.ก./วันนั้น  คนไทยเราแค่ 800 ม.ก.ก็ถมเถไปแล้ว
          ใครที่มีจิตวิญญาณอันเสรี ใช้สติสัมปชัญญะตรองดูสักนิด ย่อมเห็นว่า คนไทยอยู่รอดได้เมื่อเรามีไข่ มีไก่ มีปลา มีถั่วและอาหารอื่นๆ ด้วยวิสัยการกินหลากหลายตามวิถีไทย เป็นคำตอบจากบรรพชนที่แบอยู่เบื้องหน้า
          น่าสงสารก็ที่ว่า นโยบายการแจกนมโรงเรียนได้ก่อให้เกิดระบบเผด็จการทางโภชนาการเข้าแล้วเพราะพ่อแม่ผู้รักสุขภาพหลายคนเกิดไม่อยากให้ลูกตนต้องเสี่ยงกับผลร้ายของการดื่มนม  บางคนเสนอต่อทางโรงเรียนขอดื่มเป็นนมถั่วเหลืองแทนหรือไม่ก็ขอสละสิทธิ์  นอกจากโรงเรียนจะไม่มีนมถั่วเหลืองเป็นทางเลือกให้เด็กแล้ว ยังยกเป็นปัญหาทำให้เด็กที่ไม่ดื่มนมนั้นกลายเป็นคนประหลาดในห้องเรียนอีกด้วย


ความรู้จากคอลัมน์ธรรมชาติบำบัด โดย น.พ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล, มติชนสุดสัปดาห์

วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2556


คุณค่าถั่วเหลือง กับสุขภาพไทย (1)

             "วัฒนธรรม คือสิ่งที่ทำให้เกิดความเจริญและงอกงามแก่หมู่คณะ   ในทางวิชาการ หมายถึงพฤติกรรมและสิ่งที่คนในหมู่ผลิตสร้างขึ้นด้วยการเรียนรู้จากกันและกัน และร่วมใช้อยู่ในหมู่พวกของตน"   นี่คือข้อความตอนหนึ่งจากปาฐกถาเกียรติยศ  "วัฒนธรรมกินอยู่อย่างไทย ต้านภัยเศรษฐกิจ"  โดย ศ.น.พ.เสม พริ้งพวงแก้ว
             "วัฒนธรรมการกินอยู่อย่างไทยนั้น  มนุษย์โบราณมีถิ่นที่อยู่ในไทยมาช้านาน...  สมัยสุโขทัย ด้านอาหารการกินบ่งไว้ว่า  'ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว'   แสดงถึงความสมบูรณ์ไปด้วยอาหารโปรตีนและแป้ง ความสมบูรณ์นี้ยังปรากฏมีอยู่ตลอดสมัยอยุธยามาจนปัจจุบัน"  "สมัยรัตนโกสินทร์  ใน 100 ปีแรก ประชาชนไทยก็ยังติดอยู่กับประเพณีการกินแบบเดิมๆ คือ กินข้าวมาก กินกับน้อยๆ เพราะกลัวเกิดโรคตานขโมยซึ่งมักเป็นแก่เด็กประมาณอายุ 5 ปีขึ้นไป ทำให้มีลักษณะผอม หัวโต ท้องป่อง ก้นปอด กินอาหารไม่ค่อยได้ ปวดท้องและซึม  หากเอาอุจจาระเด็กมาตรวจจะพบว่ามีไข่พยาธิตัวกลมและไข่พยาธิปากขอ ซึ่งจะแย่งอาหารในลำไส้ ดูดเลือดทำให้ซีด
             สมัยร้อยปีที่สองระหว่างพ.ศ.2460-2470  สมัยที่มีมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์เข้ามาช่วยปรับปรุงการศึกษาแพทยศาสตร์รวมทั้งแพทย์ไทยที่สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศโดยเฉพาะจากอเมริกา ต่างเห็นความสำคัญของอาหารโดยเฉพาะอาหารประเภทเนื้อสัตว์  ต่างสนับสนุนให้เด็กไทยกินเนื้อ นม ไข่ เพื่อแก้โรคตานขโมย ซึ่งความเห็นนี้ตรงข้ามกับคติเดิม  แต่ความเจริญเติบโตของเด็กในสมัยนั้นกลับพิสูจน์ให้เห็นถึงคุณค่าทางอาหารอย่างชัดแจ้ง"
             ต่อมา น.พ.สงัด เปล่งวานิช อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้รับทุนไปศึกษาด้านโภชนาการที่ญี่ปุ่นซึ่งมีประชาชนกินข้าวเป็นหลัก  พบว่ามีสารอาหารที่จำเป็นสำหรับชีวิต ทั้งวิตามินและเกลือแร่จากข้าวมากมาย การปลูกข้าวและตำข้าวเป็นระเบียบประเพณีคนไทยมาแต่โบราณกาล ได้ข้าวตำหรือข้าวซ้อมมือที่มีคุณค่าเหมาะกับสุขภาพอนามัย  ข้าว 1 เมล็ดจะประกอบด้วยเปลือกข้าว รำข้าว จมูกข้าวและเนื้อข้าว  จมูกข้าวมีโปรตีนในรูปของกรดอะมิโนซึ่งร่างกายสามารถนำไปใช้ได้เลย  แคลเซียมมีความสำคัญมากสำหรับกระดูกและฟัน  แมกเนเซียมบำรุงเลือดและเนื้อเยื่อ  ธาตุเหล็กช่วยสร้างเม็ดเลือด สังกะสีรักษาแผล ฟลูโอรีนสำหรับเคลือบฟันและป้องกันฟันผุ  กรดซิลิซิกช่วยบำรุงผม ผิวหนังและเนื้อเยื่อ  เป็นสารสำคัญสำหรับทารกในขวบปีแรก  วิตามินมีมากในรำข้าวและจมูกข้าว ทั้งมีสารเส้นใยถึง 12% ช่วยขับถ่าย  สรุปคือ รับประทานข้าวซ้อมมือดีกว่าการกินข้าวขาวจากโรงสี
             "ระหว่างปี 2479 นายแพทย์ยงค์ ชุติมา เป็นผู้เผยแพร่อาหารโปรตีนจากถั่วเหลือง จนเป็นที่เผยแพร่กันอย่างกว้างขวางมาจนถึงปัจจุบัน"  ท่านเน้นว่า "ถั่วเหลืองเป็นอาหารเนื้อสำหรับคนยากจน"  นายแพทย์ ยงค์ ชุติมา เกิดที่จังหวัดเชียงใหม่  สำเร็จแพทย์จากสหรัฐอเมริกา  เห็นคุณค่าของถั่วเหลืองว่าที่แท้เป็นอาหารของชาวเหนือมานมนานแล้วแต่ไม่มีผู้สนใจ  เต้าหู้เป็นอาหารดั้งเดิมของจีน พร้อมทั้งเต้าฮวยและนมถั่วเหลืองก็เป็นที่นิยมตั้งแต่นั้นมาจนปัจจุบัน ดีตรงที่ราคาถูกและมีคุณค่าทางอาหารสูง
             กล่าวถึงตรงนี้ ต้องแนะนำเพิ่มเติมให้ผู้อ่านรู้จัก น.พ.ยงค์ ชุติมา อีกสักนิด  น.พ.ยงค์เป็นแพทย์อาวุโสท่านหนึ่งในกระทรวงสาธารณสุขที่มองเห็นคุณค่าของถั่วเหลือง  และได้พยายามส่งเสริมถั่วเหลืองเพื่อเป็นแหล่งโปรตีนของคนไทยตั้งแต่เมื่อ 60 ปีที่แล้วเมื่อสมัยบุกเบิกต่อสู้กับภาวะขาดแคลอรี่และโปรตีนของกระทรวงสาธารณสุข
             ท่านพยายามส่งเสริมถั่วเหลืองในหลากหลายมิติด้วยกัน เช่น ไปศึกษาวิธีการทำเต้าหู้และนมถั่วเหลืองจากประเทศเวียดนาม  ไปค้นคว้าหาพันธุ์ถั่วเหลืองที่เม็ดดีๆ โตๆ จากแมนจูเรีย   "ถั่วเหลืองเป็น พฤษชาติก็จริง แต่มีคุณภาพคล้ายเนื้อสัตว์และราคาถูกกว่ามาก  น้ำนมถั่วเหลืองมีคุณภาพคล้ายคลึงนมสัตว์  แม้แต่ฝรั่งก็นิยมใช้น้ำนมถั่วเหลืองในการบริบาลทารก..."
             อย่างไรก็ดี การส่งเสริมถั่วเหลืองได้สิ้นสุดภายหลังปีพ.ศ.2500  บริษัทจำหน่ายนมวัวและบริษัทน้ำอัดลมต่างก็เข้ามาในประเทศไทย ทำการแจกจ่ายนมและน้ำอัดลมให้แก่เด็กนักเรียนได้รับประทานฟรีเป็นเวลา 6 เดือนแล้วเริ่มขายกันในหมู่ชนจนเป็นประเพณีใหม่  อาหารรีบด่วนแบบแฮมเบอเกอร์และไก่ทอด มันฝรั่งทอดก็ค่อยๆ ขึ้นมาแทนอาหารไทย และโดยบังเอิญเศรษฐกิจไทยก็พองขึ้น ทำให้คนไทยกลายเป็นเสือทางเศรษฐกิจตัวที่ 5 แต่แล้วเมื่อวันที่ 2 กรกฏาคม 2540 เสือตัวนี้ก็หมดลายกลายเป็นแมวที่มีแต่ก้างปลาสำหรับกินไปวันๆ จนบัดนี้
             เมื่อปี 2500 ไทยร่วมกับ USOM ตรวจหาระดับของคอเลสเตอรอลทั่วทุกภาคของประเทศไทยได้ค่าเฉลี่ยเพียง 150 ม.ก.ด.ล.  ปัจจุบันการเปลี่ยนไปกินแบบตะวันตกทำให้ศัลยแพทย์ต้องผ่าเอานิ่วในถุงน้ำดีออกกันทุกวัน
             ครับ เหล่านี้คือวิสัยทัศน์ของท่านผู้อาวุโสรุ่นก่อนๆ  มาบัดนี้ ลองพิจารณาวิสัยทัศน์รัฐบาลไทยยุคนายกร่างเล็กบ้าง ข่าวซุบซิบกันว่าท่านน้อยใจในความร่างเล็กของท่านมาช้านาน ท่านได้ตั้งปณิธานว่าถ้าเมื่อไรได้เป็นนายกฯ จะต้องสร้างปมเขื่องให้กับเด็กไทยให้อนาคตเป็นเด็กตัวโตให้ได้  หลักการก็น่าเป็นปลื้ม แต่ในแง่ปฏิบัติซิครับ ชี้ขาดวิสัยทัศน์ของนักบริหาร
             แต่ไหนแต่ไรมา รัฐบาลท่านสนองรับเสมอในนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง แต่ในภาคปฏิบัติแทนที่จะพิจารณาแหล่งโปรตีนในประเทศอันน่าจะเป็นโปรตีนจากถั่วเหลือง ควบคู่กับการส่งเสริมการเพาะปลูกถั่วเหลืองให้เกิดระบบพึ่งพาตนเองในสังคมระดับหมู่บ้านและตำบลให้สมกับที่ประเทศชาติกำลังเผชิญภัยพิบัติทางเศรษฐกิจ  ท่านกลับคิดตื้นๆ ผลักนโยบายแจกนมวัวให้กับเด็กนักเรียนประถมทั่วประเทศ
             ซึ่งความเป็นจริงก็คือ นมที่ผลิตในประเทศยังไงเสียก็ไม่พอสนองแก่ความต้องการแน่ เป็นอันนโยบายนี้ก็คือ เศรษฐกิจพึ่งพาที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศต้องพึ่งพาแหล่งโปรตีนจากเมืองนอก  รัฐต้องทุ่มเงินปีละนับพันล้านบาทซื้อนมวัวจากฝรั่งมาแจกเด็ก  ขณะเดียวกัน นโยบายนี้ก็ไม่อาจช่วยเหลือเกษตรกรโคนมแม้จะเป็นส่วนน้อยส่วนหนึ่งได้เลย  เนื่องมาจากว่า ราคานมดิบในประเทศสนนราคาแล้วแพงกว่าแป้งนมจากต่างประเทศมากนัก จึงเกิดมีพ่อค้าหัวใสประมูลขายนมแก่โรงเรียนโดยจัดการเอาแป้งนมจากนอกละลายน้ำกลายเป็นหางนม จากนั้นเติมน้ำมันปาล์มเข้าไปเป็นอันสำเร็จ ชนะประมูลไปสบายมือ  ส่วนเกษตรกรฟาร์มนมก็สำลักนมล้นตลาดสุดท้ายทนไม่ได้ก็พากันสร้าง "ม็อบนม" กันขึ้น
             นี่ละครับ การพัฒนาประเทศโดยขาดวิสัยทัศน์ นำเศรษฐกิจไปสู่ระบบพึ่งพาต่างประเทศ...

คอลัมน์ธรรมชาติบำบัด (มติชนสุดสัปดาห์) โดย น.พ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล

คุณค่าถั่วเหลือง กับสุขภาพไทย (2)

             ถั่วเหลืองเป็นแหล่งโปรตีนที่น่าสนใจ ถ้าอย่างนั้นผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองน่าจะเป็นแหล่งโปรตีนเสริมที่ดีสำหรับประเทศจนๆ อย่างประเทศไทยได้หรือไม่ ?
             ก่อนอื่นพิจารณาผลิตภัณฑ์กันก่อน  ถั่วเหลืองสามารถดัดแปลงได้หลายรูปแบบ ได้แก่ นมถั่วเหลือง ถั่วงอก เต้าหู้ ฟองเต้าหู้ เต้าฮวย เต้าเจี้ยว ซีอิ๊ว น้ำมันถั่วเหลืองและกากถั่วเหลือง เป็นต้น  เราต้องรู้จักลักษณะเด่นของผลิตภัณฑ์แต่ละอย่างและเลือกใช้ให้เหมาะ
             นมถั่วเหลือง เป็นผลิตภัณฑ์อันดับแรกๆ ของถั่วเหลืองที่เราคุ้นเคยที่สุด เพราะสามารถทำได้เองที่บ้านหรือหาซื้อได้ตั้งแต่หน้าปากซอยไปจนถึงผลิตเป็นเครื่องดื่มชนิดขวด ชนิดกล่องและยังมีที่เป็นผงพร้อมชงดื่ม คุณค่าของนมถั่วเหลืองถ้าจะเปรียบเทียบแล้วก็ไม่พ้นที่จะต้องเปรียบเทียบกับนมแม่ นมวัวและไข่ไก่



             จากข้อมูลในตารางนี้มีข้อสังเกตคือ
             1. นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เพราะสร้างสรรค์มาโดยธรรมชาติให้มีสัดส่วนเหมาะสมกับลูกคน
             2. สำหรับเด็กเล็กเด็กโตและผู้ใหญ่ ไขมันของนมวัวมีมากกว่านมถั่วเหลือง แต่ไขมันในนมวัวเป็นคอเลสเตอรอลและกรดไขมันอิ่มตัวซึ่งยากหลีกเลี่ยง  ไขมันในนมถั่วเหลืองไม่มีคอเลสเตอรอลและส่วนมากเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวช่วยลดคอเลสเตอรอลได้
              3. แคลอรีของนมวัวที่เห็นว่าสูงกว่านมถั่วเหลือง เป็นแคลอรี่ที่ได้มาจากไขมันเป็นตัวเด่น ซึ่งเป็นสารไม่พึงประสงค์ในยุคคนอ้วนและมีโรคไขมันในเลือดสูงอยู่แล้ว  ปัจจุบันคนไทยมีภาวะไขมันในเลือดสูงแล้วประมาณ 50% ของประชากร แถมงานวิจัยของ น.พ.ประสงค์ เทียนบุญ วิจัยในเด็กนักเรียนโรงเรียนเอกชนที่เชียงใหม่พบความจริงอันน่าพรั่นพรึงว่า :
             เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปีมีคอเลสเตอรอลสูง 25%(ถ้าถือ 170 ม.ก.% สำหรับเด็ก) และสูง 5% (ถ้าถือ 200 ม.ก.%)  เด็กอายุ 6-15 ปีมีคอเลสเตอรอลสูง 70%(ถ้าถือ 170 ม.ก.% สำหรับเด็ก) และสูง 10-20%(ถ้าถือ 200 ม.ก.%)  เด็กเหล่านี้กินดื่มอะไรบ้าง คำตอบก็คือ เด็กโตกินฟาสต์ฟู้ดและดื่มนม เด็กเล็กกว่า 6 ปียังไม่ทันกินฟาสต์ฟู้ดแน่ แต่ดื่มนม   และความเป็นจริงก็คือหลายๆ บ้านให้เด็กดื่มนมวัวต่างน้ำ   เราพึงรู้ไว้ว่าภาวะไขมันเลือดสูงในเด็กเหล่านี้ถ้าไม่รีบแก้ไขก่อนอายุ 15 ปี  หลอดเลือดจะมีรอยจับคราบไขมันเป็นการถาวร  ดังนั้น เมื่อโตขึ้นก็ตามมาด้วยภาวะไขมันเลือดสูงทันที  แล้วก็ตามด้วยโรคหัวใจอัมพาตได้โดยไมทันจะแก่
             ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจจาก ศ.น.พ.สุขสวัสดิ์ เพ็ญสุวรรณ อาจารย์อาวุโสทางด้านต่อมไร้ท่อและโรคเบาหวาน ท่านให้ความเห็นว่า "คนไข้เบาหวานที่มารักษากับผม รายไหนรายนั้นถ้าไม่เลิกดื่มนมวัวจะไม่สามารถควบคุมเบาหวานได้ นั่นคงเป็นเพราะแคลอรี่จากนมที่มีสูงมาก"
             4. สัดส่วนโปรตีนในนมถั่วเหลืองมีน้อยกว่านมวัว ต่างกันไม่มาก นมวัว 1 แก้วให้โปรตีน 8.5 กรัมขณะที่นมถั่วเหลือง 1 แก้วให้โปรตีน 7 กรัม ไม่ด้อยกว่ากันนัก  ยิ่งถ้าเทียบกับสนนราคาไม่ว่าจะด้วยการเปรียบเทียบนมกล่องที่มาขายกันอยู่ในท้องตลาดหรือจะเปรียบเทียบในทางเศรษฐศาสตร์ระดับประเทศ  ในเชิงที่ว่าเราจะพัฒนาแหล่งโปรตีนราคาถูกที่เกษตรกรของเราอยู่ในวิสัยที่จะปลูกได้ถ้าได้รับการส่งเสริมและพัฒนาการตลาดให้เทียบกับที่ต้องซื้อนมวัวจากเมืองนอกเข้ามา
             อนึ่ง โปรตีนที่จะส่งเสริมร่างกายเราควรดูดซึมง่าย ซึ่งข้อเท็จจริงพบว่าโปรตีนในถั่วเหลืองชนชาวเอเชียดูดซึมได้โดยปกติ  เพราะชนชาติต่างๆ ในภูมิภาคนี้กินกันอยู่เป็นประจำ  ขณะที่โปรตีนจากนมวัว(มิใช่เพียงแล็กโตสในนม) ร่างกายคนเอเชียดูดซึมยาก มักมีอาการท้องเสีย
             เรื่องภาวะแพ้นมวัว ศ.น.พ.สุขสวัสดิ์ให้ข้อเท็จจริงต่อไปว่า "ผมเคยทำงานวิจัยชิ้นหนึ่งในอาสาสมัครที่เป็นพลทหาร  ให้พวกเขาดื่มนมแล้วส่องกล้องดูเยื่อบุลำไส้ของอาสาสมัครเหล่านี้ ปรากฏผลว่าทั้ง 100% มีเยื่อบุลำไส้บวมกันทั้งนั้น"  นั่นแสดงถึงภาวะภูมิแพ้ของคนไทยต่อการดื่มนมวัว เพียงแต่บางคนแสดงอาการท้องเสีย บางคนไม่แสดงอาการ
             5. แคลเซียมในนมถั่วเหลืองมีน้อย จึงไม่อาจพึ่งพานมถั่วเหลืองในเรื่องของแหล่งแคลเซียม แต่ผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองอันได้แก่ เต้าหู้ กลับเป็นแหล่งแคลเซียมที่ดีเพราะเต้าหู้ 1 แผ่น(100 กรัม) ให้แคลเซียม 250 ม.ก.เท่ากับนมวัว 1 แก้ว
           อย่างไรก็ดี โดยสภาวะที่เป็นจริงคนไทยยังไม่ถึงภาวะที่ต้องตื่นเต้นตูมตามในเรื่องขาดแคลเซียมอย่างชาวตะวันตก เพราะแท้ที่จริงปัญหากระดูกพรุนในคนไทยวัยสูงอายุแม้จะมีมากขึ้นกว่าสมัยก่อน แต่ถ้าเทียบกับชาวตะวันตกก็ห่างไกลกันหลายขุม
             ข้อเท็จจริงจากอัตราต่อ 100,000 ของประชากร เปรียบเทียบระหว่างชาวอเมริกันกับคนไทยที่กระดูกหักจากภาวะกระดูกพรุนเมื่อสูงอายุพบว่า ชาวอเมริกันมี 650 คนต่อแสนต่อปี (Catherine Woteki. Institute of Medicine, National Academy of Science. 1992)  ขณะที่คนไทยอายุต่ำกว่า 75 ปีมี 16.3 คนต่อแสนต่อปี (ฉัตรเลิศ พงศ์ไชยกุล คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 1998)  รวมแล้วคนอเมริกันกระดูกผุมากกว่าคนไทยประมาณ 10 เท่า
             นี่เป็นข้อเท็จจริงในท่ามกลางภาวะที่คนอเมริกันแต่ไหนแต่ไรมาดื่มนมกันอย่างเต็มที่   และคนไทยดื่มนมวัวน้อยกว่ากันมากนัก  แปลไทยเป็นไทยก็คือ นมวัวซึ่งเป็นสรณะของฝรั่งที่บอกว่าเป็นแหล่งของแคลเซียมจะช่วยพวกเขาให้พ้นจากโรคกระดูกพรุน และมาสั่งมาสอนคนไทยให้ดื่มนมตามอย่างพวกเขานั้นเอาเข้าจริงๆ แล้วไม่ได้ช่วยพวกเขาได้จริงตามราคาคุย   ส่วนคนไทยไม่ค่อยได้ดื่มนมมาแต่ไหนแต่ไรโรคกระดูกพรุนกลับพบน้อยกว่า  ดังนั้น การจะเอาสูตรการดื่มนมแก้โรคกระดูกพรุนที่พวกเขาเองยังใช้ไม่ได้ผลมาให้คนไทย จึงไม่สมเหตุสมผลด้วยประการทั้งปวง
            ปัญหาสุขภาพของประเทศใด ก็ต้องพิเคราะห์ให้เหมาะสมกับแต่ละประเทศ ลอกเลียนกันเป็นสูตรสำเร็จไม่ได้  ติดตามตอนต่อไปครับ   คนไทยเวลานี้สิ่งน่าเป็นห่วงคือ ภาวะขาดความคุ้มครองทางสุขภาพของผู้บริโภค เราถูกเล่ห์กลหลอกล่อให้บริโภคสารพัด  บางทีก็โดนปฏิชีวนะตกค้าง บ้างก็โดนฮอร์โมน เจอสารแต่งสีแต่งกลิ่น เจอผงชูรสบนหมูปิ้ง ไส้กรอกย่าง กลายเป็นสารก่อมะเร็ง  ทำอย่างไรจะคุ้มครองสุขภาพผู้บริโภคจึงเป็นปัญหาที่ต้องคิด


ความรู้จากคอลัมน์ธรรมชาติบำบัด โดย น.พ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล, มติชนสุดสัปดาห์

คุณค่าถั่วเหลืองกับสุขภาพไทย (3)
ถั่วเหลือง - การกินอยู่ในวิถีไทยต้านกระดูกพรุน

             จากข้อมูลเปรียบเทียบอัตราการเกิดกระดูกหักอันเนื่องจากกระดูกผุในตอนที่แล้ว (2) ชี้ให้เห็นว่าคนไทยมีกระดูกผุน้อยกว่าคนอเมริกันเยอะถึงเกือบ 10 เท่า  อย่างไรก็ดี สังคมไทยก็เปลี่ยนไปจากเดิม (ตามแบบสังคมตะวันตกอีกนั่นแหละ) พลอยทำให้โรคกระดูกผุมีเพิ่มขึ้นในระยะหลัง   ตรงนี้เองพอฝรั่งประโคมข่าวให้รีบๆ ดื่มนมและเอาให้แน่ต้องเป็นนมผสมแคลเซียม แถมแอบเพิ่มตัวเลขความต้องการแคลเซียมต่อคนต่อวันให้เพิ่มสูงขึ้นจากวันละ 800 ม.ก.เป็นวันละ 1,200 ม.ก.  เขาพูดแค่นี้เราก็พากันเชื่อพากันดื่มเสียดุลการค้าให้กับพวกประเทศผู้ผลิตนมกันยกใหญ่   ทราบไหมครับว่าปี 2541 ลำพังบริษัทเดียวเขากวาดเงินจากคนไทยไปมากกว่า 1,000 ล้านบาท ขนาดที่เขาพาผู้แทนขายนมทั้งบริษัทไปเที่ยวเมืองนอกได้สบาย
             ศ.น.พ.รัชตะ รัชตะนาวิน ภาควิชาอายุรกรรม คณะแพทยศาสตร์ ร.พ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ถึงกับกล่าวว่า "ต้องหาเมนูแก้คนไทยกระดูกพรุน-ชี้นมแคลเซียมใช่ว่าจะช่วยได้"  คุณหมอกล่าวว่า "โรคกระดูกพรุนได้รับความสนใจเพราะการที่สังคมชนบทของเราเปลี่ยนแปลงเป็นสังคมเมืองทำให้คนเคลื่อนไหวช้าลง  อย่างไรก็ตาม ประชากรในกลุ่มเกษตรกรรมซึ่งได้ออกกำลังเคลื่อนไหวและถูกแสงแดดอยู่เสมอจะมีปัญหาน้อยกว่า  ดังนั้น คนไทยควรกินแคลเซียมวันละเท่าไหร่ อาจไม่จำเป็นต้องกินเท่าคนอเมริกันเนื่องจากมีความแตกต่างกันในแง่กรรมพันธุ์และปริมาณแสงแดด วิตามินดีในคนไทยกทม.มีระดับเพียงพอ"
           คำตอบเรื่องแหล่งอาหารให้แคลเซียม เมื่อเราย้อนกลับไปหาการกินอยู่ตามวิถีไทยเปรียบเทียบกับฝรั่ง กล่าวคือ  ฝรั่ง 1 คนกินอาหารเช้าจรดเย็นได้แคลเซียมดังนี้คือ  ขนมปังกาแฟตอนเช้า ได้ 0 ม.ก., อาหารเที่ยงเช่น แฮมเบอร์เกอร์ 1 อันได้ 199 ม.ก. เฟร้นช์ฟรายด์ 1 ซองได้ 18 ม.ก.และสลัดไก่ 1 จานได้ 34 ม.ก., อาหารเย็นเช่นซุปหัวหอม 1 ถ้วยได้ 25 ม.ก. สเต็กเนื้อ 1 จานได้ 262 ม.ก.และสลัดผักผลไม้ 1 จานได้ 20 ม.ก.รวมทั้งวันได้ปริมาณแคลเซียม 557 ม.ก. ซึ่งไม่พอเพียงจึงต้องหันไปหาการดื่มนม
           ส่วนอาหารไทยตามวิถีเดิม ปริมาณต่อคนใน 1 วันเช่น กุ้งชุบแป้งทอด ได้แคลเซียม 699 ม.ก. ผัดผักโขมไฟแดง 429 ม.ก. กะปิพล่า+ยอดกระถิน+ยอดแค 231 ม.ก. กะปิคั่ว(ใส่กุ้งแห้งปลากรอบ) 194 ม.ก. แกงส้มตูนกับปลากราย 147 ม.ก.และยำยอดกระถิน(ใส่กุ้งแห้ง) 105 ม.ก.รวมได้ปริมาณแคลเซียม 872 ม.ก.พอเพียงสำหรับความต้องการใน 1 วัน
            ผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองที่ให้แคลเซียมมาก คือ เต้าหู้   แม้จะไม่ใช่แคลเซียมจากถั่วเหลืองโดยตรงแต่วิธีการทำเต้าหู้ต้องใส่สารประกอบแคลเซียมเข้าไป   เต้าหู้ขาว 1 แผ่นจึงให้แคลเซียม 250 ม.ก.  นี่คือภูมิปัญญาตะวันออก
          ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้กระดูกพรุนที่เราต้องเรียนรู้และแก้ไขดังนี้
          1. วิถีชีวิตที่ขาดการออกกำลังกาย  ทุกก้าวย่างของการลงน้ำหนักของคนเราจะกระตุ้นให้แคลเซียมจับพอกกับกระดูก  ใครที่นั่งกินนอนกินถึงจะรับแคลเซียมไปเท่าไรก็กระดูกพรุนวันยังค่ำ องค์การนาซาทดลองให้คนวัยสาวนอนเฉยๆ 4 เดือนโดยกินอาหารอุดมสมบูรณ์  ปรากฏว่ากระดูกส่วนต่างๆ บางลงรวดเร็วมาก ที่ข้อเท้าบางไปถึง 10.4% ต้องใช้เวลาฟื้นตัวอีก 12 เดือนจึงจะปกติ
          2. การไม่ได้รับแสงแดดเพียงพอ ผิวของคนเราเมื่อได้รับแสงแดดจึงจะสร้างวิตามินดีซึ่งช่วยการดูดซึมแคลเซียมในทางเดินอาหาร  นี่เป็นข้อเสียเปรียบของชาวตะวันตก  คนไทยยังได้รับแสงแดดที่พอเพียง ฉะนั้นการละทิ้งชีวิตกลางแจ้งและอยู่แต่ในตึกตลอดทั้งวันก็น่าจะเพิ่มความเสี่ยงต่อกระดูกพรุน
          3. กินยาที่ขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม  ยาเคลือบกระเพาะที่มีอะลูมิเนียม เครื่องดื่มบรรจุกระป๋องที่เคลือบอะลูมิเนียม การดื่มชากาแฟ  เหล่านี้ล้วนขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมในลำไส้  น้ำอัดลมที่มีส่วนผสมของฟอสฟอรัสสูงเพื่อสร้างความเป็นฟองฟู่เป็นเหตุให้ร่างกายเสียสมดุลของแคลเซียมและฟอสฟอรัส  เราต้องละลายแคลเซียมจากกระดูกมาสมดุลฟอสฟอรัสในเลือด เป็นผลให้กระดูกเสียแคลเซียม
           4. กินโปรตีนล้นเกิน สัดส่วนที่ดีของแคลเซียมและฟอสฟอรัสในอาหารควรใกล้เคียง 2 : 1  ซึ่งเนื้อสัตว์มีสัดส่วนอยู่ที่ 1 : 8 ถึง 1 : 20  ฟอสฟอรัสสูงทำให้เราสูญเสียแคลเซียมจากกระดูก  สังคมบริโภคนิยมที่นิยมการกินเนื้อสัตว์ล้นเกินจึงเสี่ยงต่อกระดูกพรุน
            5. ภาวะฮอร์โมนเพศลดลง  ฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยการดูดซึมแคลเซียมในร่างกาย  เหตุนี้ หญิงวัยใกล้หมดประจำเดือนจึงเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน  ผู้หญิงตะวันตกจึงต้องรับฮอร์โมนเสริมกันยกใหญ่เพราะอาหารตะวันตกทั้งขาดแคลเซียม แสงแดดก็ไม่มี ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย เรื่องดีสำหรับวิถีกินอยู่อย่างชาวตะวันออกกลับพบว่าเราได้รับสารฮอร์โมนเอสโตรเจนอีกชนิดหนึ่งจากพืชผักเรียกว่า Phytoestrogen  ที่พบปริมาณพอสมควรที่ช่วยสมดุลของฮอร์โมนนี้ในร่างกายคือ ถั่วเหลือง ซึ่งมีสาร Isoflavone ทั้งป้องกันกระดูกพรุนและป้องกันมะเร็ง  เจ้าสารตัวนี้มีคุณสมบัติซับซ้อนพอสมควร ดังจะได้ทำความเข้าใจกันต่อไป 

ความรู้จากคอลัมน์ธรรมชาติบำบัด โดย น.พ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล, มติชนสุดสัปดาห์

คุณค่าถั่วเหลืองกับสุขภาพไทย (4)
เรียนรู้คุณค่าถั่วเหลืองให้ลึกชัด - เรียนรู้เรื่องสารผัก

        ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองไม่ว่าจะเป็นนมถั่วเหลืองหรือเต้าหู้นั้น เป็นที่นิยมมากขึ้นอย่างรวดเร็วในโลกตะวันตกทุกวันนี้ก็คือ  การค้นพบสารคล้ายเอสโตรเจนจากพืชกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า Phytoestrogen ซึ่งมีฤทธิ์ทั้งป้องกันโรคกระดูกผุ ป้องกันโรคหัวใจ และป้องกันมะเร็งได้อีกด้วย  จะเข้าใจเรื่องนี้ได้ต้องรู้จักเรื่องของสารผักเสียก่อน
        สารผัก เป็นที่รู้จักกันมากขึ้นในช่วงเวลา 10 กว่าปีให้หลังนี้  การค้นพบบทบาทของสารผักเป็นการแบ่งยุคแบ่งศักราชของหลักโภชนาการในขอบเขตทั่วโลก  ดุจเดียวกับการใช้เครื่องจักรไอน้ำทำให้มนุษย์เข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม  และการประดิษฐ์ไมโครชิปได้ฉุดกระชากสังคมมนุษย์เข้าสู่ยุคข้อมูลข่าวสาร  ผู้อ่านของเรารู้จักอาหาร 5 หมู่มานานแล้ว  เพราะแบ่งสารอาหารตามโครงสร้างทางชีวเคมีและพบว่าสารอาหารบางกลุ่มร่างกายเอาไปสร้างเนื้อหนัง   บางกลุ่มก็ถูกร่างกายเอาไปเผาผลาญเป็นพลังงาน
         แต่เรามาพบอีกว่า มีสารจากพืชอีกจำนวนมากที่เมื่อกินเข้าไปแล้ว  ร่างกายไม่ได้เอาไปสร้างเนื้อ ไม่ได้เอาไปเผาผลาญเป็นพลังงาน  แต่สารพวกนี้เข้าไปทำหน้าที่พิเศษให้ร่างกายทำหน้าที่ต่างๆ เช่น เข้าไปทำหน้าที่เป็นเอนไซม์ เป็นฮอร์โมน บ้างเป็นสารต้านแอนติออกซิแดนท์ บ้างเป็นซูเปอร์แอนติออกซิแดนท์ บ้างก็กระตุ้นภูมิต้านทานให้ดีขึ้นหรือไปยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็ง  ยิ่งค้นก็ยิ่งเจอ ปัจจุบันนี้เขาพบสารผักเหล่านี้กว่า 10,000 ชนิด เลยเรียกสารเหล่านี้โดยรวมๆ ว่า สารผัก หรือ Phytochemical
         สารพวกนี้มีบทบาทต่อสุขภาพอย่างมากมายและมีมานานแล้วด้วย ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ก็ว่าได้เพราะคนเรากินพืชผักอยู่ทุกวันเพียงแต่สมัยก่อนคนเรายังไม่รู้จักเท่านั้นเอง  มาเมื่อค้นพบและเห็นบทบาทอันหลากหลาย ทั้งเริ่มพิสูจน์ย้อนกลับไปว่าชุมชนแต่โบราณหรือสังคมที่ยังไม่ได้ถูกโน้มนำให้เร่งรัดการกินแบบตะวันตกกันอย่างเต็มที่ กลับมีสุขภาพในหลายๆ ด้านที่ดีกว่าชาวตะวันตกเองเสียอีก โดยเฉพาะในปัญหาด้านความเสื่อมของร่างกาย ซึ่งตะวันตกกำลังเดือดร้อนจากโรคกลุ่มนี้อย่างสาหัสสากรรจ์ 
         ทางตะวันตกจึงพลิกโฉมหน้าศักราชทางโภชนาการของเขามาเป็นยุค Functional Medicine หรือ ยุคการแพทย์จรรโลงสุขภาพและส่งเสริมการกินอาหาร Functional Food คืออาหารที่กินเข้าไปแล้วไปทำหน้าที่บางอย่างกับร่างกาย หรืออาจเรียกว่าอาหารจรรโลงสุขภาพ  จากนั้นเขาก็เที่ยวสกัดสารผักเหล่านี้ออกมาจากอาหารพืชผักชนิดต่างๆ  จากความรู้ในห้องวิจัย เขาก็คิดว่าจะให้คนของเขากินสารพวกนี้เข้าไปได้อย่างไร เพราะชีวิตของพวกเขาไม่มีโอกาสปลูกพืชผักหรือมีพืชผักในธรรมชาติมากๆ อย่างประเทศเมืองร้อน  ดังนั้น เขาก็เลยสกัดมาแล้วบรรจุแคปซูล นี่เป็นที่มาของสารเสริมอาหารนั่นเอง
         ในบรรดาสารผัก เขาค้นพบกลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มนี้ที่มีโครงสร้างโมเลกุลเป็นวงแหวนเบนซิน 2 วงเรียกว่า โพลีฟินอล โดยมีสะพานเชื่อมเป็นคาร์บอนอะตอมที่เรียงตัวเป็นเบนซินวงที่ 3 แทรกอยู่ตรงกลาง แต่บางสารแทนที่จะเป็นเบนซินวงที่ 3 ก็อาจเป็นกลุ่มไฮดร็อกซิล เมท็อกซิล หรือน้ำตาลแทรกเอาไว้ ปรากฏว่ามีสารกลุ่มนี้อยู่ในธรรมชาติเท่าที่พบในขณะนี้ประมาณ 4,000 ชนิด  ที่เป็นโครงสร้างแบบนี้พบตั้งแต่ในมอสส์ เฟิร์น สน และมีในพืชใบเลี้ยงคู่ทั่วไปหมด   เราเรียกสารผักกลุ่มนี้ว่า ฟลาโวนอยด์ Flavonoid
         มาเข้าเรื่องสารผักในถั่วเหลือง เขาก็พบว่าสารฟลาโวนอยด์นั้นยังจำแนกได้อีกเป็นกลุ่มๆ กลุ่มที่น่าสนใจกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มที่เรียกว่า ไอโสฟลาโวน (Isoflavone) และเจนิสเตอิน (Genistein) ที่พบในถั่วเหลือง  ซึ่งพบว่ามีบทบาท 3 ประการใหญ่ๆ
         หนึ่งคือ ป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด จึงป้องกันโรคหัวใจหลอดเลือดได้
         สองคือ ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน จึงช่วยป้องกันโรคกระดูกผุ ป้องกันอาการไม่พึงประสงค์เวลาใกล้หมดประจำเดือน
         สามคือ ในระดับที่แน่นอนออกฤทธิ์ยับยั้งการเกิดมะเร็งของอวัยวะสืบพันธุ์
         บทบาทป้องกันโรคหัวใจหลอดเลือด
         ไอโสฟลาโวนและเจนิสเตอิน พบมากในถั่วเหลือง ได้รับการวิจัยที่ญี่ปุ่น  รายงานในวารสาร Annals of the New York Academy of Science พบว่า หากให้กระต่ายกินนมถั่วเหลืองที่มีไอโสฟลาโวนและเจนิสเตอินมากๆ ระดับ LDL ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดที่จะไปอุดตันหลอดเลือดจะมีระดับลดต่ำลง  ที่มิลาน อิตาลี มีการวิจัยโดยให้คนกินอาหารคอเลสเตอรอลสูงและกินถั่วเหลืองด้วย  ปรากฏว่าระดับคอเลสเตอรอลลดลงได้ภายใน 2 อาทิตย์
         บทบาทต่อระบบสืบพันธุ์
         ไอโสฟลาโวนและเจนิสเตอิน ถูกเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Phytoestrogen คือเป็นสารเอสโตรเจนที่พบในพืช  ได้มีการทดลองไอโสฟลาโวนในฤทธิ์ต่อระบบสืบพันธุ์อย่างกว้างขวางมาก เช่น ทดลองให้หนูที่ยังไม่โตเต็มที่หรือหนูที่ตัดรังไข่ออกให้กินเจนิสเตอินจากถั่วเหลือง พบว่าหนูมีน้ำหนักของมดลูกเพิ่มขึ้น  ยังมีการใช้สารที่สกัดจากถั่วเหลืองมาให้หนูที่ยังไม่เจริญพันธุ์กินวันละ 2.5 ม.ก.ติดต่อกัน 4 วัน (ถือเป็นปริมาณที่สูงมาก)  ปรากฏว่ามดลูกหนูโตขึ้นเช่นเดียวกัน  แต่ถ้าฉีดเข้าใต้ผิวหนังกลับไม่ให้ผลดังกล่าว
          ข้อสรุปก็คือ สารฟัยโตอีสโตรเจนจากถั่วเหลืองนี้มีฤทธิ์เป็นสารก่อนที่จะเปลี่ยนรูปเป็นฮอร์โมนเพศหญิงหรือโปรเอสโตรเจน จะไม่ออกฤทธิ์ตรงๆ นอกร่างกาย  ต้องกินเข้าไปเสียก่อน ผ่านกระบวนการเผาผลาญในร่างกายแล้วกลายเป็นเอสโตรเจนออกฤทธิ์ในร่างกายอีกที
          ด้วยเหตุฉะนี้ ถ้ากินถั่วเหลืองในปริมาณที่พอเหมาะ จึงเป็นเสมือนฮอร์โมนทดแทนแก่ร่างกายได้ เหมาะสำหรับป้องกันหรือรักษาอาการก่อนหมดประจำเดือน แถมถ้าได้กินสม่ำเสมอก็ช่วยดูดซับแคลเซียมจากทางเดินอาหารได้ดีอีกด้วย ย่อมป้องกันอาการกระดูกพรุนได้เป็นอย่างดี
          หลังสุดมีรายงานตีพิมพ์ในวารสาร ObGyn แนะนำในหมู่ฝรั่งด้วยกันว่า ถ้าไม่อยากกินฮอร์โมนเสริมในระหว่างใกล้หมดประจำเดือน  เขาก็แนะนำให้กินถั่ววันละ 45-60 กรัม/วัน (ประมาณ 3-4 ช้อนโต๊ะ) จะสามารถให้ฮอร์โมนเสริมที่เพียงพอ
          สรุปว่า ณ วันนี้ เราได้รู้จักกับสารกลุ่มเบ้อเริ่มที่เรียกว่า สารผัก หรือ Phytochemical ซึ่งออกฤทธิ์นอกเหนือบทบาทของอาหาร 5 หมู่  สารผักมีมากมายมหาศาล มีกลุ่มสำคัญเรียกว่า ฟลาโวนอยด์และเจ้าฟลาโวนอยด์นี้ก็มีกลุ่มสำคัญที่เรียกว่า ไอโสฟลาโวน ซึ่งพบมากในถั่วเหลือง  เจ้า Isoflavone นี่เองกำลังบุกเบิกศักราชใหม่ของผู้รักสุขภาพในโลกตะวันตกที่ถูกคุกคามด้วยโรคความเสื่อมของร่างกาย ตั้งแต่โรคหัวใจหลอดเลือด โรคกระดูกพรุน กระทั่งโรคมะเร็งว่า ถ้าหันมาใช้สารจากพืชผักแล้วสามารถกอบกู้สถานะทางสุขภาพของพวกเขาได้ แม้กระทั่งอาการเกรี้ยวกราดของคุณผู้หญิงทั้งหลาย
           พวกเขารู้สึกอิจฉาผู้ชายญี่ปุ่นที่ได้รับความอบอุ่นฟูมฟักจากแม่บ้านทั้งหลายให้เป็นราชาในบ้านอย่างสบาย  นั่นคงเป็นเพราะฤทธิ์ไอโสฟลาโวนในนมถั่วเหลืองและเต้าหู้ในอาหารญี่ปุ่น  ตรงกันข้ามกับชาวอเมริกันที่เจอภาวะครอบครัวแตกแยกทะเลาะกัน ดูหนัง"เอรีน"นั่นปะไร พระเอกด่านางเอกว่า "ฟักยู" นางเอกสวนมาทันควันว่า "ฟักยูแบ็ก" สมน้ำสมเนื้อกันดีแท้  ดูให้ดีซีครับ เอรีนหรืออีเรียมของเขากินอาหารอะไร  ก็ดูตู้เย็นของเธอสิมีอาหารกระป๋อง นมและฟาสต์ฟู้ดทั้งนั้นนั่นแหละครับ  จิตใจจึงเป็นเช่นนั้น เวลานี้เขาตระหนักแล้วจึงสกัดอาหารจากพืชผักเป็นเม็ดๆ มากินเพราะไม่มีเวลา แล้วมาขายเมืองเราด้วย
           ดังนั้น ณ วันนี้ใครจะเข้าใจ จับได้ไล่ทันสารเสริมอาหารได้ก็ต้องปรับวิสัยทัศน์ของตนให้เข้ากับยุค Functional Food  เรียนรู้แล้วมาเลือกรับปรับใช้ ช่วยประชาชนคนไทยคิดว่า ถ้าจะไม่เปลืองสตางค์กินสารเสริมอาหารบรรจุแคปซูล จะส่งเสริมให้คนไทยกินอาหารพื้นถิ่น กินพืชผักผลไม้เมืองไทยเพื่อจรรโลงสุขภาพได้อย่างไร

ความรู้จากคอลัมน์ธรรมชาติบำบัด โดย น.พ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล, มติชนสุดสัปดาห์
คุณค่าถั่วเหลืองกับสุขภาพไทย (5)
ถั่วเหลืองกับบทบาทการต้านมะเร็ง

            บทบาทการต้านมะเร็งของถั่วเหลืองเป็นที่สังเกตมานานแล้ว โดยเฉพาะการลดอัตราเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมากด้วยการศึกษาในผู้ที่กินอาหารที่ทำจากถั่วเหลือง  หลักๆ ได้แก่ การดื่มนมถั่วเหลืองและการกินเต้าหู้นั่นเอง

            มีผู้ตั้งข้อสังเกตนานแล้วว่า ประเทศญี่ปุ่นและประเทศทางตะวันออกที่กินผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองมาก ถ้าเป็นญี่ปุ่นก็จะมีมิโสะและเทมปะอีกด้วย  จะพบอัตราการเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมากในหญิงและชายชาวญี่ปุ่นต่ำมากเมื่อเทียบกับชนชาวอเมริกันและประเทศตะวันตกทั้งหลาย
             ในเรื่องนี้ M.Messina และคณะได้รวบรวมไว้ในเรื่อง  "Soy Intake and Cancer Risk : A Review of the In Vitro and In Vivo Data" ตีพิมพ์ใน Nutrition and Cancer 21, no.2 ปี 1994 ก็พบข้อเท็จจริงเดียวกันในเรื่องปริมาณการบริโภคผลิตภัณฑ์ถั่วเหลือง พบว่าชาวญี่ปุ่นกินผลิตภัณฑ์เหล่านี้วันละประมาณ 100 กรัม ขณะที่ชาวอเมริกันไม่บริโภคเลย
            เรื่องที่น่าเศร้าก็คือ ผู้หญิงอเมริกันต้องตายด้วยโรคมะเร็งเต้านมเป็น 4 เท่าของผู้หญิงญี่ปุ่น และผู้ชายชาวอเมริกันก็มีโอกาสตายด้วยมะเร็งต่อมลูกหมากเป็น 5 เท่าของชายชาวญี่ปุ่น  เดิมทีเดียวเคยเชือกันว่าความแตกต่างในเรื่องนี้น่าจะเป็นเพราะสาเหตุทางพันธุกรรม แต่ความจริงก็ปรากฏอีกว่า เมื่อชาวญี่ปุ่นอพยพย้ายถิ่นฐานเข้าไปทำกินในสหรัฐอเมริกา ไปตั้งรกรากมีลูกหลานที่นั่น  ผลปรากฏว่า ภายในชั่วระยะอายุคนเดียว ชาวญี่ปุ่นที่ย้ายถิ่นฐานเหล่านี้ก็มีอัตราตายด้วยโรคมะเร็งทั้งสองชนิดเทียบเคียงเสมอชาวอเมริกัน
            การศึกษาต่อมาพบว่า ชนชาวญี่ปุ่นที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในสหรัฐฯ ลูกหลานของพวกเขาได้ทอดทิ้งวัฒนธรรมการกินอยู่แบบดั้งเดิมไปหมดสิ้น คนรุ่นใหม่เหล่านี้พากันกินเนื้อสัตว์ นมเนยแบบอเมริกันเต็มรูปนั่นเอง
             ถั่วเหลืองต้านมะเร็งได้อย่างไร สารผักหลายตัวจากมะเร็งคือคำตอบ 
             หนึ่งคือ สารเจนิสเตอิน สารฟลาโวนอยด์  ตัวสำคัญที่มีบทบาทยับยั้งการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง  ด้วยกลไกป้องกันการงอกของเส้นเลือดที่จะส่งอาหารเข้าไปให้เซลล์มะเร็ง  การศึกษาในหลอดแก้วเกิดผลชัดเจนเช่นนั้น (Fotsis, T., etal. "Genistein, a Dietary Derived Inhibitor of In Vitro Angiogenesis." Proceeding of the National Academy of Sciences 90 (April 1993) : 2690-94) และปัจจุบันสารเจนิสเตอินสกัดกำลังอยู่ในระหว่างทดลองใช้รักษาคนไข้มะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมาก
             สองคือ สารเดอิดเซอิน ซึ่งเป็นสารไอโสฟลาโวน  มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนและเทสโตสเตโรน  แต่มีฤทธิ์เพียงครึ่งเดียวของฮอร์โมนทั้งสอง  เมื่อกินเข้าไป ไอโสฟลาโวนจะเข้าไปจับกับเซลล์เป้าหมายได้แก่ เซลล์เต้านมหรือต่อมลูกหมาก  จึงป้องกันเซลล์เหล่านี้ไม่ให้ถูกกระตุ้นโดยฮอร์โมนของตนเองซึ่งมีฤทธิ์แรงกว่า อันจะทำให้เกิดเป็นมะเร็ง
             ตรงนี้ภาษาทางวิชาการเรียกว่า มีฤทธิ์ยับยั้งโดยการแย่งจับจอง หรือ Competitive Inhibitor  ขณะเดียวกัน การที่มันมีฤทธิ์น้อยๆ ก็ทำให้ร่างกายมีการหล่อเลี้ยงของฮอร์โมนเพศโดยไม่เกิดอาการพร่องฮอร์โมน  แหม.. อะไรจะดีขนาดนั้น !
             สามคือ ถั่วเหลืองยังมีกรดไฟติก เป็นสารแอนติออกซิแดนต์สำคัญ  และเป็นสารยับยั้งเอนไซม์โปรตีเอส ซึ่งเป็นสารที่ส่งเสริมการกลายตัวเป็นเซลล์มะเร็ง
             ด้วยเหตุฉะนี้  ทุกคำเคี้ยวของเต้าหู้ ทุกอึกของนมถั่วเหลืองคืออาหารสำคัญต้านมะเร็งของผู้คนชาวเอเชียที่ตกทอดมาแต่บรรพบุรุษ
             นมวัวส่งเสริมโอกาสการเป็นมะเร็ง
             ขณะที่นมถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองมีบทบาทต้านมะเร็ง  แต่ในอีกด้านหนึ่ง นมวัวที่ได้รับการส่งเสริมให้ดื่มกันอยู่แต่เดิมกลับมีรายงานชิ้นแล้วชิ้นเล่าที่พบว่าการดื่มนมวัวมากเพิ่มโอกาสการเป็นมะเร็ง  และการลดละการดื่มนมวัวช่วยให้ลดอัตราการเกิดมะเร็งได้
             งานวิจัยที่สำคัญของคากาวา   เขาศึกษาอาหารของคนญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 1950-1975  หลังจากญี่ปุ่นแพ้สงคราม พวกอเมริกันได้เข้าไปส่งเสริมวัฒนธรรมการกินอยู่แบบตะวันตก  ผลก็คือ ชนชาวญี่ปุ่นเองที่ถูกรุกรานทางด้านวัฒนธรรมได้หันไปดื่มนมกินสเต็กกันอย่างตะวันตกมากขึ้น
             คากาว่าพบว่าภายใน 25 ปีดังกล่าว  คนญี่ปุ่นดื่มนมเพิ่มขึ้น 15 เท่าตัว  กินเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น 7.5 เท่า  ลดการกินข้าวลง 70%  ผลก็คือ ผู้หญิงญี่ปุ่นป่วยเป็นมะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้น 300% (Kagawa Y., Impact of Westernization on the Nutrition of Japan. Prevention. 7 : 205-17. 1978)
             ขณะเดียวกัน ประเทศที่ลดปริมาณการกินเนื้อสัตว์นมเนยลงก็ลดอัตราตายด้วยโรคมะเร็งอย่างน่าสังเกต  รายงานชิ้นนี้มีขึ้นตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1  น.พ.ไมเคิล ฮินด์ฮีด สถาบันวิจัยโภชนาการแห่งชาติเดนมาร์กในขณะนั้น ได้เสนอให้รัฐบาลของเขากู้วิกฤตในเรื่องอาหารของชาวเดนมาร์กซึ่งกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากในสงคราม  ให้เปลี่ยนแปลงทิศทางการเกษตรกรรมจากการเลี้ยงวัวเพื่อดื่มนมมาปลูกข้าวไรย์ ข้าวสาลีแทนการปลูกหญ้าเลี้ยงวัว
             เมื่อรัฐบาลเขาสนองตอบต่อข้อเสนอดังกล่าว ผลก็คือ ประชาชนชาวเดนมาร์กในขณะนั้นลดการบริโภคนมลง และกินธัญพืชเพิ่มขึ้น  ปรากฏว่าในช่วงเวลา 3 ปีดังกล่าว จากปี ค.ศ.1914-1917 เขาพบว่า อัตราการเป็นมะเร็งของชาวเดนมาร์กลดลงถึง 34% (Hindheed, Michael. The Effects of Food Restriction During War on Motality of Copenhegen. JAMA 74 ; 381-82. 1920)
            จากข้อเท็จจริงชิ้นแล้วชิ้นเล่าในเรื่องความเสี่ยงต่อโรคร้ายๆ อย่างโรคไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคมะเร็ง ที่ผลิตภัณฑ์นมวัวนำมาสู่ผู้คนชาวโลก  โดยเฉพาะในซีกโลกตะวันตกจนเป็นที่อิดหนาระอาใจ  เป็นผลให้ชาวตะวันตกทั้งยุโรป อเมริกาและออสเตรเลีย พากันตื่นกลัวการดื่มนมและเกิดความตื่นตัวใหม่ที่จะหันหาการดื่มนมถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์เต้าหู้ทดแทน  ปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้ธุรกิจนมในประเทศผู้ผลิตใหญ่ๆ ทั่วโลกต้องสูญเสียตลาดการค้าของตนอย่างน่าตื่นตกใจ
            ด้วยเหตุนี้ ประเทศผู้ผลิตนมวัวจึงพุ่งเป้ามาสู่ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศอุตสาหกรรมใหม่  และประเทศไทยคือเป้าหมายอันโอชะเป้าหมายหนึ่ง  เพราะผู้คน ทั้งนักวิชาการ ทั้งรัฐบาลและประชาชนต่างได้รับการอบรมด้วยตำราเล่มโตตีพิมพ์ต้นฉบับมาจากอเมริกาเรียบร้อยแล้ว  ต่างนับถือการดื่มนมตามแบบอเมริกัน
           เป็นที่น่ายินดีว่า ในท่ามกลางข้อเท็จจริงใหม่ๆ จากทั่วโลกเกี่ยวกับผลด้านกลับของการดื่มนม และความน่าจะเป็นไปได้มากกว่าที่จะส่งเสริมให้คนไทยบริโภคผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองและอาหารพื้นถิ่นทางตะวันออกของเราแทน  ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการของภาครัฐเริ่มยอมรับบนหน้าน.ส.พ.มติชน เมื่อสิงหาคม 2541 ว่า "การที่ฝรั่งเกิดโรคมากมายเพราะการดื่มนมนั้น เนื่องจากเขาดื่มถึงปีละ 150 ลิตร/คน/ปี ปริมาณดังกล่าวเกินความต้องการของร่างกาย  แต่คนไทยยังดื่มนมน้อยอยู่"
             ถ้าใครจะมีสติสัมปชัีญญะสักนิดหนึ่ง  อาจจะรู้สึกชอบกลกับข้อคิดและคำเสนอดังกล่าวอยู่ไม่น้อย  ลองคำนวณปริมาณดูซิ  นม 150 ลิตร/คน/ปี เฉลี่ยออกมาแล้วเท่ากับ 1.64 แก้ว/คน/วัน  นั่นแปลว่าความจริงแล้วฝรั่งดื่มนมวันละ 1 แก้วกว่าต่อวัน  ซึ่งก็เกิดอันตรายแล้ว  นักวิชาการท่านนั้นกลับยืนยันให้คนไทยดื่มนมกันวันละ 2-3 แก้ว  จะมิเป็นการนำคนไทยไปสู่ความเสี่ยงทางสุขภาพหรอกหรือ  และจะบอกให้ก็ได้ว่า ด้วยการชี้นำเช่นนี้ ตัวเลขแนะนำการดื่มนมดังกล่าวได้ถูกกำหนดไว้ในสุขบัญญัติแห่งชาติ 9 ประการแล้ว

ความรู้จากคอลัมน์ธรรมชาติบำบัด โดย น.พ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล, มติชนสุดสัปดาห์

วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556


ป้องกันรักษาดวงตาด้วยธรรมชาติบำบัด

      ปัญหาของดวงตา มี 2-3 ปัญหาที่ธรรมชาติบำบัดมีบทบาทช่วยป้องกันรักษาได้ดังนี้
            ต้อกระจก
               ต้อกระจกเป็นความเสื่อมตามอายุของเลนส์ตา  เจ้ารังสีอัลตราไวโอเลตจะก่อให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นจำนวนมากมายมหาศาลตลอดเส้นทางที่ลำแสงผ่านไป  อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจะทำลายธรรมชาติของโปรตีนเลนส์ตา ก่อให้เกิดการขุ่นมัวขึ้น เหมือนไข่ขาวดิบมีอาการขุ่นขาวเมื่อถูกทำให้สุก  จึงถือกันว่าคนเราทุกคนถ้าไม่ทันตายตั้งแต่ยังหนุ่มก็มีวันที่จะต้องลอกต้อกระจกวันใดวันหนึ่งเมื่อแก่ตัวลง  
               ความจริงที่น่าแปลกคือ หลวงปู่ธรรมวราซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งที่นำเอาวิชาล้างพิษในลำไส้เข้ามาในประเทศไทย ได้ให้ความกรุณาสอนผมและคุณหมอลลิตา ซึ่งตอนนั้นรู้จักแต่วิชาฝังเข็มและเรื่องราวของการอดเพื่อสุขภาพให้รู้จักอีกมิติหนึ่งของการล้างพิษ  คือการสวนล้างลำไส้  ทั้งได้กรุณามอบเครื่องสวนล้างลำไส้รุ่นที่ทันสมัยที่สุดจากอเมริกาให้กับศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี  ผมได้มีโอกาสดูแลสุขภาพของท่านอยู่ระยะหนึ่งและพบว่าต้อกระจกของท่านถึงคราวสุกพอดีสำหรับการผ่าตัด  จึงได้นำส่งท่านไปผ่าตัดต้อกระจกที่โรงพยาบาลรัตนิน
               ครับ หลวงปู่ผู้เป็นนักธรรมชาติบำบัด เป็นนักพลังสด กินแต่ผักสดผลไม้และธัญพืชที่ไม่ผ่านไฟ รับการผ่าตัดต้อกระจกเมื่ออายุ 106 ปี !  อะไรกัน ทำไมเลนส์ตาของท่านจึงได้เสื่อมช้านัก  เหตุผลอยู่ที่อาหารการกินของท่าน ผักสดผลไม้ที่อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระนั่นเอง
               ปัจจุบันถ้าจะพูดถึงคุณค่าของอาหาร ตำนานเก่าที่จำแนกคุณค่าอาหารตามโครงสร้างทางชีวเคมีออกเป็น 5 หมู่เริ่มจะจางความนิยมลง  เริ่มมีผู้พูดถึงคุณค่าอาหารเสียใหม่โดยดูจากบทบาทที่สำแดงต่อสุขภาพ  เราเรียกบทบาทใหม่นี้ว่า Functional food ถ้าจะแปลเป็นไทยให้เหมาะ ๆ ก็ต้องใช้คำว่า "อาหารจรรโลงสุขภาพ"  ตามทฤษฎีใหม่ในการมองอาหารเช่นนี้ พืชผักที่เคยรู้จักกันว่าเป็นแหล่งของเกลือแร่และวิตามิน  สารสำคัญ 2 ใน 5 หมู่อาหาร  เมื่อมองในบทบาทที่จรรโลงสุขภาพกลับพบว่า พืชผักมีสารที่สำแดงบทบาทต่อร่างกาย  เรียกกันว่า Phytonutrient หรือ "สารยาจากผัก" หรือ "สารผัก" ที่สำแดงต่อร่างกายหลายประการ เช่น
      1. เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ กลุ่มวิตามินเอ-เบต้าแคโรทีน วิตามินซี วิตามินอี เซเลเนียม ฯลฯ
      2. เป็นสารต้านอนุมูลอิสระตัวเก่ง Super antioxidant สารกลุ่มนี้ออกฤทธิ์สูงกว่าวิตามินในระหว่าง 20-50 เท่า
      3. เป็นสารกระตุ้นภูมิต้านทาน Immuno stimulant
      4. เป็นสารป้องกันการกลายตัวเป็นมะเร็ง Blocking agent
      5. เป็นสารที่ออกฤทธิ์เฉพาะ โดยสื่อสารกับร่างกายให้มีปฏิกิริยาสนองรับไปในทางใดทางหนึ่ง เช่น ยับยั้งการอักเสบ ลดความปวด ออกฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนหรือแข่งกับฮอร์โมน เป็นต้น
        กล่าวในแง่ผลต่อดวงตา มีสารผักที่ออกฤทธิ์ค่อนข้างเด่นต่อเลนส์ตา คือ เจ้าสารกลูตาไธโอน ซึ่งเป็นอนุมูลอิสระตัวเก่ง ผู้รักสุขภาพควรได้รู้จัก
        กลูตาไธโอน เป็นสารประกอบของกรดอะมิโน 3 ตัวที่มาเกาะอยู่ด้วยกัน ได้แก่ ซีสเตอีน กลัยซีนและกรดกลูตามิก  แท้จริงแล้วกลูตาไธโอนมีบทบาทต้านอนุมูลอิสระในน้ำนอกเซลล์ทั่วร่างกาย แต่มีบทบาทโดดเด่น 4-5 ประการ ดังนี้คือ
      1. เฝ้าอยู่นอกเซลล์คอยจับอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นใหม่อย่างทันทีทันควัน แล้วสลายให้หมดฤทธิ์ไป
      2. เฝ้าอยู่ในตับ คอยจับสารพิษต่าง ๆ ที่วนเวียนมาถึงให้หมดพิษไปแล้วส่งต่อให้วิตามิน C และ E  จากนั้นเซลล์ตับค่อยกำจัดออกโดยไม่ต้องพิษของสารเคมีนั้น ๆ
      3. เฝ้าอยู่ที่เม็ดเลือดแดง คอยป้องกันเนื้อเม็ดเลือดแดงไม่ให้ถูกพิษของออกซิเจนที่มันทำหน้าที่ลำเลียงขนส่ง
      4. คอยต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง คงระดับน้ำตาลในเลือดช่วยควบคุมเบาหวานและช่วยการสมานคืนของเซลล์สมองยามใดที่เกิดโรคลมปัจจุบัน จากอาการเส้นเลือดสมองแตก ตีบหรือตัน
      5. ออกฤทธิ์ป้องกันการเสื่อมของเลนส์ตาโดยเป็นการเฉพาะ ป้องกันโรคต้อกระจก

(Mindell, Earl. What You Should Know About the Super Antioxidant Miracle. 
Keat Publishing, Inc. USA. 1996)

               เป็นที่รู้จักกันตั้งแต่ปี 1900 แล้วว่า ผู้คนที่เป็นต้อกระจกมักมีระดับกลูตาไธโอนในเลนส์ตาต่ำ  การศึกษาชิ้นหนึ่งจากกลุ่มศึกษาโรคต้อกระจกแห่งชาติในสหรัฐพบว่า ในคนที่ระดับสารต้านอนุมูลอิสระตัวนี้สูง จะมีอัตราเป็นต้อกระจกลดน้อยลง 35%
               นอกจากต้อกระจก ได้มีการค้นพบอีกว่า กลูตาไธโอนออกฤทธิ์ร่วมกับสารตัวอื่น เช่น เบตาแคโรทีน สังกะสี เซเลเนียม ทองแดง ซูเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเดส และไรโบฟลาวิน ในการป้องกันจุดรับแสงที่จอตา ที่บริเวณดังกล่าวเป็นที่รู้กันว่า แสงตกกระทบจอตา ทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีกับเซลล์รับแสงและรับสีที่ตรงนั้น  แล้วสื่อสารไปตามประสาทตาให้เกิดการเห็นภาพขึ้น   แน่นอนล่ะว่า พื้นที่ตรงแสงตกกระทบนั้น  จะมีกระบวนการออกซิเดชั่นเกิดขึ้นมากมาย  และอนุมูลอิสระก็เกิดขึ้นเยอะเป็นเงาตามตัว   การมีระดับของสารต้านอนุมูลอิสระทั้งแก๊งให้สูง ๆ ไว้ จะปกป้องดวงตาไว้ได้เป็นอย่างดี 
               ถึงตรงนี้คุณคงอยากที่จะมีระดับกลูตาไธโอนสูงแล้วใช่ไหม  ก่อนอื่นต้องรู้ว่าอะไรบ้างทำให้กลูตาไธโอนลดลง มีดังนี้คือ ความชรา การมีโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็ง ข้ออักเสบ การกินอาหารทอดน้ำมันซ้ำ ๆ หรือน้ำมันเหม็นหืน  การรับยาหรือสารพิษสู่ร่างกายมาก  ตับจะใช้สารนี้มากเพื่อขจัดพิษ การกินยาคุมหรือรับฮอร์โมนบำบัด
               ทีนี้สิ่งที่เพิ่มระดับกลูตาไธโอน ได้แก่ การมีกรดอะมิโนซิสเตอีน กลัยซีนและกลูตามิกเพียงพอ  โดยปกติร่างกายเราไม่ขาดกลัยซีนกับกลูตามิกอยู่แล้ว  หน้าที่ของเราคือ พยายามรับแหล่งที่มาของซิสเตอีนเข้าไปเยอะ ๆ ซึ่งมีอยู่ในแตงโม หอมหัวใหญ่ กระเทียม วีตเจิร์ม เนื้อแดง ไข่ และที่โดดเด่นคือ พืชผักตระกูลกะหล่ำ ได้แก่ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บล็อกโคลี  พืชตระกูลนี้กินเข้าไปแล้วก็ช่วยเพิ่มกลูตาไธโอนแก่ร่างกาย

ความรู้จากคอลัมน์ ธรรมชาติบำบัด (มติชนสุดสัปดาห์) โดย น.พ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล

วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

สมองฝ่อ 
รักษาแบบธรรมชาติบำบัด
               คุณป้าประสบสุข เป็นโรคซึมเศร้าที่ลากยาวจนกลายเป็นโรคสมองฝ่อ  แม้จะเป็นถึงอาจารย์ทางคณิตศาสตร์  ซึ่งน่าจะเป็นอาชีพที่ใช้สมองอย่างเจนจัด  แต่เมื่อชีวิตพลิกผันจากวัยทอง ความผันผวนของฮอร์โมนในร่างกายก็ทำให้เธอเกิดอาการเศร้าซึม  เธอต้องได้ยาประเภทระงับความซึมเศร้ามาตั้งแต่อายุ 56 ปี  ต้องใช้ยาทางประสาทอยู่ถึง 3 ชนิดและอาการของเธอก็ไม่เห็นจะดีขึ้น   ในปีท้าย ๆ อาการของเธอมากจนไม่สามารถจะทำงานได้อีกต่อไป ซึ่งก็ถึงเวลาเกษียณอายุพอดี จึงได้ออกจากงานมาอยู่บ้านเฉย ๆ กินข้าวแล้วก็กินยา  ส่วนลูก ๆ ต้องไปทำงานนอกบ้านกันหมด เธอจึงต้องอยู่บ้านคนเดียวโดยอาศัยเด็กรับใช้คนหนึ่งมาอยู่เป็นเพื่อน   เมื่อไม่มีอะไรจะสื่อภาษาถึงกัน กิจวัตรของเธอก็คือ นอน... กับนอน   สำหรับเรื่องขับถ่ายนั้นไม่ต้องพูดถึง เนื่องจากยาแก้ซึมเศร้ามีฤทธิ์กดการทำงานของลำไส้ เป็นผลให้เธอกลายเป็นโรคท้องผูกเรื้อรัง สัก 3-4 วันจึงถ่ายสักครั้ง บางทีต้องเอานิ้วล้วงจึงจะถ่าย  แรก ๆ ก็ดูแลตัวเองได้ แต่ท้ายที่สุดก็ต้องให้ลูก ๆ ทำให้   หารู้ไม่ว่าการหมักหมมของภาวะที่ถ่ายไม่ออกนั้น  เศษซากของอุจจาระในลำไส้ได้ถูกดูดซึมสารเสียกลับเข้าตัว  และเป็นเหตุลากยาวให้สมองเสื่อมลงไปอีก เกิดโรคสมองฝ่อและเกิดพาร์กินสันตามมาอีกโรคหนึ่ง
               เผลอแผล็บเดียว เวลาผ่านไป 10 ปี สังขารของเธอที่เหลืออยู่ด้วยวัยเพียง 66 ปี ซึ่งพี่น้องที่คลานตามกันมายังกระฉับกระเฉง  แต่เธอมีสภาพเหมือนต้นผักที่นอนหายใจรวยริน ดวงตามีแต่ไร้แวว ใบหน้าที่ไร้อารมณ์   นอกจากนอนแล้ว ลูก ๆ และเด็กรับใช้จะขยับตัวเธอลุกขึ้นวันละ 3 ครั้งสำหรับป้อนอาหาร 3 มื้อเท่านั้น  เพราะถ้าจะให้ลุกยืน ก้าวไป 1-2 ก้าวก็พลอยจะหน้ามืด  ลูกกลัวว่าจะช็อกจึงปล่อยให้นอนอยู่ 1 ทศวรรษ
               สาเหตุ
               สมองฝ่อ เป็นโรคเสื่อมของสมอง  เกิดจากสาเหตุได้มากมายที่สัมพันธ์กันเป็นวงจรแห่งความเสื่อมโทรมของร่างกายและจิตใจ ดังนี้คือ
              - จากโรคเส้นเลือดสมอง เป็นสาเหตุที่พบบ่อย  เวลาเส้นเลือดสมองเกิดการแตก ตีบ หรืออุดตัน  เลือดจะไปเลี้ยงสมองบางส่วนไม่ได้ดีเท่าที่ควร  ผลคือ นอกจากอัมพาตแล้ว สมองอีกบางส่วนก็ขาดเลือดไปเลี้ยงทำให้เกิดสมองฝ่อ
              - จากอาหารไม่ถูกส่วน เรามักมองข้ามความสำคัญของอาหารที่จะมาหล่อเลี้ยงสมอง  แท้ที่จริงสมองต้องการอาหารที่มีลักษณะเฉพาะ  กล่าวคือ ต้องการวิตามินบี วิตามินซี กรดไขมันจำเป็นและเกลือแร่อีกจำนวนหนึ่ง   การกินอาหารของคนไทยสมัยนี้ที่กินแต่ข้าวขาว กินเนื้อสัตว์ นมเนย กินผัดผักสุก ๆ ที่มันเยิ้มในการทำกับข้าวตามร้านอาหารต่าง ๆ  ทำให้ร่างกายพร่องวิตามิน เกลือแร่และกรดไขมันจำเป็น  เป็นเหตุให้เซลล์สมองขาดสารอาหารขนาดเล็ก  ทำให้เซลล์สมองไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่า  นาน ๆ เข้าเซลล์สมองก็เสื่อมเร็ว
             - จากการต้องพิษ สารพิษที่สำคัญซึ่งสร้างความเสื่อมแก่เซลล์สมองได้มาก  นอกจากสารเคมีที่เรารับเข้าไปจากการใช้ชีวิตในสังคมสมัยใหม่เช่น ควันรถยนต์ ยาฆ่าแมลง สารโลหะหนัก กระทั่งยาบางอย่าง   แล้วที่สำคัญยังเป็นสารพิษที่เกิดขึ้นภายในตัวเราเอง โดยเฉพาะคนที่มีอาการท้องผูก  การหมักหมมของซากอาหารเก่าเก็บในลำไส้ใหญ่จะถูกแบคทีเรียก่อให้เกิดการบูดเน่า  เมื่อไม่ถ่ายหลายวัน การดูดซึมน้ำกลับเข้าตัวจากลำไส้ใหญ่จะพลอยพาสารเสียเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายไปเป็นพิษกับส่วนต่าง ๆ แม้กระทั่งกับเซลล์สมองด้วย
             - จากการขาดสิ่งกระตุ้นเร้า เหมือนธรรมชาติกลั่นแกล้ง คนที่สูงอายุ คนเป็นอัมพาต คนซึมเศร้า คนสมองมึนงง คนหงุดหงิดอารมณ์ร้ายเพราะเข้าวัยเปลี่ยนมักถูกปล่อยให้อยู่เฉย ๆ ตามลำพัง ถูกทิ้งให้อยู่บ้านคนเดียว  ไม่มีใครพูดคุยด้วย  คนเหล่านี้เซลล์สมองจะขาดการกระตุ้นเร้าประสาททั้งห้า  ไม่ว่าจะเป็นประสาทตา หู จมูก ลิ้น และกายสัมผัส  ผลก็คือ เซลล์สมองขาดการใช้งาน  ยิ่งนานเข้าก็ยิ่งลดการทำงานลง สุดท้ายสมองก็ฝ่อไป
            สาเหตุหลายประการเหล่านี้ ดูเหมือนว่าคุณป้าประสบสุขมีอยู่ครบเกือบทุกชนิด  เริ่มจากวัยเปลี่ยนนำสู่ความซึมเศร้า  เมื่อกินยาก็ยิ่งง่วงซึมอยากอยู่เฉย ๆ ทำให้สมองไม่ถูกกระตุ้น  ผลข้างเคียงของยาทำให้ท้องผูก  การปล่อยให้นอนอยู่บ้านคนเดียวกับเด็กรับใช้ย่อมจะไม่ได้รับการดูแลอาหารให้ถูกสัดส่วน  มักกินข้าวขาว ผัดผักมัน ๆ แถมดื่มนมด้วยคิดว่าจะเกิดผลดีแก่สุขภาพ  ผลก็คือ อาหารเหล่านี้ขาดเส้นใยยิ่งทำให้ท้องผูกทรุดหนักลง
            สุดท้าย ภาวะท้องผูกก็หมักหมมสารเสียและถูกดูดซึมกลับเข้าสู่ร่างกายไปทำลายสมองอีกทอดหนึ่ง  ป้าประสบสุขจึงต้องนอนเป็นหุ่นยนต์คอยป้อนข้าว ป้อนน้ำ เช็ดอึเช็ดฉี่ ไร้ซึ่งความสุขด้วยประการทั้งปวง
               การรักษา
               หลักการรักษาสมองฝ่อ  แน่นอน ไม่มุ่งหมายถึงกับให้สมองพองฟูกลับมาเหมือนเดิม  แต่เป็น การฟื้นสภาพเท่าที่เป็นไปได้  ยับยั้งกระบวนการเสื่อมของสมองเท่าที่จะได้  และกระตุ้นให้เซลล์สมองส่วนที่ยังดีอยู่ทำหน้าที่ต่อไป  และถ้าทำได้ดีกว่านั้น การกระตุ้นจะทำให้เซลล์ที่มีอยู่ต่อเชื่อมแขนงของมันไปทำหน้าที่ทดแทนเซลล์อื่นที่เสื่อมสลายไป ทำให้อาการดีขึ้นกว่าเดิม
               อาหาร
               อาหารที่ดีสำหรับสมอง ได้แก่ 
      - ข้าวกล้องที่อุดมด้วยวิตามินบี แถมมีเส้นใยพรักพร้อมซึ่งมากกว่าข้าวขาวถึง 9 เท่าจึงช่วยการขับถ่ายได้อย่างดี
      - ผักสดและผลไม้สด ให้วิตามินซีที่เพียบพร้อม  กินให้ได้ 5 ส่วนบริโภคต่อวัน ได้แก่ น้ำส้มคั้น 1 แก้วตอนเช้า ผลไม้หลังอาหาร 3 มื้อและผักสดกินกับน้ำพริกผักจิ้มในมื้อเย็น
      - กินปลาและอาหารทะเล เพื่อรับกรดไขมันจำเป็นและโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสม
      - กินธัญพืชต่าง ๆ เช่น วีตเจิร์ม งาดำ เมล็ดทานตะวัน ถั่วต่าง ๆ เพื่อรับกรดไขมันไม่อิ่มตัว วิตามินอีและเลซิทิน รวมทั้งแคลเซียม แมกนีเซียม สังกะสีและเซเลเนียม
               การออกกำลังกาย
               คนสมองฝ่อก็ต้องกระตุ้นให้เคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งจะช่วยให้สมองได้รับกระแสประสาทจากการเคลื่อนไหวนั้นไปกระตุ้นให้สมองกลับขึ้นมาทำงาน   หลักการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างง่าย ๆ แต่มีประโยชน์มาก  เราแนะนำการทำกายบริหารมือเปล่าบนพื้น หรือ mat exercise วันละ 2 รอบ โดยให้นอนหงายแล้วเริ่มเคลื่อนไหวข้อทีละข้อจนครบทั้งตัว ดังนี้คือ
               ย่นหน้าผาก 10 ครั้ง, ยักคิ้ว 10 ครั้ง, ย่นจมูก 10 ครั้ง, ยิงฟัน 10 ครั้ง, ก้มหน้าเงยหน้า 10 ครั้ง, หันหน้าซ้ายขวา 10 ครั้ง, กำมือคลายมือ 10 ครั้ง, หุบนิ้วกางนิ้ว 10 ครั้ง, หมุนข้อมือทวนเข็มนาฬิกา 10 ครั้ง, หมุนข้อมือตามเข็มนาฬิกา 10 ครั้ง, พับข้อศอกเข้าออก 10 ครั้ง, เหวี่ยงแขนจากข้างลำตัวขึ้นไปเหนือศีรษะแล้วกลับลงมา 10 ครั้ง, ยักไหล่ 10 ครั้ง, ขยุ้มนิ้วเท้า 10 ครั้ง, หมุนข้อเท้าตามเข็มนาฬิกา 10 ครั้ง ทวนเข็มนาฬิกา 10 ครั้ง, กระดกข้อเท้า 10 ครั้ง, งอเข่าเข้าออก 10 ครั้ง, ยกขาขึ้นลง 10 ครั้ง, แยกขาหุบขา 10 ครั้ง  ฝึกใหม่ ๆ ต้องช่วยจับแขนขาให้ขยับ หลายวันก็สามารถทำเองได้
              คนที่นอนนาน ๆ ลุกทันทีอาจหน้ามืด ให้ลุกนั่งช้า ๆ แล้วค่อยลุกยืนช้า ๆ แล้วค่อยพาเดิน  เวลาพาเดินให้คาดเข็มขัดแล้วให้ผู้ดูแลจับที่เข็มขัดด้านหลังโดยไม่ต้องจับต้นแขน  วิธีนี้คนไข้จะแกว่งแขนได้อิสระและไม่ล้ม เพราะผู้ฝึกรั้งไว้ที่เข็มขัดซึ่งตรงกับตำแหน่งของจุดศูนย์ถ่วงในร่างกาย
              วารีบำบัด  ให้อบสมุนไพรร้อน 5 นาทีสลับอาบน้ำเย็น 2 นาที สลับกัน 3 รอบ  ถ้าอบเซาน่าใช้อบร้อน 3 นาทีเย็น 2 นาที  เวลาปฏิบัติต้องค่อยเป็นค่อยไป ฝึกทำทีละน้อย  อีกวิธีที่สำคัญ คือ การเดินในน้ำโดยมีผู้ฝึกกำกับดูแล จะช่วยฟื้นกำลังกล้ามเนื้อ ฟื้นการทรงตัว
              ฝังเข็ม  การฝังเข็มมีหลายจุดที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง ต้องใช้เข็มศีรษะสำหรับพื้นที่ควบคุมกล้ามเนื้อแขนขา ใบหน้าและพื้นที่ประสาทรับรู้แขนขาและใบหน้า
              สวนลำไส้ด้วยกาแฟ  การสวนลำไส้ด้วยกาแฟทุกวันก่อนอาหารเย็น  นอกจากขับซากอุจจาระเก่ายังช่วยกระตุ้นตับให้สลายสารพิษที่ซึมซ่านทำลายประสาทอยู่
              ยาฉีดเจอโรไวทัล  ยาตัวนี้วงการสุขภาพเพื่อความอ่อนเยาว์รู้จักกันในนามของ "ยาโรมาเนีย" ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรีของเราท่านหนึ่งในระหว่างดำรงตำแหน่งเกิดอัมพาตขึ้นกะทันหัน ได้เดินทางไปฉีดยารักษาด้วยยาตัวนี้พร้อมกับคุมอาหาร  ช่วยให้ฟื้นสภาพและกลับมาดำรงตำแหน่งได้ต่อไป  ยานี้ออกฤทธิ์ทำให้ไมโตคอนเดรียซึ่งเป็นจักรกลสร้างพลังงาน รับสารอาหารและออกซิเจนได้มากขึ้น และสร้างพลังงานให้สมองได้เต็มที่ยิ่งขึ้น
              ป้าประสบสุขใช้การแพทย์องค์รวมทั้งหมดเท่าที่เอ่ยถึง  ด้วยเวลา 10 วัน เธอเดินได้คล่องด้วยการประคองเล็กน้อย ดวงตามีแวว รับรู้สิ่งแวดล้อม โต้ตอบสนทนา และเผยรอยยิ้มแรกรับทศวรรษใหม่ของตัวเอง  แต่ภาระกิจฟื้นฟูสุขภาพของเธอยังอีกยาวไกล

ความรู้จากคอลัมน์ ธรรมชาติบำบัด (มติชนสุดสัปดาห์) โดย น.พ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล

วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ลำไส้ระคายเคือง 
รักษาแบบธรรมชาติบำบัด

               คุณเกริกกำชัย อายุ 42 ปี มีอาการอยากถ่ายอยู่เรื่อย ๆ วันละ 3-4 ครั้ง  ไปถ่ายแต่ละครั้งก็ถ่ายได้ทีละน้อย เหลวบ้าง ข้นบ้าง เป็นอย่างนี้อยู่หลายวันและกลายเป็นท้องผูกไป 3-4 วันก็กลายเป็นท้องเสียอีก  อาการจะยิ่งแล้วใหญ่ถ้าเกิดไปกินยาแก้ท้องเสียหรือยาระบายเข้า  คราวนี้ปั่นป่วนไม่รู้เรื่องเลย  ทนทรมานมาได้ 4 ปีกว่า   คุณเกริกกำชัยไปหาหมอมาหลายโรงพยาบาล  ตรวจอย่างละเอียดแล้วก็บอกว่า "ไม่มีอะไร คงจะเป็นกลุ่มอาการลำไส้ระคายเคือง" ให้กินยาเป็นพัก ๆ ดีบ้าง เลวบ้าง
               "อาการของผมมีมากในปีนี้แหละ" เขาหมายถึงช่วงเวลาปี 2540 ซึ่งเงินบาทประกาศลอยตัวใหม่ ๆ  เขาเป็นอีกคนหนึ่งที่เครียดไปกับการทำมาหากินที่ฝืดเคืองขึ้น  "หมอที่โรงพยาบาลบอกว่าโรคนี้เกี่ยวกับความเครียดด้วย"  เขาเล่าให้ผมฟังเมื่อครั้งที่เดินเข้ามาปรึกษาเมื่อปลายปี 2540 ด้วยอาการอ่อนเพลียไม่มีแรง  กลุ่มอาการลำไส้ระคายเคือง หรือ Irritable bowel syndrome ทางธรรมชาติบำบัดมีทรรศนะต่อโรคดังนี้
               สาเหตุ
         โรคนี้ถือว่าเป็นโรคของสังคมศิวิไลซ์  สาเหตุก็อยู่ที่อาหารและวิถีชีวิตนั่นเอง ได้แก่
      - การกินอาหารพวกแป้งขัดขาวที่ปราศจากเส้นใย ก่อให้เกิดอาการท้องผูกเรื้อรัง  ทำให้เศษซากอาหารที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่เกิดการบูดเน่า  กลายเป็นสารพิษที่ก่อฤทธิ์ระคายเคืองต่อผนัลำไส้ใหญ่  บ้างถึงกับทำให้เกิดแผลเปื่อยกัดเซาะที่ผนังลำไส้ใหญ่
      - แผลกัดเซาะนี้ทำให้สารพิษเข้าไปสัมผัสกับท่อน้ำเหลือง และอาจหลุดเข้าสู่ระบบน้ำเหลือง
      - อาหารกลุ่มที่สร้างสาเหตุดังกล่าวได้แก่ คุ๊กกี้ ขนมปังขาว ข้าวขาว บะหมี่ซอง ขนมกรุบกรอบ ปาท่องโก๋  อาหารปิ้ง ย่าง ทอด น้ำตาลฟอกขาว ขนมหวาน น้ำอัดลม
      - การกินยาระบาย กลไกของยาคือ ก่อการระคายเคืองกับผนังลำไส้ใหญ่ เพื่อให้สร้างมูกออกมาขับก้อนอุจจาระที่แข็งเป็นดาน  จะเป็นผลให้ลำไส้ถูกกระตุ้นอย่างแรงเมื่อได้ฤทธิ์ยา  อาจช่วยระบายได้ในขณะนั้น   แต่ผลที่ตามมาคือ ลำไส้ใหญ่จะชะงักการทำงานเมื่อฤทธิ์ยาหมดไป  ผลก็คือยิ่งท้องผูกเข้าไปใหญ่
      - อารมณ์ก็มีส่วน  การเคลื่อนตัวของลำไส้ก็ดี หรือการหลั่งน้ำย่อยของทางเดินอาหารก็ดี  ควบคุมด้วยระบบประสาทอัตโนมัติ  เรื่องราวใด ๆ ที่กระทบอารมณ์อาจทำให้ร่างกายตีความผิดไปว่ากำลังเผชิญอันตราย  ผลก็คือ ระบบอาหารทั้งระบบจะชะงักการทำงาน ทั้งไม่ย่อยอาหารและไม่ขับเคลื่อนกากอาหารด้วย  ผลคือ อาหารไม่ย่อยและท้องผูกเรื้อรังตามมา
      - ที่ร้ายกว่านั้นคือ ถ้าความเครียดเขม็งเกลียวสุดสุด ก็กลับจะเกิดผลตรงกันข้ามคือ เกิดอาการท้องเสียขึ้นมาทันที  ปฏิกิริยาเดียวกับอาการสัตว์ที่ตกใจจนอึราดฉี่ราด  หรือเวลาที่รอจะเข้าห้องสอบหรือรับสัมภาษณ์ก็จะเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ
      - ลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรังแบบนี้บางกรณีเกิดขึ้นหลังจากที่ป่วยเป็นไข้หวัด  ภาวะที่ภูมิร่างกายตกต่ำมาก ๆ  ทำให้เยื่อบุลำไส้ที่ถูกทำให้อักเสบโดยไวรัสอยู่แล้วสมานคืนตัวเองได้ลำบาก  ผลคือ ท้องร่วงสลับท้องผูกเรื้อรังไปเรื่อย ๆ
      - การแพ้อาหารบางอย่าง เช่น พวกฝรั่งมักแพ้กลูเตน คือโปรตีนในข้าวสาลี  คนจีนเอาโปรตีนในข้าวชนิดนี้มาทำ "หมี่กึง" กินกันเอร็ดอร่อย  ส่วนคนเอเชียนมกลับเป็นสาเหตุการแพ้ ทำให้ท้องเสียเรื้อรังได้จนถือกันว่า ลองหยุดดื่มนมเสียแล้วอาการท้องร่วงอาจจะหายโดยไม่ต้องรักษาอย่างอื่น
               การรักษา
               อาหารหยาบ ๆ คือกุญแจสำคัญของการรักษาโรคนี้  สมัยหนึ่งคิดกันว่า ในเมื่อลำไส้มีภาวะระคายเคืองมากแล้ว จึงต้องทะนุถนอมลำไส้ด้วยการกินอาหารที่ละเอียดอ่อนที่สุด  ตอนนั้นจึงนิยมป้อนอาหารอ่อน ๆ ประเภทแป้งป่นละเอียดหวังจะรักษาโรคนี้  แต่ที่ไหนได้ โรคยิ่งร้ายแรงขึ้นกว่าเดิมเพราะภาวะท้องผูกไม่หมดไปสักที  ตรงกันข้าม เมื่อเริ่มเข้าใจกลไกของโรคนี้ อาหารที่ควรแนะนำให้กินที่สุดคือ อาหารที่อุดมด้วยเส้นใย ที่สำคัญได้แก่ ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท เผือก มัน ข้าวโพดต้ม เป็นต้น  แต่ขณะที่กำลังมีอาการมาก  การกินอาหารเส้นใยสูงก็อาจก่อกวนลำไส้ให้อักเสบยิ่งกว่าเดิม  ธรรมชาติบำบัดจึงมีข้อแนะนำอย่างนี้ครับ
               อดเพื่อสุขภาพ  ก่อนอื่นในระยะเฉียบพลัน แนะนำให้อดโดยดื่มแต่น้ำผลไม้หรือน้ำสมุนไพรเป็นเวลา 3-14 วัน  ทั้งนี้เพื่อให้เยื่อบุลำไส้ได้พักและสมานคืนตัวเอง   น้ำผักผลไม้ก็ช่วยให้ภูมิต้านทานเฉพาะถิ่นของเยื่อบุลำไส้ทำงานดีขึ้น  ดื่มน้ำผักผลไม้ ให้ดีคือ น้ำแครอท(มีเบต้าแคโรทีนมาก) น้ำแอ๊ปเปิ้ล น้ำฝรั่ง(มีวิตามินซีมาก) ชากระเจี๊ยบ(มีวิตามินซีคอมเพล็กซ์สูง) ชาตะไคร้(ช่วยย่อยและขับลม) โดยเป็นน้ำคั้นสดโดยเครื่องคั้นแยกกาก หรือน้ำผลไม้ 100% ไม่เติมน้ำเชื่อมหรือน้ำตาล
               สวนล้างลำไส้ อาจสวนล้างลำไส้ด้วยน้ำคลอโรฟิลด์ โดยสกัดจากผักต่าง ๆ จากเครื่องคั้นแยกกาก(Juicer) เช่น กะหล่ำปลี มะระจีน มะระขี้นก ผักใบเขียวอื่น ๆ เท่าที่จะหาได้  หรือใครนิยมของสำเร็จรูป เช่น ผักเม็ด (ทำจากน้ำสกัดเข้มข้นของอัลฟัลฟาและวีตกลาส) เอา 1 เม็ดละลายน้ำ 500-1,000 ซีซี สวนทวารวันละครั้งก่อนอาหารเย็น วันที่ 1, 2, 3   จากนั้นให้สวนวันเว้นวัน
               หยุดการอด เมื่อดีขึ้นแล้ว ให้หยุดการอดด้วยวิธีนุ่มนวลคือ ค่อย ๆ เพิ่มกล้วย กล้วยต้มบ้าง แอ๊ปเปิ้ลอบบ้าง วันละเล็กน้อยสัก 2 วันตามด้วยการกินโจ๊กข้าวกล้องอีก 2 วัน
               เริ่มอาหารแบบปกติ ถึงตรงนี้ให้หันมากินอาหารธรรมชาติที่ประกอบด้วย ข้าวกล้องหุงให้นุ่ม ผักลวก กินปลาเล็กปลาน้อย  เป็นการกระตุ้นร่างกายเพื่อรับอาหารอย่างปกติสัก 1-2 วัน  วันถัดไปจึงกินข้าวกล้อง ผักสด น้ำพริกได้ในที่สุด
               คุณเกริกกำชัยมาหาผมด้วยอาการที่ไม่รุนแรงแต่เป็น ๆ หาย ๆ  ผมจึงแนะนำแต่เพียงให้สวนล้างลำไส้ด้วยน้ำอุ่น 5 แกลลอน เพื่อขจัดคราบตะกรันที่จับเขลอะในลำไส้ใหญ่ให้หมด  จากนั้นให้กินข้าวกล้องน้ำพริกผักจิ้มเป็นประจำ   เขานำไปปฏิบัติตาม ไม่ได้พบผมอีกเลยเป็นเวลา 2 ปี  จนเมื่อเช้านี้เข้ามาพบผมอีกครั้งเพื่อสวนล้างลำไส้
               "โรคลำไส้ไม่มาเล่นงานผมอีกเลย ผมถ่ายปกติวันละ 2 ครั้งเช้าเย็น"

ความรู้จากคอลัมน์ ธรรมชาติบำบัด (มติชนสุดสัปดาห์) โดย น.พ.บรรจบ  ชุณหสวัสดิกุล

วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556


วิถีสุขภาพไทย  คนไทยแข็งแรงกว่าฝรั่ง
       
               ในขอบเขตทั่วโลก ยุคสมัยทางสุขภาพได้เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วจนแทบจะเรียกได้ว่า ใครก็ตามที่ไม่ได้มีการติดตาม เกาะกระแสหรือยึดติดกับหลักวิชาการเก่า ๆ หรือเพียงขาดวิสัยทัศน์ในการวิเคราะห์สถานการณ์ก็อาจตกกระบวนของกระแสการเปลี่ยนแปลงทางสุขภาพไปได้ง่าย ๆ  เพราะเพียงแค่ระยะเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมา ยุคสมัยทางสุขภาพได้ก้าวล่วงไป 3-4 ระลอกแล้ว
               ระลอกแรก ยุคท้ายของอาหาร 5 หมู่
               เป็นช่วงเวลาก่อน 20 กว่าปีที่แล้วในสหรัฐอเมริกาและก่อนเวลาเกือบ 20 ปีในไทย (โดยปกติไทยจะตามหลังกระแสสุขภาพของสหรัฐฯประมาณ 5-10 ปี)  เป็นยุคสุดท้ายของความคิด "อาหาร 5 หมู่"  ซึ่งความคิดนี้เคยเป็นสัจธรรมอย่างยิ่งทั้งในยุโรปและอเมริกาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะอยู่ในภาวะข้าวยากหมากแพง  มีการส่งเสริมให้ผู้คนอยู่ดีกินดี กินเนื้อนมไข่มาก ๆ เพื่อต่อสู้กับภาวะขาดอาหาร  เมื่อประเทศต่าง ๆ ร่ำรวยขึ้นผู้คนกินอาหารล้นเกินจนเกิดโรคอ้วน โรคหัวใจ โรคมะเร็งตามมา  ความคิดนี้จึงเริ่มเปลี่ยนไป
               ระลอกที่สอง ยุคมังสวิรัติ แม็คโครไบโอติกส์และธรรมชาติบำบัด
               เริ่มประมาณ 20 ปีที่แล้วในสหรัฐและ 15 ปีที่แล้วในประเทศไทย  ผู้คนตระหนักว่า การกินเนื้อสัตว์ล้นเกิน ไขมันมาก ก่อโรคหัวใจกระทั่งมะเร็ง  จึงมีผู้รักสุขภาพในอเมริกาส่วนหนึ่งหันมาสนใจกินมังสวิรัติ (แม้ว่ามังสวิรัติมีก่อนหน้านี้มานานแล้ว)  ตามด้วยอาหารแม็คโครไบโอติกส์ซึ่งเผยแพร่ข้ามทวีปจากญี่ปุ่นไปอเมริกา  อาหารสองประเภทนี้มีผลในการบำบัดฟื้นสภาพคนไข้โรคหัวใจกระทั่งโรคมะเร็งได้ในบางคน  มีการพูดถึงอาหารหยิน-หยางจากซีกแม็คโครไบโอติกส์และบทบาทของเอนไซม์ในอาหารธรรมชาติจากนักธรรมชาติบำบัดในยุโรปและอเมริกา
               ระลอกที่สาม  ยุคแอนตีออกซิแดนท์ 
               เริ่มประมาณ 15 ปีที่แล้วในสหรัฐและประมาณ 10 กว่าปีที่แล้วในไทย  ในอเมริกามีกระแสการกินวิตามินระดับสูงเพื่อป้องกันและรักษาโรคโดยการวิจัยที่ค้นพบว่า สารอนุมูลอิสระก่อให้เกิดความเสื่อมของร่างกายและอาจขจัดได้ด้วยวิตามินระดับสูงในกลุ่มแอนติออกซิแดนท์   ยุคนี้บูมสุดด้วยกระแสขายวิตามินและอาหารเสริมระบบขายตรงทั้งในอเมริกาและไทย  ยุคนี้เองที่ฝ่ายแม็คโครไบโอติกส์และธรรมชาติบำบัดที่มีหลักการจะยังคงยึดมั่นในการใช้อาหารธรรมชาติแทนการใช้วิตามินที่เป็นเม็ด ๆ แต่ก็ไม่ปฏิเสธที่จะใช้วิตามินอาหารเสริมเหล่านี้ในกรณีการรักษาโรค  ไม่ใช่กินกันเล่น ๆ ปล่อยปละละเลยการกินอยู่ในชีวิตประจำวัน  และยุคนี้เองมีกระแสการใช้สุขภาพแบบองค์รวมโดยประสานหลักการด้านอาหารเข้ากับการออกกำลังกายทั้งตะวันตกและตะวันออกเช่น ไท้เก๊ก ชี่กง โยคะ รวมถึงการผ่อนคลายฝึกจิตทำสมาธิ  กระทั่งการรับพลังจักรวาลเกิดมีสองกระแสย่อย ๆ ในกลุ่มผู้ปฏิบัติ  หนึ่งคือ นักบำบัดประเภทต่าง ๆ ที่เป็น "การแพทย์ทางเลือก"  อีกหนึ่งคือ ฝ่ายแพทย์ที่เห็นด้วยกับการใช้ศิลป์และศาสตร์นานาชาติมาร่วมใช้ในทางการแพทย์ซึ่งเสนอ "การแพทย์แบบองค์รวม"  ปลายยุคนี้อยู่ประมาณ 10 กว่าปีที่แล้วในสหรัฐและเกือบ 10 ปีที่แล้วในประเทศไทย
               ระลอกที่ 4  ยุคการแพทย์จรรโลงสุขภาพ (Functional Medicine)
               ยุคนี้เพิ่งเข้ามาจริงจังในสหรัฐเมื่อร่วม 10 ปีที่แล้วและไม่กี่ปีในประเทศไทยนี่เอง  ยุคนี้เรารู้จักสารซูเปอร์แอนติออกซิแดนท์เช่น เมล็ดองุ่น ชาเขียว ใบแปะก๊วย ขมิ้นชัน ใบหม่อน  พบสารผักที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง  เสริมภูมิต้านทาน ลดการอักเสบ ป้องกันเซลล์เสื่อมชรา  ยุคนี้ลำพังวิตามินต้านอนุมูลอิสระแทบจะล้าหลังไปด้วยซ้ำ  เป็นยุคเฟื่องฟูของการแพทย์พื้นถิ่นของชนชาติต่าง ๆ ที่กลับมาในมาดใหม่อันประกอบด้วยการวิจัยมาสนับสนุน  การแพทย์แผนไทยพูดถึงการกินอาหารตามธาตุเจ้าเรือนแล้วร่างกายแข็งแรง  กินอาหารปรับธาตุช่วยรักษาโรคได้  ธรรมชาติบำบัดพูดถึงสารแอนติออกซิแดนท์ ซูเปอร์แอนติออกซิแดนท์และสารผักที่ค้นพบในผักพื้นบ้านและอาหารพื้นถิ่น  ค้นพบการเพิ่ม T cell lymphocyte ด้วยการฝึกชี่กง
               ในวันนี้เอง ตะวันตกค้นพบความจริงที่น่าตกตะลึงว่า ณ รุ่งอรุณแห่งศตวรรษที่ 21 ฝรั่งตะวันตกกำลังเจ็บตายมากกว่าคนไทย เช่น อเมริกันกำลังป่วยด้วยเบาหวานมากกว่าคนไทย 4 เท่า  มีกระดูกผุมากกว่าคนไทย 10 เท่า  ตายด้วยโรคหัวใจมากกว่าคนไทย 6 เท่า  และตายด้วยโรคมะเร็งมากกว่าคนไทย 2.5 เท่า
               ทฤษฎีอาหารตะวันตกที่ส่งเสริมการกินเนื้อ นม ไข่ กลับเกิดผลสะท้อนให้ใกล้หลุมเสียยิ่งกว่าคนไทยที่ถูกพวกเขาดูถูกมาแต่ไหนแต่ไร   ผลก็คือ พวกเขาเก็บงำความจริงข้อนี้ไว้ดำมืด  แต่บริษัทข้ามชาติจากญี่ปุ่นและอเมริกาก็กำลังลุยลึกเข้าป่าเขา ท้องทุ่งของประเทศต่าง ๆ ในเขตร้อนชื้นเพื่อสกัดสารผัก สารต้านมะเร็งจากพืชพันธุ์ของประเทศตะวันออก  เพื่อผลิตเป็นเม็ดมาขายคนไทยและคนเอเชียอีกครั้งหนึ่ง

ความรู้จากคอลัมน์ ธรรมชาติบำบัด (มติชนสุดสัปดาห์) โดย น.พ.บรรจบ  ชุณหสวัสดิกุล

วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556


การแพทย์แผนจีน - ความรู้เบื้องต้น

               ในซีกโลกตะวันออก การแพทย์แผนจีนเป็นธรรมชาติบำบัดที่โดดเด่น  การแพทย์แผนจีนมีหลักการพื้นฐานว่าด้วยสรรพสิ่งประกอบด้วย "หยิน-หยาง"  เช่น ร้อนกับเย็น หญิงกับชาย ในตัวคนเราก็มีหยินและหยาง
               กำเนิดชีวิตตามการแพทย์แผนจีนมาจากสารที่เรียกว่า "จิง" ซึ่งเก็บไว้ที่ไต  โดยจีนถือว่าไตเป็นรากฐานชีวิต  มีแรงผลักดันจากสารจิงในไต
               สารจิง จำแนกได้เป็น 2 อย่างคือ สารที่มีมาแต่กำเนิดจากเชื้อสืบพันธุ์ของพ่อแม่ และสารที่ได้มาหลังกำเนิดซึ่งได้จาก อาหาร ลมหายใจและความรู้สึกนึกคิด  สารจิงที่ได้มาหลังกำเนิดจะช่วยหล่อเลี้ยงสารแต่กำเนิดไม่ให้พร่อง   สารจิงที่เก็บไว้ที่ไตมีพลังงานศักย์อันมหาศาล ซึ่งจะเคลื่อนไหวแล้วปลดปล่อยเป็นพลังงานจลน์ออกมา 3 ชนิดคือ
               1.พลังชี่ (หรือลมปราณในความหมายของอายุรเวททางอินเดียและแพทย์แผนไทย) ทำหน้าที่ขับเคลื่อนเลือดลมไปทั่วร่างกาย
               2. พลังไฟมิ่งเหมิน (หรือพลังกุณฑาลินีในความหมายทางโยคะ) อยู่ในรูปของพลังงานความร้อน  อวัยวะภายในจะทำงานได้ต้องได้รับพลังความร้อนของไฟมิ่งเหมินนี้  หากไฟนี้เสื่อมร่างกายจะมีอาการตัวเย็น อาหารไม่ย่อย ปวดหลัง ปวดเอว ปัสสาวะบ่อย บวมน้ำ น้ำท่วมปอด
               3.พลังเทียนกุ่ย เป็นพลังทางเพศ  สมรรถนะทางเพศของชายและหญิงจะสมบูรณ์ได้โดยการกระทำของเทียนกุ่ย  เมื่อชราภาพมาเยือนพลังเทียนกุ่ยจะค่อย ๆ เหือดแห้งลง  ผู้หญิงจะหมดประจำเดือน  ผู้ชายจะค่อย ๆ หมดสมรรถนะทางเพศ  
               พลังดังกล่าวทั้งสามยังมีทั้งในรูปของพลังหยางและพลังหยินที่ได้สมดุลกัน  สารจิงที่ไตนี้จะปลดปล่อยพลังทั้ง 3 ผ่านเส้นโคจรพลัง (meridian) 20 เส้น  ไตยังส่งอิทธิพลไปยังอวัยวะสำคัญอีกหลายแห่งได้แก่ หัวใจ ปอด ม้ามและตับ  ไตจึงเป็นรากฐานของชีวิต

ความรู้จากคอลัมน์ ธรรมชาติบำบัด (มติชนสุดสัปดาห์) โดย นพ.บรรจบ  ชุณหสวัสดิกุล

บำรุง รักษา ดูแลไตกันเถอะ

               ไต จัดว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญมากในร่างกายของเรา  ไตทำหน้าที่กรองโลหิตที่หัวใจส่งมาและของเสียเพื่อขับออกทางปัสสาวะ  เปรียบไปคล้ายกับลำไส้ใหญ่ที่ทำหน้าที่ขับของเสียในรูปอุจจาระ  ศาสตร์ตะวันออกบอกว่าไตทำหน้าที่รักษาความสมดุลของธาตุน้ำในร่างกายด้วย  ลองนึกดูว่าถ้าเกิดไตไม่ยอมทำงานขึ้นมา หรือที่หมอเรียกว่าไตวายหรือไตล้มเหลวนั้นจะน่ากลัวแค่ไหน  เพราะร่างกายไม่สามารถขับของเสียออกทางปัสสาวะได้  ทำให้มีอาการบวมไปทั่วตัวและระบบต่าง ๆ ในร่างกายรวนไปตาม ๆ กัน  แล้วเจ้าอาการไตวายที่ว่านี้ หนทางเยียวยาเท่าที่มีอยู่ในเวลานี้คือ การล้างไตและการผ่าตัดเปลี่ยนไตซึ่งค่าใช้จ่ายสูงมาก  คนที่เป็นไตวายจึงเป็นผู้ที่น่าเห็นใจมาก  ไตวายนั้นไม่ใช่ว่าปุบปับจะเป็นกันง่าย ๆ  มักเป็นอาการแทรกซ้อนของคนที่เป็นโรคเรื้อรังเช่น เบาหวาน โรคเกาต์ ความดันสูง ฯลฯ  พูดง่าย ๆ คือเป็นโรคเรื้อรังมานานจนสุขภาพทรุดโทรมย่ำแย่เต็มที
               ทางเลือกที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงภาวะดังกล่าวอยู่ที่การดูแลเอาใจใส่ตัวเราและครอบครัวให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี  อย่าให้เป็นโรคเรื้อรังเพื่อจะได้ไม่ลุกลามถึงไตจนทำให้ไตวาย  หันมาใส่ใจดูแลไตและระบบทางเดินปัสสาวะให้ทำงานเป็นปกติไปได้นาน ๆ  หลีกเลี่ยงนิสัยการกินและดื่มที่ไม่ถูกต้องที่จะทำลายไตและระบบทางเดินปัสสาวะ

วิธีปฏิบัติทั่วไปที่จะช่วยให้อวัยวะเล็กๆ รูปร่างคล้ายถั่วดำอยู่ในสภาพดีคู่กับเราไปนานๆ

    - ดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกาย ไม่มากหรือน้อยเกินไป  
     - ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์มากเกินไป  ศาสตร์ตะวันออกถือว่าไตมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับระบบสืบพันธุ์  ถ้าหักโหมเกินไปไตก็ถูกกระทบกระเทือนไปด้วย
     - ลดหรือหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม
     - ไม่กินอาหารรสเค็มนัก ลดอาหารประเภทเนื้อ  ปกติปัสสาวะจะมีสารยูเรียและโซเดียมคลอไรด์ละลายอยู่ถึง 90%  ไตใช้แรงงานมากในการขับสองสิ่งนี้ออกจากร่างกายซึ่งทำให้ไตต้องทำงานหนัก  ยูเรียเกิดจากการเผาผลาญโปรตีนในร่างกาย  ยิ่งกินอาหารเนื้อปริมาณมากหรือปรุงรสอาหารด้วยซอสและซีอิ๊วสารพัดอย่าง(ซึ่งมีผงชูรส สารกันบูดและสารแต่งสีแต่งกลิ่น) รวมถึงพริกน้ำปลาและเครื่องปรุงก๋วยเตี๋ยวที่วางประจำโต๊ะ  ไตต้องทำงานหนักมากเพื่อขับของเสียเหล่านี้  ทางปฏิบัติคือ พยายามลดการปรุงรสอาหารลงเรื่อย ๆ จนเกิดความเคยชินที่จะไม่ค่อยปรุงรสชาติอาหาร คือกินจืด ๆ เข้าไว้  อาจต้องใช้หลักพุทธธรรมช่วยบ้างในการลด ละ เลิก
     - ไม่ควรกินยาขับปัสสาวะ ถ้าจำเป็นต้องอยู่ในคำแนะนำดูแลของแพทย์
     - การใช้ยาปฏิชีวนะนาน ๆ ทำให้ไตทำงานหนักขึ้น
     - การเดินทางไกลมาก ๆ หรือสมบุกสมบันไกล ๆ ติดต่อกันนานทำให้ไตและอวัยวะภายในได้รับการกระทบกระเทือน  ต้องดูความพอดีและหาทางลดแรงกระแทก
     - ไม่ควรอั้นปัสสาวะหรือออกแรงเบ่งปัสสาวะมากเกินไป
     - สมุนไพรเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการบำรุงไตและทางเดินปัสสาวะเช่น โคกกระสุน Tribulis terrestris(ตำรับอินเดีย) ยังช่วยส่งเสริมระบบสืบพันธุ์เพศชายด้วย ใช้โคกกระสุนปริมาณ 1 แก้วแช่ในน้ำเดือด 3 แก้วปิดฝาจนเย็นแล้วดื่ม   ผักโขมหินมีสรรพคุณและวิธีใช้เช่นเดียวกัน  ส่วนรากสามสิบ ตามตำรับอินเดียถือเป็นสมุนไพรบำรุงสตรีโดยเฉพาะ  ใช้ผงรากสามสิบประมาณ 1 ช้อนชาต้มกับนม 1 แก้ว อาจปรุงน้ำตาลเล็กน้อยดื่มอุ่น ๆ ก่อนนอน
               หลักและตัวอย่างอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไต
        1.ในโรคไตอักเสบเฉียบพลัน  ต้องพยายามให้ไตได้พักการทำงานเกี่ยวกับการขับถ่ายสารต่าง ๆ  ในขณะที่อาหารต้องให้พลังงานเพียงพอ  ต้องมีสารอาหารพวกโปรตีนต่ำหรืองดโปรตีนไปในขณะที่อาการรุนแรง  จำกัดเกลือโซเดียมหรือลด หรืองดรสเค็ม  ถ้ามีอาการบวมหรือมีความดันโลหิตสูงอาจต้องจำกัดน้ำ
        2.โรคไตอักเสบเรื้อรัง  การให้โปรตีนเป็นไปตามระยะของโรค  ถ้าสูญเสียแอลบูมินซึ่งเป็นโปรตีนไปทางปัสสาวะมากก็ต้องให้โปรตีนสูงขึ้นจะช่วยลดอาการบวมได้
        3.การให้สารอาหารที่มีโปรตีนต่ำช่วยให้ไตได้พักผ่อนเพราะไม่ต้องขับสารยูเรียการจากเผาผลาญโปรตีน
        4.ให้อาหารที่มีเกลือโซเดียมต่ำเพื่อช่วยลดการบวม ลดความดันโลหิตและลดการทำงานของไตไม่ให้หนักเกินไป
       ตัวอย่างรายการอาหารใน 1 วัน
      มื้อเช้า 
      - น้ำผลไม้คั้นสด 1 แก้ว
      - ผลไม้ 1 จานเล็ก
      - โจ๊กข้าวกล้องใส่สาหร่ายและเห็ดหอมแห้ง  ไม่ปรุงรสหรือใส่ซีอิ๊วขาว 1/4-1/2 ช้อนชาต่อถ้วย  โรยต้นหอมผักชีและพริกไทยป่น
      มื้อกลางวัน
อาหารหลักควรเป็นมังสวิรัติ  ถ้าค่าของแอลบูมินต่ำควรเสริมพวกเต้าหู้ นมถั่วเหลือง
      - น้ำผลไม้หรือน้ำ ขึ้นอยู่กับมีอาการบวมน้ำอยู่หรือไม่  ถ้ามีก็ต้องตามแพทย์สั่ง
      - สลัดผักสดกับน้ำสลัดซึ่งปรุงด้วย น้ำส้มเขียวหวานคั้น น้ำผึ้ง เกลือโพแทสเซียมเล็กน้อยและมัสตาร์ดที่ผสมแล้วหรือน้ำส้ม 1 ถ้วยตวง ชิมรสไม่ให้ออกเค็ม
      - ข้าวอบเผือก
      - ใช้ผลไม้จานเล็กเป็นของว่างและแทนขนม
     มื้อเย็น
      - ข้าวกล้องสุก 1 ทัพพี
      - แกงจืดใบตำลึงกับเห็ดฟาง
      - ผัดพริกขิงถั่วฝักยาวหรือถั่วแขก

ความรู้แบ่งปัน เรียบเรียงจากคอลัมน์ สมุนไพรเพื่อสุขภาพ โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง มูลนิธิสุขภาพไทย  และคอลัมน์ กินด้วยปัญญา พ.ญ.จิรพรรณ  มัธยมจันทร์  (มติชนสุดสัปดาห์)
อาหารกับสุขภาพ

               มีหลายทฤษฎีที่อธิบายถึงอาหารที่ส่งอิทธิพลต่อจิตใจ  ได้แก่ ทฤษฎีวงจรพลังงาน  ทฤษฎีอนุมูลอิสระ และทฤษฎีพลังงานแห่งชีวิต   
               ทฤษฏีวงจรสร้างพลังงาน 
               เป็นวงจรทางชีวเคมีที่ค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษคือ เซอร์ ฮัน อดอล์ฟ เคลบส์ ผู้มีชีวิตอยู่ในระหว่างปีค.ศ.1900-1981  เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ในปี 1953 
               วงจรเคมีนี้ได้รับการตั้งชื่อว่า Krebs'Cycle ตามชื่อของเขา  วงจรนี้บอกเราว่า ในเซลล์ทุกเซลล์ทั่วร่างกายต่างมีวงจรเคมีที่คอยสร้างพลังงานให้กับตัวเองเปรียบเสมือนโรงไฟฟ้าที่คอยปั่นไฟให้กับบ้านเมือง  เราจะต้องเติมเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นเครื่องจักร  เซลล์ของเราก็เช่นกัน วงจรเครบส์จะผลิตพลังงานออกมาได้ต้องมีเชื้อเพลิงคือ คาร์โบไฮเดรต ได้แก่น้ำตาลและแป้งที่เรากินเข้าไปแล้วส่งให้เซลล์  วงจรนี้ยังต้องการโคเอนไซม์หรือวิตามินต่าง ๆ เช่น วิตามินบี 2, บี 12, บี 6, ไนอาซิน, แพนโธเทนิก เป็นต้น เพื่อคอยทำหน้าที่กระตุ้นให้วงจรดำเนินไปได้โดยราบรื่นอีกด้วย  เมื่อใดที่โรงจักรได้รับแต่เชื้อเพลิง ไม่ได้น้ำมันหล่อลื่น  เมื่อนั้นเครื่องจักรก็ฝืดไม่อาจปั่นไฟต่อไปได้  เช่นเดียวกับเซลล์เราถ้าได้รับแต่แป้งและน้ำตาลโดยไม่มีวิตามิน มันก็ไม่อาจสร้างพลังงานให้เราได้ใช้เช่นเดียวกัน  
               เราต้องรู้ว่า สมองและระบบประสาทของเราที่มีปริมาตรแค่ 5% แต่เวลาใช้สมองหรือความคิด  สมองและระบบประสาทของเราต้องใช้วิตามินถึง 20% ที่ใช้อยู่ทั่วร่างกายเลยทีเดียว  ด้วยเหตุนี้ ในระหว่างเซลล์กลุ่มต่าง ๆ ทั่วร่างกายนั้นเซลล์สมองจะไวต่อภาวะขาดแคลนวิตามินได้ไวกว่าอวัยวะอื่น ๆ   เมื่อใดที่เรากินอาหารประเภทข้าวขาว แป้งขัดขาว น้ำตาลฟอกขาวทั้งหลายแหล่ มันจะถูกย่อยเป็นน้ำตาลล้วน ๆ แล้วป้อนเข้าสู่เซลล์ทั่วร่างกาย  เซลล์กล้ามเนื้อจะเผาน้ำตาลหมดไปอย่างรวดเร็วโดยใช้วิตามินที่อาจเหลืออยู่ตามซอกตามมุมของเซลล์เอง  หรือไม่พอก็หยิบยืมมาจากเซลล์อื่น ๆ โดยเฉพาะจากเซลล์สมองและประสาท  เมื่อทำอย่างนี้บ่อย ๆ เซลล์สมองและประสาทก็สูญเสียวิตามินไปเรื่อย ๆ ทำให้ตัวมันเองขาดแคลนวิตามินขึ้นมา  ผลก็คือ สมองและประสาทไม่สามารถทำงานได้เป็นปกติ เกิดเป็นความเครียดขึ้น ส่งผลให้หงุดหงิด อารมณ์ฉุนเฉียว นอนไม่หลับ หลงลืม ความจำเสื่อม ทำงานอย่างไม่มีสมาธิ  เช่นเดียวกับกรณีคนที่เลี้ยงสุนัขด้วยน้ำตาลเพื่อให้สุนัขดุ  เพราะสุนัขเหล่านี้จะมีภาวะพร่องวิตามินไปทีละน้อยส่งผลให้อารมณ์ฉุนเฉียวง่ายกลายเป็นสุนัขที่ดุอย่างมหาวายร้าย  การกินน้ำตาลฟอกขาว แป้งขัดขาว น้ำอัดลมขนมของหวานจึงเป็นอาหารกระตุ้นเร้าทำลายพลังสร้างสรรค์ของผู้ดื่มกิน  ตรงกันข้ามกับการกินข้าวกล้อง ธัญพืชหรือแป้งธรรมชาติประเภทคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน  เซลล์ร่างกายจะได้รับทั้งเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นไปป้องวงจรเครบส์ภายในเซลล์  ทำให้สมองและระบบประสาทของเรามีพลังงานในการทำงานอย่างพรักพร้อม
               ทฤษฎีอนุมูลอิสระ
               อนุมูลอิสระ คือโมเลกุลหรืออะตอมที่อิเล็กตรอนชั้นนอกสุดของมันขาดคู่อิเล็กตรอนไปตัวหนึ่ง  มันจะเที่ยววิ่งแสวงหาอิเล็กตรอนจากสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวมัน ก็จะเกิดการสูญเสียอิเล็กตรอนและกลายเป็นอนุมูลอิสระกันเป็นลูกโซ่  ปฏิกิริยาลูกโซ่นี้เปรียบเสมือนระเบิดปรมาณูเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในระดับเซลล์ของเรา  ทำให้เซลล์สูญเสียการทำงานไป เกิดโรคต่าง ๆ ขึ้น  อาหารหลายอย่างที่คนนิยมกินกันเช่น อาหารดัดแปลง อาหารทอด ขนมกรุบกรอบ บะหมี่ซองเหล่านี้ผ่านกระบวนการทอดมาซ้ำ ๆ จากเครื่องจักรในโรงงานที่ทอดวันละกี่หมื่นซองต่อวัน  น้ำมันส่วนใหญ่ก็เป็นน้ำมันปาล์ม เมื่อทอดซ้ำ ๆ กรดไขมันไม่อิ่มตัวในน้ำมันพืชจะจับตัวกับออกซิเจนในอากาศ แตกตัวเป็นอนุมูลอิสระตกค้างอยู่ในน้ำมันและอมอยู่ในอาหารเหล่านี้  เมื่อกินเข้าไปจึงเสื่อมสุขภาพ
               นอกจากนี้อาหารดัดแปลงที่ใส่สี กลิ่น สารกันบูดและผงชูรส  สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสารเคมี ไม่ก่อเกิดประโยชน์แก่เซลล์ร่างกาย เป็นขยะอยู่ในเซลล์  ร่างกายจึงต้องขจัดออกด้วยโรงงานขยะที่มีอยู่ในตัวเรา 2 โรงคือ ตับและไต  ไตต้องทำหน้าที่กรองสารเสียเหล่านี้ออกไป  นาน ๆ เข้าไตที่ทำงานหนักก็เกิดสภาพไตวาย  ส่วนตับทำหน้าที่สลายสารเคมีด้วยกระบวนการทางชีวเคมีซึ่งมีหลายกระบวนการ ที่สำคัญก็คือกระบวนการออกซิเดชั่น  อันเป็นผลให้เกิดอนุมูลอิสระเป็นผลพวงสุดท้ายของการกำจัดขยะในโรงงานของตัวเอง  ตับจึงเป็นอวัยวะที่ช่วยเหลือเซลล์อื่นทั่วร่างกาย  ขจัดสารเคมีที่มากับอาหารขยะแต่ตัวเองต้องพิษจากอนุมูลอิสระ นาน ๆ เข้าตับก็พังกลายเป็นมะเร็งตับ  อาหารเหล่านี้รวมถึงเครื่องดองของเมาด้วย
               ขณะเดียวกัน เราจะเห็นว่าถ้ากินข้าวกล้องที่อุดมด้วยวิตามินอี  ผักสดผลไม้สีสันอุดมด้วยวิตามินซีและวิตามินเอ-เบต้าแคโรทีน  ส่วนใครกินน้ำพริกผักจิ้มก็ได้เซเลเนียมจากกระเทียม  แถมกินผักพื้นบ้านยังได้สารผัก (phytonutrients)ซึ่งมีฤทธิ์เป็นซูเปอร์แอนติออกซิแดนท์ยับยั้งการเกิดมะเร็ง  เป็นสารกระตุ้นภูมิต้านทานอีกมากมาย

แบ่งปันความรู้จากคอลัมน์ ธรรมชาติบำบัด, มติชนสุดสัปดาห์ โดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล

วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556


อะคริลาไมด์
สารพิษพบในอาหารทอด

               เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา นพ.วิชัย  โชควิวัฒน  ออกข่าวเตือนประชาชนให้ระวังการบริโภคอาหารที่ทอดความร้อนสูง  "ขอให้เด็ก ๆ ลดของทอดและของมัน เพราะมีโอกาสรับสารอะคริลาไมด์มากกว่าผู้ใหญ่ถึง 2-3 เท่า"  นับเป็นการให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคได้ทันท่วงทีถึงอันตรายจากอาหาร 
               นักวิทยาศาสตร์สวีเดนและอังกฤษได้ค้นพบสารพิษก่อมะเร็งตัวหนึ่งชื่อว่า อะคริลาไมด์ (Acrylamide) ในอาหารหลายอย่าง ประเภทที่ทำเป็นแผ่นบาง ๆ และทอดร้อน ๆ  โดยที่บางตัวอย่างที่ตรวจมีระดับของสารตัวนี้ถึง 12,800 หน่วย ppb
                ผลการตรวจอะคริลาไมด์ในอาหาร โดย สำนักงานอาหารแห่งชาติสวีเดน
       กลุ่มอาหาร                    ปริมาณเฉลี่ยอะคริลาไมด์(มคก./กก.)     จำนวนตัวอย่าง
มันฝรั่งแผ่นทอดกรอบ (Potatoes crisps)              1,200                                          14
มันฝรั่งชิ้นทอด (French fries)                                 450                                            9
ขนมปังแคร็กเกอร์ (Biscuits & crackers)            410                                           14
ขนมปังกรอบ (Crisp breads)                                  140                                           21
ธัญพืชอาหารเช้า (Cereals)                                     160                                           15
ข้าวโพดกรอบ (Corn crisps)                                   150                                             3
ขนมปังนุ่ม (Soft breads)                                        50                                            20
อาหารทอดอื่น ๆ (pizza, pancakes, waffles,       40                                             9
fish fingers, meatballs, chickenbits, deep fried fish, 
vegetarian schnitzel and cauliflower gratin)

               เพื่อความรู้ที่กระจ่าง ผมได้ขอความรู้เพิ่มเติมจาก รศ.ดร.พิชัย  โตวิวิชญ์  นักเคมีอาวุโสท่านหนึ่งที่ทำงานปกป้องผู้บริโภคตลอดมา  ท่านกรุณาให้ความรู้ว่า  "สารนี้เป็นสารเคมีที่โครงสร้างโมเลกุลเล็ก ๆ เท่านั้นเอง คือ CH2 CONH2  ตัวของมันเองเป็นสารไม่มีสี ไม่มีกลิ่น มีจุดหลอมเหลวต่ำ คือ ที่ 84 องศาเซลเซียส  เวลาที่มันหลอมละลายจะมีคุณสมบัติิอย่างหนึ่งคือ จับตัวกันเองเป็นโพลิเมอร์  ซึ่งคุณสมบัตินี้เองในวงการอุตสาหกรรมจะใช้มันในการผลิตสีสังเคราะห์ ทำกาว และงานด้านสิ่งทอ  ถ้ารับสารนี้ปริมาณสูงอย่างปัจจุบันทันด่วนก็เป็นพิษต่อร่างกาย เช่น เป็นพิษต่อผิวหนัง และความรู้ใหม่เวลานี้คือ การรับปริมาณน้อย ๆ ต่อเนื่องจะเป็นสารก่อมะเร็ง
               ทีนี้การเกิดขึ้นของสารนี้ในอาหารก็เป็นเพราะว่า เกิดจากกระบวนการเมลลาร์ด  ซึ่งก็คือ การประจวบกัน 2 ทางระหว่างกรดอะมิโนกับน้ำตาล ซึ่งมีความร้อนสูงในระหว่างการทอดเป็นตัวเร่ง  เริ่มต้นจากโปรตีนในพืชประเภทมันฝรั่งและธัญพืช  จะมีกรดอะมิโนชื่อว่า แอสพาราจีน (Asparagine)  เมื่อเจอกันน้ำตาลจะเกิดปฏิกิริยาเคมีกลายเป็นสารแอมโมเนีย  แค่นั้นยังไม่พอ เนื่องจากว่าในอาหารที่ทอดจะมีกรดอะมิโนเมธิโอนีน (Methionine) อยู่แล้ว  พอถูกความร้อนจะรวมตัวกับกลีเซอรอล (Glycerol) ในน้ำมัน เกิดเป็นสารอะโครเลอีน (Acrolein) ซึ่งจะถูกออกซิไดซ์โดยอนุมูลอิสระต่อ กลายตัวกรดอะคริลิก (Acrylic acid) เมื่อถึงขั้นตอนนี้ แอมโมเนียที่เกิดขึ้นอยู่แล้วจะเข้าไปจับตัวเกิดเป็นสารอะคริลาไมด์ในที่สุด   
               
               นักวิทยาศาสตร์จัดให้สารอะคริลาไมด์อยู่ในระดับที่มีความเป็นไปไ้ด้สูงในการก่อมะเร็งในมนุษย์ (Probable human carcinogen)  จะสังเกตได้ชัดเจนว่า อาหารที่ยังไม่ถูกความร้อนจะมีสารตัวนี้น้อย ถ้าถูกความร้อนยิ่งมากก็จะพบสารตัวนี้มาก 
       ผลการตรวจอะคริลาไมด์ในอาหาร โดย สำนักงานมาตรฐานอาหารสหราชอาณาจักร
                   ชนิดอาหาร                                       ปริมาณเฉลี่ยของอะคริลาไมด์ (หน่วย ppb)
Tesco King Edward potatoes
   - มันดิบ (raw)                                                                              < 10
   - มันต้ม (boiled)                                                                          < 10
   - มันหั่น ทอด (chipped & fried)                                                2,800
มันหั่นทอด (Ross frying chips - as sold)                                      200
   - ทอดสุก (cooked)                                                                       3,500
   - ทอดจนเกรียม (overcooked)                                                     12,800
มันแผ่นคลื่น (Walkers Ridged crisp)                                             1,280
มันแท่ง (Asda maize/potato sticks)                                           2,040
มันฝรั่งชิ้นทอด Pringles (original)                                                  1,480
               อย.มีข้อแนะนำสำหรับประชาชนว่า
            1. ไม่ควรปรุงอาหารโดยใช้ความร้อนสูงเกินไป หรือนานเกินไป
            2. ควรบริโภคอาหารให้ครบทุกหมู่อย่างได้สมดุลกัน ไม่ควรกินอาหารทอดหรือมันมากเกินไป
            3. เด็กมีโอกาสได้รับสารอะคริลาไมด์ในปริมาณต่อน้ำหนักตัวมากกว่าผู้ใหญ่ 2-3 เท่า  จึงควรลดอาหารประเภทของทอดและอาหารมันลง โดยเฉพาะเด็กที่ชอบอาหารประเภทนี้
              อย่างไรก็ดี สารตัวนี้ร่างกายสามารถกำจัดได้โดยการจับของกลูตาไธโอน (Glutathione conjugation) หรือกระบวนการไฮโดรไลสิส  บทบาทของเอนไซม์กลูตาไธโอนซึ่งมีมากที่ตับ  ซึ่งเราสนับสนุนการทำงานของมันได้ด้วยการเพิ่มตัวช่วยอันได้แก่ สารแอนติออกซิแดนต์ต่าง ๆ ได้แก่ ขมิ้นชัน กระเทียม หัวหอม กานพลู อบเชย โป๊ยกั๊ก  พวกผัก เช่น กะหล่ำปลี พริก  ผลไม้ เช่น ส้ม  กระทั่งการเสริมเอนไซม์กลูตาไธโอนได้ด้วยโสม เป็นต้น  ดังนั้น ใครกินฟาสฟู้ดแบบนี้ก็ต้องกินผักและสมุนไพรเข้าไปช่วยเยอะ ๆ  สมุนไพรบางชนิดก็กินสด บางชนิดก็ทำเป็นชาได้  บางชนิดก็มีเป็นลูกกลอนหรือแคปซูล หรืออาจใช้การสวนล้างลำไส้ด้วยกาแฟ  ซึ่งช่วยกระตุ้นตับให้กำจัดสารพิษตามความเหมาะสม

ความรู้จากคอลัมน์ ธรรมชาติบำบัด (มติชนสุดสัปดาห์) โดย น.พ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล



 
Plantilla Minima modificada por Urworstenemy