Come and enjoy lovely coffee shop and restaurant with great breeze of Chao Phraya River plus lush green garden,near Rama V bridge and Nonthaburi Pier ร้านกาแฟ เบเกอรี่ อาหารกลางวัน ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงสะพานพระราม5 และท่าน้ำนนท์ บรรยากาศสไตล์บ้านสวน ชมวิวรับลมแม่น้ำ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มะเร็ง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มะเร็ง แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2556

14 พฤติกรรมนำพาไปหามะเร็ง
 

ความน่ากลัวของ “มะเร็ง” คือ เป็นแล้วมักลาม หายแล้วเป็นใหม่ได้ ด้วยเหตุนี้ผู้ป่วยหลายคนจึงถูกมะเร็งคร่าชีวิตไปนับไม่ถ้วน แม้จะได้รับการเยียวยารักษาอย่างดีแล้วก็ตาม 
สำหรับพฤติกรรมเสี่ยงต่อการ
เป็นมะเร็งนั้น นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ บอกว่า มี 14 ประการ ดังต่อไปนี้

1.นอนดึก ทำให้ไม่มีฮอร์โมนต้านมะเร็งหลั่งออกมา นอกจากนี้ยังจะทำให้เกิดโรคร้ายอื่น เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง และโรคอ้วน เพราะการนอนดึก มักจะหิวและต้องหาของขบเคี้ยวมากินแก้ปากว่างกัน

2.คึกสูบบุหรี่และขี้เหล้า ทั้งสองสิ่งนี้ทำให้ปอดและตับทำงานหนัก ทำให้คนที่เสพทั้งแก่เร็วและตายไวได้จากโรคมะเร็ง

3.เอาแต่ไขมันเข้าปากและอยากแต่เนื้อแดง ไขมันอิ่มตัวและโปรตีนจากเนื้อนั้นเป็นแหล่งอาหารชั้นหนึ่งของมะเร็งที่จะใช้เจริญเติบโตได้ไม่แพ้ทารกเกิดใหม่  มันจะสร้างหลอดเลือดยื่นไปดูดกินเลือดเนื้อของเราจนแทบไม่เหลือเลือดอันสมบูรณ์ไปเลี้ยงอวัยวะอื่น ตัวเราจึงผอมเอา ๆ ตรงข้ามกับมะเร็งกาฝากที่โตไว

4.แฝงด้วยเครียดจัด จนมีสารทุกข์หลั่งออกมาหล่อเลี้ยงมะเร็งให้โตขึ้นเร็ว ราวกับน้ำมันราดบนกองไฟให้คุโชนขึ้น

5.ไวรัสตับอักเสบบีและมีภูมิแพ้ที่รักษาไม่หาย ในคนที่ภูมิไม่ดี ไม่มีการออกกำลัง พักผ่อนน้อย โดยเฉพาะผู้อายุมากที่ภูมิคุ้มกันต่ำก็จะได้มะเร็งแถมเข้ามาในชีวิตทันที  ดังนั้นถ้าเคยมีประวัติไวรัสตับอักเสบบีแล้ว ก็ต้องพยายามเสริมภูมิต้านโรคไว้ให้รู้สึกอยู่เสมอว่าเรามีระเบิดเวลาในกายจะได้ไม่ประมาท

6.ปล่อยกายให้อ้วน สร้างให้เกิดธาตุแก่ออกมาแช่อิ่มอวัยวะภายในร่างกาย และไขมันตามตัวยังสร้างให้เกิดฮอร์โมนกระตุ้นให้มะเร็งแบ่งตัวดีขึ้นด้วย

7.ล้วนขาดวิตามิน ด้วยวิตามินทำหน้าที่ต้านเชื้อมะเร็งให้ดับเป็นจุณไปก่อนที่จะเผยอหน้าขึ้นมาแบ่งตัวปนเปไปในร่างกายเรา

8.กินของร้อนจัดไป เช่น ซดชาร้อน หรือกาแฟร้อนจัดประเภทควันฉุย จะไปลวกให้เซลล์หลอดอาหารอักเสบอยู่ทุกบ่อย  เมื่ออักเสบเป็นอาจิณก็จะมีโอกาสเปลี่ยนไปเป็นเซลล์มะเร็งง่ายขึ้น

9.ทำให้คอเลสเตอรอลลดต่ำ  พบว่าถ้าต่ำเกินไปก็ไม่ดี มีผลกับภูมิคุ้มกันที่แย่ลง เมื่อภูมิต่ำแล้วก็จะหมดปัญญาต้านเซลล์มะเร็งที่จะเข้ามาหา

10.ทำกลั้นปัสสาวะ น้ำปัสสาวะเป็นของเสีย  ยิ่งอยู่นิ่งเป็นเวลานานจากการอั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับน้ำนิ่งในคลองแสนแสบซึ่งทิ้งไว้ไม่นานจะกลายเป็นน้ำเน่า แต่ถ้าเน่าในกระเพาะฉี่เราก็มีผลให้เกิดเซลล์มะเร็งงอกขึ้นมาได้

11.ปะทะเค็มจัด พบว่า สิ่งมีชีวิตที่ทานอาหารเค็มมีอัตราการเกิดมะเร็งสูงกว่า โดยเฉพาะในอาหารจำพวก เนื้อเค็ม เนื้อแห้ง หมูแดง ที่นอกจากเค็มแล้วยังมีสีแดงดีจากดินประสิวอีกด้วย

12.ประวัติมะเร็งในครอบครัว มะเร็งร้ายในครอบครัวบางอย่างสามารถถ่ายทอดมาทางพันธุกรรมได้ แม้จะไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์แต่ต้องรับไว้ด้วยความไม่เต็มใจ เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่ถ้าป้องกันไว้ดี ๆ แล้วบางทีก็ไม่เกิดขึ้นมา

13.ตัวตากแดดบ่อย แสงแดดเป็นรังสี ที่กระตุ้นอณูเซลล์ของคุณให้สะดุ้งตกใจจนเครื่องในรวนหมด เมื่อเครื่องในรวนแล้วก็ไม่สามารถที่จะคุมการแบ่งตัวได้ ทำให้แบ่งต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งกลายเป็นก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

14.ไม่ค่อยช่วยใคร ถ้าพูดให้ง่ายเข้า คือ เห็นแก่ตัวและไม่ค่อยได้ทำบุญนั่นเอง เพราะเมื่อใดก็ตามที่ได้หมั่นช่วยเหลือผู้อื่นจนชินแล้วเรามักไม่ค่อยได้นึกถึงตัวเองนัก และเมื่อไม่หมกมุ่นกับตัวเองแล้วก็ไม่ค่อยเกิดความ “อยาก” อันนำไปสู่ความเครียดร้อนอกร้อนใจ หรือถ้าไม่มีเวลาก็แค่อนุโมทนากับบุญที่เราได้พานพบก็ทำให้มี “สารสุข” หลั่งออกมาเสริมภูมิรู้สู้มะเร็งแล้ว



วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2556

คุณค่าถั่วเหลืองกับสุขภาพไทย (5)
ถั่วเหลืองกับบทบาทการต้านมะเร็ง

            บทบาทการต้านมะเร็งของถั่วเหลืองเป็นที่สังเกตมานานแล้ว โดยเฉพาะการลดอัตราเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมากด้วยการศึกษาในผู้ที่กินอาหารที่ทำจากถั่วเหลือง  หลักๆ ได้แก่ การดื่มนมถั่วเหลืองและการกินเต้าหู้นั่นเอง

            มีผู้ตั้งข้อสังเกตนานแล้วว่า ประเทศญี่ปุ่นและประเทศทางตะวันออกที่กินผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองมาก ถ้าเป็นญี่ปุ่นก็จะมีมิโสะและเทมปะอีกด้วย  จะพบอัตราการเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมากในหญิงและชายชาวญี่ปุ่นต่ำมากเมื่อเทียบกับชนชาวอเมริกันและประเทศตะวันตกทั้งหลาย
             ในเรื่องนี้ M.Messina และคณะได้รวบรวมไว้ในเรื่อง  "Soy Intake and Cancer Risk : A Review of the In Vitro and In Vivo Data" ตีพิมพ์ใน Nutrition and Cancer 21, no.2 ปี 1994 ก็พบข้อเท็จจริงเดียวกันในเรื่องปริมาณการบริโภคผลิตภัณฑ์ถั่วเหลือง พบว่าชาวญี่ปุ่นกินผลิตภัณฑ์เหล่านี้วันละประมาณ 100 กรัม ขณะที่ชาวอเมริกันไม่บริโภคเลย
            เรื่องที่น่าเศร้าก็คือ ผู้หญิงอเมริกันต้องตายด้วยโรคมะเร็งเต้านมเป็น 4 เท่าของผู้หญิงญี่ปุ่น และผู้ชายชาวอเมริกันก็มีโอกาสตายด้วยมะเร็งต่อมลูกหมากเป็น 5 เท่าของชายชาวญี่ปุ่น  เดิมทีเดียวเคยเชือกันว่าความแตกต่างในเรื่องนี้น่าจะเป็นเพราะสาเหตุทางพันธุกรรม แต่ความจริงก็ปรากฏอีกว่า เมื่อชาวญี่ปุ่นอพยพย้ายถิ่นฐานเข้าไปทำกินในสหรัฐอเมริกา ไปตั้งรกรากมีลูกหลานที่นั่น  ผลปรากฏว่า ภายในชั่วระยะอายุคนเดียว ชาวญี่ปุ่นที่ย้ายถิ่นฐานเหล่านี้ก็มีอัตราตายด้วยโรคมะเร็งทั้งสองชนิดเทียบเคียงเสมอชาวอเมริกัน
            การศึกษาต่อมาพบว่า ชนชาวญี่ปุ่นที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในสหรัฐฯ ลูกหลานของพวกเขาได้ทอดทิ้งวัฒนธรรมการกินอยู่แบบดั้งเดิมไปหมดสิ้น คนรุ่นใหม่เหล่านี้พากันกินเนื้อสัตว์ นมเนยแบบอเมริกันเต็มรูปนั่นเอง
             ถั่วเหลืองต้านมะเร็งได้อย่างไร สารผักหลายตัวจากมะเร็งคือคำตอบ 
             หนึ่งคือ สารเจนิสเตอิน สารฟลาโวนอยด์  ตัวสำคัญที่มีบทบาทยับยั้งการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง  ด้วยกลไกป้องกันการงอกของเส้นเลือดที่จะส่งอาหารเข้าไปให้เซลล์มะเร็ง  การศึกษาในหลอดแก้วเกิดผลชัดเจนเช่นนั้น (Fotsis, T., etal. "Genistein, a Dietary Derived Inhibitor of In Vitro Angiogenesis." Proceeding of the National Academy of Sciences 90 (April 1993) : 2690-94) และปัจจุบันสารเจนิสเตอินสกัดกำลังอยู่ในระหว่างทดลองใช้รักษาคนไข้มะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมาก
             สองคือ สารเดอิดเซอิน ซึ่งเป็นสารไอโสฟลาโวน  มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนและเทสโตสเตโรน  แต่มีฤทธิ์เพียงครึ่งเดียวของฮอร์โมนทั้งสอง  เมื่อกินเข้าไป ไอโสฟลาโวนจะเข้าไปจับกับเซลล์เป้าหมายได้แก่ เซลล์เต้านมหรือต่อมลูกหมาก  จึงป้องกันเซลล์เหล่านี้ไม่ให้ถูกกระตุ้นโดยฮอร์โมนของตนเองซึ่งมีฤทธิ์แรงกว่า อันจะทำให้เกิดเป็นมะเร็ง
             ตรงนี้ภาษาทางวิชาการเรียกว่า มีฤทธิ์ยับยั้งโดยการแย่งจับจอง หรือ Competitive Inhibitor  ขณะเดียวกัน การที่มันมีฤทธิ์น้อยๆ ก็ทำให้ร่างกายมีการหล่อเลี้ยงของฮอร์โมนเพศโดยไม่เกิดอาการพร่องฮอร์โมน  แหม.. อะไรจะดีขนาดนั้น !
             สามคือ ถั่วเหลืองยังมีกรดไฟติก เป็นสารแอนติออกซิแดนต์สำคัญ  และเป็นสารยับยั้งเอนไซม์โปรตีเอส ซึ่งเป็นสารที่ส่งเสริมการกลายตัวเป็นเซลล์มะเร็ง
             ด้วยเหตุฉะนี้  ทุกคำเคี้ยวของเต้าหู้ ทุกอึกของนมถั่วเหลืองคืออาหารสำคัญต้านมะเร็งของผู้คนชาวเอเชียที่ตกทอดมาแต่บรรพบุรุษ
             นมวัวส่งเสริมโอกาสการเป็นมะเร็ง
             ขณะที่นมถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองมีบทบาทต้านมะเร็ง  แต่ในอีกด้านหนึ่ง นมวัวที่ได้รับการส่งเสริมให้ดื่มกันอยู่แต่เดิมกลับมีรายงานชิ้นแล้วชิ้นเล่าที่พบว่าการดื่มนมวัวมากเพิ่มโอกาสการเป็นมะเร็ง  และการลดละการดื่มนมวัวช่วยให้ลดอัตราการเกิดมะเร็งได้
             งานวิจัยที่สำคัญของคากาวา   เขาศึกษาอาหารของคนญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 1950-1975  หลังจากญี่ปุ่นแพ้สงคราม พวกอเมริกันได้เข้าไปส่งเสริมวัฒนธรรมการกินอยู่แบบตะวันตก  ผลก็คือ ชนชาวญี่ปุ่นเองที่ถูกรุกรานทางด้านวัฒนธรรมได้หันไปดื่มนมกินสเต็กกันอย่างตะวันตกมากขึ้น
             คากาว่าพบว่าภายใน 25 ปีดังกล่าว  คนญี่ปุ่นดื่มนมเพิ่มขึ้น 15 เท่าตัว  กินเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น 7.5 เท่า  ลดการกินข้าวลง 70%  ผลก็คือ ผู้หญิงญี่ปุ่นป่วยเป็นมะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้น 300% (Kagawa Y., Impact of Westernization on the Nutrition of Japan. Prevention. 7 : 205-17. 1978)
             ขณะเดียวกัน ประเทศที่ลดปริมาณการกินเนื้อสัตว์นมเนยลงก็ลดอัตราตายด้วยโรคมะเร็งอย่างน่าสังเกต  รายงานชิ้นนี้มีขึ้นตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1  น.พ.ไมเคิล ฮินด์ฮีด สถาบันวิจัยโภชนาการแห่งชาติเดนมาร์กในขณะนั้น ได้เสนอให้รัฐบาลของเขากู้วิกฤตในเรื่องอาหารของชาวเดนมาร์กซึ่งกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากในสงคราม  ให้เปลี่ยนแปลงทิศทางการเกษตรกรรมจากการเลี้ยงวัวเพื่อดื่มนมมาปลูกข้าวไรย์ ข้าวสาลีแทนการปลูกหญ้าเลี้ยงวัว
             เมื่อรัฐบาลเขาสนองตอบต่อข้อเสนอดังกล่าว ผลก็คือ ประชาชนชาวเดนมาร์กในขณะนั้นลดการบริโภคนมลง และกินธัญพืชเพิ่มขึ้น  ปรากฏว่าในช่วงเวลา 3 ปีดังกล่าว จากปี ค.ศ.1914-1917 เขาพบว่า อัตราการเป็นมะเร็งของชาวเดนมาร์กลดลงถึง 34% (Hindheed, Michael. The Effects of Food Restriction During War on Motality of Copenhegen. JAMA 74 ; 381-82. 1920)
            จากข้อเท็จจริงชิ้นแล้วชิ้นเล่าในเรื่องความเสี่ยงต่อโรคร้ายๆ อย่างโรคไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคมะเร็ง ที่ผลิตภัณฑ์นมวัวนำมาสู่ผู้คนชาวโลก  โดยเฉพาะในซีกโลกตะวันตกจนเป็นที่อิดหนาระอาใจ  เป็นผลให้ชาวตะวันตกทั้งยุโรป อเมริกาและออสเตรเลีย พากันตื่นกลัวการดื่มนมและเกิดความตื่นตัวใหม่ที่จะหันหาการดื่มนมถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์เต้าหู้ทดแทน  ปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้ธุรกิจนมในประเทศผู้ผลิตใหญ่ๆ ทั่วโลกต้องสูญเสียตลาดการค้าของตนอย่างน่าตื่นตกใจ
            ด้วยเหตุนี้ ประเทศผู้ผลิตนมวัวจึงพุ่งเป้ามาสู่ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศอุตสาหกรรมใหม่  และประเทศไทยคือเป้าหมายอันโอชะเป้าหมายหนึ่ง  เพราะผู้คน ทั้งนักวิชาการ ทั้งรัฐบาลและประชาชนต่างได้รับการอบรมด้วยตำราเล่มโตตีพิมพ์ต้นฉบับมาจากอเมริกาเรียบร้อยแล้ว  ต่างนับถือการดื่มนมตามแบบอเมริกัน
           เป็นที่น่ายินดีว่า ในท่ามกลางข้อเท็จจริงใหม่ๆ จากทั่วโลกเกี่ยวกับผลด้านกลับของการดื่มนม และความน่าจะเป็นไปได้มากกว่าที่จะส่งเสริมให้คนไทยบริโภคผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองและอาหารพื้นถิ่นทางตะวันออกของเราแทน  ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการของภาครัฐเริ่มยอมรับบนหน้าน.ส.พ.มติชน เมื่อสิงหาคม 2541 ว่า "การที่ฝรั่งเกิดโรคมากมายเพราะการดื่มนมนั้น เนื่องจากเขาดื่มถึงปีละ 150 ลิตร/คน/ปี ปริมาณดังกล่าวเกินความต้องการของร่างกาย  แต่คนไทยยังดื่มนมน้อยอยู่"
             ถ้าใครจะมีสติสัมปชัีญญะสักนิดหนึ่ง  อาจจะรู้สึกชอบกลกับข้อคิดและคำเสนอดังกล่าวอยู่ไม่น้อย  ลองคำนวณปริมาณดูซิ  นม 150 ลิตร/คน/ปี เฉลี่ยออกมาแล้วเท่ากับ 1.64 แก้ว/คน/วัน  นั่นแปลว่าความจริงแล้วฝรั่งดื่มนมวันละ 1 แก้วกว่าต่อวัน  ซึ่งก็เกิดอันตรายแล้ว  นักวิชาการท่านนั้นกลับยืนยันให้คนไทยดื่มนมกันวันละ 2-3 แก้ว  จะมิเป็นการนำคนไทยไปสู่ความเสี่ยงทางสุขภาพหรอกหรือ  และจะบอกให้ก็ได้ว่า ด้วยการชี้นำเช่นนี้ ตัวเลขแนะนำการดื่มนมดังกล่าวได้ถูกกำหนดไว้ในสุขบัญญัติแห่งชาติ 9 ประการแล้ว

ความรู้จากคอลัมน์ธรรมชาติบำบัด โดย น.พ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล, มติชนสุดสัปดาห์
 
Plantilla Minima modificada por Urworstenemy