Come and enjoy lovely coffee shop and restaurant with great breeze of Chao Phraya River plus lush green garden,near Rama V bridge and Nonthaburi Pier ร้านกาแฟ เบเกอรี่ อาหารกลางวัน ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงสะพานพระราม5 และท่าน้ำนนท์ บรรยากาศสไตล์บ้านสวน ชมวิวรับลมแม่น้ำ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิตามิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิตามิน แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2556

กับดักสุขภาพประการที่ 6

ถือเอาวิตามิน อาหารเสริม เป็นคำตอบสุขภาพ

            ผมจำได้ว่าเมื่อบริษัทวิตามินจากออสเตรเลียจะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย  เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ผมได้รับการติดต่อจากเพื่อนซึ่งเป็นเภสัชกร ที่เป็นตัวแทนของบริษัทวิตามินนี้ให้ช่วยเผยแพร่ความคิดเรื่องวิตามินให้แก่ ผู้บริโภค ขณะนั้นเมืองไทยยังไม่ค่อยมีคนรู้จักประโยชน์ของการกินวิตามิน ยังไม่รู้จักคำว่า free radicals และไม่รู้จักคำว่า anti-oxidant แม้ว่าความรู้ทางธรรมชาติบำบัดในยุโรป สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลียจะมีเรื่องราวเหล่านี้มากมายแล้วก็ตาม เพราะขณะนั้นช่วงห่างระหว่างความรู้ในประเทศตะวันตกกับประเทศไทย จะล่าช้ากว่ากันประมาณ 10 กว่าปี
            ความรู้การแพทย์แบบแผนรู้จัก วิตามินในฐานะสารตัวเล็กๆ ที่ช่วยป้องกันตาบอดกลางคืน รักษาเหน็บชา ป้องกันลักปิดลักเปิด ซึ่งนับวันโรคเหล่านี้จะหมดไป เมื่อผู้คนในสังคมอยู่ดีกินดีกันมากขึ้น แต่ไม่รู้จักบทบาทใหม่ของวิตามินในอีกด้านหนึ่ง จำได้ว่าขณะนั้นผมเขียนบทความธรรมชาติบำบัดในมติชนสุดสัปดาห์ตั้งแต่ต้นปี 2534 จึงได้แนะนำเรื่องของสารอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นคำบัญญัติใหม่โดย ศ.ดร.ไมตรี สุทธจิตต์ ภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และวิตามินก็มีบทบาทเป็น สารต้านอนุมูลอิสระ มีความรู้เหล่านี้พิมพ์เผยแพร่เป็นพ็อกเก็ตบุ้กโดยสำนักพิมพ์รวมทรรศน์ และจัดเสวนาสุขภาพเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2535
            นับเป็นครั้งแรกที่มี การจัดบรรยายเรื่องราวทางสุขภาพให้ผู้คนมาร่วมกันฟังเป็นจำนวนมากๆ และเป็นที่มาของมหกรรมสุขภาพในขอบเขตต่างๆทั่วประเทศที่มีกันอยู่ในยุค ปัจจุบันนี้ และรวมทรรศน์ก็ได้จักมหกรรมธรรมชาติบำบัดสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน นับได้ 13 ปี
            การบรรยายความรู้เรื่องวิตามินในฐานะแอนติออกซิแดนต์ ทำให้คนไทยเริ่มตื่นตัวเรื่องโรคเสื่อมของร่างกาย และหันมาสนใจกินอาหารเพื่อสุขภาพ เพราะแนวคิดของผมก็คือ วิตามินมีอยู่แล้วในพืชผัก ผลไม้ การจะป้องกันรักษาโรคหัวใจหลอดเลือด กระทั่งโรคมะเร็ง ก่อนอื่นให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหันมากินอยู่อย่างไทยเสียก่อน ส่วนวิตามินที่กินเป็นเม็ดๆนั้น ใช้เมื่อจำเป็น แต่ก็ทำให้วิตามินและอาหารเสริมในเมืองไทยเริ่มขายดี
            กระนั้นก็ตาม ก็มีแพทย์จำนวนหนึ่งในสมัยนั้นที่ไม่เข้าใจ ได้กระทบกระเทียบว่า "การกินวิตามิน รังแต่ทำให้น้ำปัสสาวะของคนเราแพงขึ้นเท่านั้นเอง" พูดง่ายๆว่า เปล่าประโยชน์ที่จะกินวิตามิน  เนื่องจากพวกเขาในขณะนั้นยัง ไม่รู้เรื่องของ free radicals กันเลย  ครั้งเมื่อเห็นว่าวิตามินซีธรรมชาติกำลังขายดิบขายดี ก็มีแพทย์อีกจำนวนหนึ่งบอกว่า "ระวังกินวิตามินซีมากจะเป็นนิ่วในไต"  ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ถ้าจะพิจารณากลไกการดูดซึมวิตามินซีเข้าสู่ร่างกาย ตามปกติในลำไส้ของเราจะมี receptor ซึ่งเป็นประตูเปิดรับวิตามินซี ประตูเหล่านี้จะเปิดปิดมากน้อยตามความต้องการของร่างกายในแต่ละขณะ
      คนปกติต้องการวิตามินซีต้านอนุมูลอิสระวันละประมาณ 1,000 มก.
      ถ้ากำลังเครียดอาจเพิ่มความต้องการเป็น 2,000 มก.
      ถ้ากำลังเป็นหวัดความต้องการจะเพิ่มเป็น 4,000-6,000 มก.
      และถ้าเป็นมะเร็งอาจมีความต้องการเพิ่มเป็น 10 พัน-50พัน มก.
            ถ้าร่างกายยังไม่ต้องการวิตามินในระดับนั้น การกินวิตามินซีมากเกินความต้องการ ก็จะไม่ดูดซึมและถ่ายทิ้งไป ทำให้เกิดอาการท้องเสีย เหมือนอย่างที่ใครสักคนหนึ่งกินมะขามมากๆแล้วท้องเสียนั่นแหละ การเกิดนิ่วในไตจากวิตามินซีจึงเกือบจะเป็นไปไม่ได้
            การกินวิตามินแพร่ไปเหมือนไฟลามทุ่ง ภายในระยะเวลา 3 ปีต่อจากนั้น และยิ่งแพร่อย่างรวดเร็วเมื่อมีกิจการขายตรงแบบ MLM ชาวบ้านกลุ่มแรกๆที่กินวิตามินกันอย่างไม่อั้นก็คือ ชาวบ้านระดับไฮโซไฮซ้อนั่นเอง
            มิไยว่าผมจะพร่ำบอกให้ ปรับชีวิตเปลี่ยนอาหาร กินอยู่อย่างไทยซะก่อน ก่อนที่จะกินวิตามิน เพราะต้องอยู่ประการหนึ่งว่า สารธรรมชาติเหล่านี้มีมากมายมหาศาล สกัดกลั่นอย่างไรก็เอาออกมาเป็นเม็ดๆไม่ได้หมด เพียงแค่ฟลาโวนอยด์ก็มีในธรรมชาติแล้ว 4,000 ชนิด แคโรทีนมีอยู่ 600 ชนิด และสารผักมีอีกมากกว่า 10,000 ชนิด แต่ภูมิปัญญามนุษย์นั้นสามารถสกัดออกมาได้เพียง 100 กว่าชนิดเท่านั้นเอง ดังนั้นถ้าจะคอยกินวิตามินโดยไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอาหาร ก็นับเป็นเรื่องน่าเสียดาย
            กิเลสของคนเราก็ทำให้ผู้คนมิได้สนใจในคำเตือนนี้เท่าไรนัก จะมุ่งเอาแต่วิธีง่ายๆ คือคอยซื้อหาวิตามินมากิน กินแก้อ้วน กินให้หุ่นดี กินให้ผิวสวย กินให้ไม่ท้องผูก มีปรากฏอยู่บ่อยครั้งที่ผมถูกเชิญไปบรรยายให้สโมสรชาวไฮโซทั้งหลายฟัง พิธีกรรมของบุคคลเหล่านี้ก็แปลก คือเวลาเชิญเราไปบรรยาย เขาจะเร่งให้เรารีบๆ กินอาหารให้จบๆ ไปก่อน แล้วเมื่อสมาชิกของเขามากันพอสมควรแล้ว ทีนี้เขาจะเสิร์ฟอาหารให้สมาชิกแล้วเชิญเราขึ้นพูด ดูไฮคลาสพอสมควร คืออย่างน้อยเราก็ไม่ใช่ตลกคาเฟ่ซึ่งมีจุดขายอยู่ที่ให้ผู้คนกินข้าวเคล้าเรื่องตลก  ต่างกันตรงที่ว่า เนื้อหาของเราที่บรรยายคุณภาพคับแก้ว บรรจุไว้ด้วยสาระวิชาการ นั่นต่างหาก
            พอบรรยายเสร็จ เขาก็เชิญเรานั่งร่วมโต๊ะ ทีนี้ละท่านผู้ไฮโซทั้งหลาย จะพากันมาถามเป็นส่วนตัวว่า วิตามินตัวนั้น ตัวนี้กินได้ ไม่กินดี เป็นต้น หลายๆท่านจะพกกระเป๋ามา 2 ใบ ใบหนึ่งเป็นกระเป๋าสตางค์อีกใบหนึ่งเป็นกระเป๋าวิตามิน มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า "จะกินวิตามินเหล่านี้สักแค่ไหน แต่ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอาหาร เล่นกินโต๊ะจีน กินอาหารฝรั่งอย่างที่เรากินกันมื้อนี้ กินไปอีกกี่ขวดก็จะป่วยง่าย ตายเร็วอยู่ดี"   ก็มีคนพยักหน้า เชื่อผมอยู่หลายคน แต่ผู้จัดคงรู้สึกถึงความตรงไปตรงมาของผม จากนั้นก็เคยไม่กล้าเชิญผมไปบรรยายให้ไฮโซไฮซ้อวงนั้นอีกเลย
            ครับ เราถือว่า คนเราจะหายป่วยเจ็บ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเป็นปัจจัยอันดับหนึ่ง แต่เมื่อป่วยเจ็บเสียเต็มประดา อย่างใครที่เป็นภูมิแพ้ เป็นมะเร็ง การเอาอาหารที่เขาสกัดมาเป็นเม็ดเข้มข้นมากินเข้าไป และถ้าไม่ป่วยไม่เจ็บ ก็ไม่จำเป็นต้องกินวิตามิน   อย่าทำให้ปัสสาวะของท่านแพงขึ้นด้วย วิตามินที่เกินความจำเป็น แค่กินอาหารให้ถูกส่วน กินผักผลไม้เยอะๆ ก็ได้รับวิตามินเพียงพอแล้วละครับ

กับดักสุขภาพ ประการที่ 7

กินสมุนไพร คิดว่าปลอดภัยเสมอไป

            ยุคนี้เป็นยุคของการคืนสู่ธรรมชาติ และเมื่อพูดถึงธรรมชาติใครๆก็มักจะนึกถึงสมุนไพร มีผู้รักสุขภาพจำนวนไม่น้อยที่หนีจากการกินยาแผนปัจจุบัน แล้วหันไปกินยาสมุนไพรโดยคิดอย่างเถรตรงว่าขึ้นชื่อว่าสมุนไพรแล้ว ย่อมไม่มีผลร้ายแต่ประการใด นั่นนับเป็นความเข้าใจผิดประการหนึ่ง
            แท้ที่จริงขึ้นชื่อว่ายาสมุนไพรก็หมายถึง สิ่งที่กินเพื่อบำบัดรักษาโรค แต่นำมาจากพืชและสัตว์ ถ้ามาจากสัตว์ก็เรียกว่า สัตว์สมุนไพร ถ้ามาจากพืชก็เรียกว่า พืชสมุนไพร ในสัตว์และพืชย่อมมีสารอินทรีย์จำนวนหนึ่งซึ่งอาจจะออกฤทธิ์ช่วยบำบัดรักษา โรคให้กับคนเรา สารอินทรีย์เหล่านี้ย่อมต้องการปริมาณที่พอเหมาะไม่น้อยเกินไป ไม่มากเกินไปในการออกฤทธิ์รักษาโรค
            ทีนี้เมื่อจะใช้สมุนไพรในการรักษาโรค จึงต้องศึกษาวิธีการใช้และปริมาณการใช้ให้ถ่องแท้เสียก่อน ในอดีตที่ผ่านมา เคยมีกรณีใหญ่ๆ ที่ใช้สมุนไพรรักษาโรคอย่างไม่ถูกวิธีจนถึงขั้นเกิดอันตรายร้ายแรงกับผู้ใช้  เช่นการใช้ผลมะเกลือคั้นน้ำกะทิเพื่อถ่ายพยาธิ  ถ้าทำอย่างผิดวิธีก็ถึงขั้นทำให้เด็กที่กินถึงกับตาบอดได้
            อีกกรณีหนึ่งคือ การใช้ใบขี้เหล็กรักษาอาการนอนไม่หลับ  แกงขี้เหล็กที่คนไทยรู้จักกันดี สามารถกินกันได้อย่างสนิทใจ และมีฤทธิ์ระบายอ่อนๆ ช่วยไม่ให้ท้องผูกและนอนหลับสบายอีกด้วย ต่อมามีการค้นพบว่าใบขี้เหล็กยังมีสารยาซึ่งออกฤทธิ์ช่วยให้นอนหลับ  จึงมีความพยายามที่จะทำใบขี้เหล็กให้เป็นยาสมุนไพรสำเร็จรูปที่ใช้ง่ายเป็นชนิดเม็ด และกระบวนการผลิตก็กระทำกันอย่างง่ายๆ โดยใช้ใบขี้เหล็กตากแห้ง บดเป็นผงแล้วทำเป็นเม็ดขึ้นมาเลย  ซึ่งแม้แต่องค์กรรัฐวิสาหกิจทางด้าน เภสัชกรรมก็ยังเป็นผู้นำหน้าในการผลิตขี้เหล็กเม็ดขึ้นมาวางจำหน่ายในท้องตลาด
            อย่างไรก็ดี เมื่อขี้เหล็กแคปซูลเหล่านี้เข้าถึงผู้บริโภคอยู่พักใหญ่   ก็เริ่มมีข้อสังเกตจากแพทย์ระบบทางเดินอาหารหลายท่านว่า เริ่มพบผู้ป่วยด้วยโรคตับอักเสบที่ไม่พบสาเหตุอื่นนอกจากประวัติที่ว่าได้กินขี้เหล็กแคปซูลมาพักหนึ่ง   หลังจากได้ติดตามค้นคว้ากันอยู่พักหนึ่ง ก็มีผลยืนยันออกมาว่า ผู้คนที่มีเอนไซม์ตับเพิ่มขึ้นสูงเหล่านั้นต้องพิษจากสารบางอย่างในใบขี้เหล็กนั่นเอง เป็นผลให้ต้องมีการประกาศให้เลิกใช้ยาเม็ดขี้เหล็กไปทั่วประเทศ
            คำถามมีว่า เหตุใดคนโบราณจึงกินแกงขี้เหล็กโดยไม่ปรากฏอันตรายขึ้น เหตุผลน่าจะอยู่ที่ว่าบรรพบุรุษของเรากินขี้เหล็กโดยเอามาแกง ความร้อนได้ทำลายสารพิษบางอย่างในขี้เหล็กไปแล้ว จึงปลอดภัยในการกิน แต่เมื่อนำใบขี้เหล็กผงมาทำเป็นเม็ด ไม่ได้ผ่านกระบวนการทำความร้อน สารพิษจึงยังคงอยู่
            เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การกินอยู่อย่างบรรพบุรุษได้แฝงไว้ซึ่งภูมิปัญญาในการเลือกกินเลือกอยู่ในปลอดภัยไร้โรค  แต่เมื่อคนสมัยใหม่คิดจะสุขภาพดีทางลัด โดยลัดภูมิปัญญาของท่านด้วยกรรมวิธีสมัยใหม่ อันตรายก็อาจเกิดขึ้นได้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

กับดักสุขภาพ ประการที่ 8

ไปฟิตเนส แต่เสียเงิน เสียสุขภาพ

            สมัยหนึ่งกระทรวงสาธารณสุขนึกสนุกขึ้นมา จะพาคนไทยเต้นแอโรบิกส์ให้ได้จำนวนมากๆ เพื่อลงกินเนสบุ๊ค  ก็แห่กันไปเต้นกันย็อกแย็กอยู่วันเดียว  เพื่อให้ได้ชื่อว่าลงบันทึกที่สุดในโลกเล่มนั้นงานนั้นเล่นเอาท่านอาจารย์เสม พริ้งพวงแก้ว สร้างความใจหายใจคว่ำให้แก่ลูกๆ ทั่วประเทศ ด้วยห่วงว่าท่านจะเกิดอาการไม่สบายขึ้นมาอย่างกระทันหัน โชคดีว่าไม่เป็นอะไร  แต่เบื้องลึกของงานดังกล่าวคือเสื้อเหลืองถูกแจกจ่ายไปโดยกะเกณฑ์กันให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมกันไปเต้นกันให้มากๆ  ทั้งๆ ที่คนเต้นจำนวนไม่น้อยเกิดมาในชีวิตก็ไม่เคยออกกำลังกายเลย แต่ไปเพราะใจที่ถูกกะเกณฑ์และไปเพราะมีเสื้อเหลืองบังคับอยู่
           มาในวันนี้เสื้อสีเหลืองถูกเปลี่ยนมือ เปลี่ยนสถานที่สวมไปอยู่แถวสวนลุมพินีเสียแล้ว นั่นแสดงถึงความเป็นอนิจจังของสรรพสิ่ง แต่เหนือสิ่งอื่นใด พฤติกรรมเต้นแอโรบิกหมู่สะท้อนถึงความเห่อตามสมัยนิยมไปอย่างนั้นเอง
            คนอีกจำนวนหนึ่ง เข้าฟิตเนสอย่างไม่รู้จักจุดมุ่งหมายของฟิตเนสให้ดีพอ คิดแต่จะไปวิ่งลดน้ำหนัก บางทีอาจเสียเงินแล้วอาจเสียสุขภาพก็ได้
            ก่อนอื่นคำว่าฟิตเนสมีความหมายกว้างไกลกว่าการวิ่งสายพานหรือเล่นลูกน้ำหนัก เพราะฟิตเนสหมายถึงความแข็งแรงของร่างกาย ซึ่ง Garry Null และ Martin Feldman ได้ให้คำนิยามไว้ว่า Fitness ในโลกยุคปัจจุบันประกอบด้วย 3 ประการคือ

            1. Cardio-vascular Fitness ความแข็งแรงของหัวใจหลอดเลือด
            2. Immunity Fitness ความแข็งแรงของภูมิต้านทาน
            3. Anti-oxidant Fitness ความแข็งแรงของการล้างพิษอนุมูลอิสระ

            ความแข็งแรงทั้ง 3 ประการจะเกิดขึ้นได้ ต้องประกอบด้วยการออกกำลังกายที่เหมาะสม  ออกกำลังกายแอโรบิกส์ที่ 60% Maximum heart rate  ในระดับดังกล่าวจะได้ทั้งการฝึกฝนหัวใจหลอดเลือดเข้าสู่ภาวะแอโรบิกส์  ขณะเดียวกันอนุมูลอิสระก็เกิดขึ้นไม่มากไม่น้อย โดยอนุมูลอิสระจำนวนพอเหมาะจะกระตุ้นภูมิต้านทานให้แข็งแรงพอดิบพอดี  ถ้าออกกำลังมากไปกว่านั้น อนุมูลอิสระจะเกิดขึ้นล้นเกิน ทำให้ภูมิต้านทานลดต่ำ และเป็นเหตุให้ร่างกายสึกหรอเพิ่มขึ้นอีกด้วย
            นอกจากออกกำลังกายแล้ว ผู้ออกกำลังกายยังต้องรู้จักการกินอาหารที่เหมาะสม กินผักผลไม้ให้มากเพื่อลดอนุมูลอิสระ ถ้ากินได้มากเพียงพอ คือ 5 ส่วนบริโภคต่อวัน ก็จะได้สารต้านอนุมูลอิสระเพียงพอโดยไม่ต้องกินวิตามินชนิดเม็ดแต่ประการใด
            การออกกำลังกายยังต้องกระทำทั้งทางร่างกายและทางจิตด้วย  การออกกำลังทางจิตทำได้โดยฝึกลมหายใจ ฝึกลมหายใจให้ยาวจนถึงระดับ 6 ครั้ง/นาที จะนำจิตเข้าสู่ภาวะสงบนิ่งหรือสมาธิ

การเข้าฟิตเนสนั้นดีอยู่ แต่ควรสนใจใช้อย่างมีคุณภาพดังนี้

      1.ออกกำลังกายตามความสามารถของตนไม่ใช่เร่งตัวเองไปตามแรงเชียร์ของพนักงาน  ปัจจุบัน ฟิตเนสส่วนหนึ่งจ้างพนักงานโดยจ่ายตามเปอร์เซ็นต์ที่พนักงานคนนั้นเรียกได้จากลูกค้า  จึงเกิดการ "เชียร์แขก" กันสุดขั้วไปข้างหนึ่ง หลายคนกล้ามเนื้อฉีก เอ็นอักเสบ แล้วกลายเป็นจุดอ่อนไม่สามารถออกกำลังกายหนักได้อีกตลอดชีวิต
      2.ฟิตเนสมิได้มีไว้ลดน้ำหนักสถานเดียว ต่อให้วิ่งจนลิ้นห้อย อาจเผาพลังงานไปเพียง 120-150 กิโลแคลอรีด้วยเวลาประมาณ 30 นาที ซึ่งเท่ากับข้าวต้มหมูชามเดียว ใครที่กินราดหน้าก็ต้องวิ่งถึง 45-60 นาทีโดยประมาณ วิ่งสายพานอย่างเดียวจึงไม่ใช่สรณะของการลดน้ำหนัก ต้องปฏิบัติอย่างองค์รวม และผู้ประกอบการฟิตเนสก็ควรแสวงหาความรู้และแนวทางปฏิบัติอย่างองค์รวมเพื่อลูกค้าของตน
      3.อุตส่าห์เสียเงินสมัครฟิตเนสแล้ว ก็ควรใช้อย่างสม่ำเสมอ กว่าร้อยละ 80 ของสมาชิกฟิตเนสมักเห่อประเดี๋ยวประด๋าว ใช้เพียงไม่กี่ครั้งก็ทิ้งเงินไป  นี่คือบริโภคนิยมอีกแบบหนึ่งที่ไม่น่านิยม เสียทั้งเงินแถมไม่ได้สุขภาพที่ดีอะไรกลับมานอกจากบัตรหนึ่งใบที่ได้ชื่อว่าเป็นสมาชิกฟิตเนส

กับดักสุขภาพ ประการที่ 9

สวนกาแฟ แก้ได้ทุกโรค

            คนไทยเห่ออะไรกันง่ายๆ โดยทำตามกันเป็นกระแส จึงมักจะสุดขั้วไปทางใดทางหนึ่ง เรื่องการสวนกาแฟก็เช่นเดียวกัน เกิดเสียงร่ำลือกันว่า สวนกาแฟทำให้ผอมจากคำให้การของดารานางแบบคนหนึ่ง จากนั้นกระแสสวนกาแฟก็เบ่งบาน
            แทนที่จะเป็นเรื่องดี กลับทำให้การสวนกาแฟกลายเป็นเรื่องตลกร้ายทางสุขภาพมาตลอดปี คือ สวนกาแฟผิดวัตถุประสงค์ เข้าใจว่าสวนเพื่อลดความอ้วน สวนเพื่อแก้ท้องผูก บางคนใช้กาแฟเกินพิกัด สวนแล้วตาสว่างไม่ได้หลับไม่ได้นอนทั้งคืน บ้างก็สวนพร่ำเพรื่อจนกลายเป็นการเสพติดการสวนกาแฟ แถมเมื่อเกิดอาการมือสั่น ใจสั่นหลังสวนกาแฟ ยังไปร่ำลือผิดๆว่า เป็นเพราะกาแฟกำลังช่วยให้เกิดการ ดีท็อกซ์อยู่ หารู้ไม่ว่านั่นคือ อาการต้องพิษกาแฟ บางคนสวนแล้วสวนอีกวันละ 2-3 ครั้ง ก็กลับสนับสนุนกันไปใหญ่
            ที่จริงการที่คนเหล่านั้นต้องสวนบ่อยมากเพราะเกิดอาการเสี้ยนยา เพราะเสพติดกาแฟทางก้นนั่นเอง   การสวนกาแฟเป็นเทคนิคดีๆ ของการแพทย์แผนธรรมชาติประการหนึ่งที่เอื้ออำนวยแก่กระบวนการล้างพิษจากร่างกาย โดยอาศัยคาเฟอีนที่ดูดซึมจากลำไส้ใหญ่ผ่านเข้าสู่ตับ ไปกระตุ้นให้ตับขับพิษได้ดีขึ้น
            แต่ต้องรู้ว่า การสวนกาแฟไม่ใช่ยาครอบจักรวาลที่จะบำบัดสารพัดโรค และยิ่งไม่ใช่กรรมวิธีเพื่อการลดน้ำหนัก หรือแม้กระทั่งถือเป็นสรณะในการรักษาอาการท้องผูก

ข้อบ่งชี้ของการสวนกาแฟ

- ใช้คู่กับการอดเพื่อสุขภาพ ช่วยล้างพิษจากร่างกายให้ดีขึ้น
- สำหรับคนที่ถูกพิษมาเฉียบพลัน เช่น ผงชูรส ควันรถยนต์ ควันบุหรี่
- รักษาภูมิแพ้ ไมเกรน ภูมิเพี้ยน เช่น SLE รูมาตอยด์ หอบหืด
- อาการที่แสดงถึงภาวะสะสมสารพิษในร่างกาย
- ผู้ป่วยมะเร็ง เพื่อลดสารก่อไข้ที่ก้อนมะเร็งซึมซ่านออกมา ช่วยลดผลข้างเคียงของเคมีและรังสีบำบัด

สวนกาแฟผิด ...คิดไปอีกนาน

อันตรายของการสวนกาแฟไม่ถูกวิธีคือ

      - ติดเชื้อจากการใช้อุปกรณ์ประเภทถุงพลาสติกที่อมคราบความชื้นอยู่ภายใน
      - ต้องพิษกาแฟเพราะใช้กาแฟมากเกินไป ใช้ถึงครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ พิษเฉียบพลันทำให้ใจสั่น พิษระยะยาวทำให้เสพติดกาแฟ และอาจทำให้ตับทำงานหนักจนเกินขอบเขต
      - เสียเวลาต้มกาแฟ
      - อันตรายจากน้ำร้อนลวกลำไส้เนื่องจากการใช้กาแฟชนิดต้ม และเนื่องจากการใช้ถุงสวน ถุงที่เป็นพลาสติกเป็นฉนวนกั้นความร้อน ทำให้เมื่อสัมผัสภายนอกแล้ว ไม่รู้อุณหภูมิที่แท้จริงของน้ำในถุง คนที่ถูกน้ำร้อนลวกลำไส้จะมีอาการต่อไปนี้คือ ปวดมวนท้อง, ปวดถ่วงอยากถ่าย, ถ่ายเป็นมูก บางคนถ่ายหลายครั้งติดกัน
      - การสวนกาแฟในคนที่ร่างกายมีสารต้านอนุมูลอิสระไม่เพียงพอ เช่น วัยรุ่นที่กินแต่อาหารขยะแล้วสวนกาแฟตามแฟชั่น จะเกิดอาการคั่งพิษในตับ เกิดอาการเปลี้ยเพลีย มึนหัว การสวนกาแฟจึงพึงสงวนไว้ใช้ในหมู่ผู้รักสุขภาพเท่านั้น วัยรุ่นกินแต่ Junk food จึงไม่ควรมาสวนกาแฟให้เสียสถาบัน
         เพื่อป้องกันปัญหาคั่งพิษในตับ ก่อนสวนจึงควรกินขมิ้นชัน 5 เม็ดลูกกลอน (หรือ 3 แคปซูล) ร่วมกับโสม 1 เม็ด

ใครบ้างไม่ควรสวนกาแฟ

- เด็กวัยเจริญเติบโต
- หญิงมีครรภ์
- ผู้แพ้กาแฟ จะเกิดอาการปวดมวนท้อง
- ผู้ที่ความดันเลือดสูงวิกฤต และยังควบคุมไม่ได้ เช่นสูงเกิน 160/100 มม.ปรอท
- ผู้ที่เพิ่งผ่าตัดลำไส้มายังไม่ถึง 1 เดือน ควรรอให้รอยผ่าตัดลำไส้ได้สมานคืนดีๆเสียก่อน
- ผู้ที่ถูกฉายรังสีบริเวณท้องน้อย เยื่อบุลำไส้อาจได้รับผลกระทบทำให้มีความระคายเคือง    มากอยู่แล้ว

อุปกรณ์การสวน ...ข้อพึงสังวรณ์

- ชุดสวนแบบถุงพลาสติก อาจมีอันตรายจากความชื้นที่หมักหมม ทำให้เกิดเชื้อรา
- ชุดสวนแบบเป็นกระเป๋าน้ำร้อนดัดแปลง อาจมีสารโลหะหนักหลุดออกมาจากเนื้อยางเข้าสู่ลำไส้
- ชุดสวนที่ทำจากขวดน้ำพลาสติกใสๆ (ขวดPET) เคยมีข่าวส่งกันทางอินเตอร์เนต พบว่าเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งใช้ขวด PET กรอกน้ำดื่ม เพื่อใช้ซ้ำๆ ในภายหลังเด็กคนนี้เสียชีวิตไปโดยไม่ทราบสาเหตุ
การใช้ขวด PET จึงมีข้อพึงสังวรณ์
- ชุดสวนมาตรฐานแบบสเตนเลส ล้างทำความสะอาดให้แห้งได้ ใช้ได้ทนทานตลอดชีพ
- ชุดสวนมาตรฐานแบบพลาสติก ล้างทำความสะอาดให้แห้งได้ เบาสบาย พกสะดวก โปร่งใสสามารถกะปริมาณน้ำกาแฟได้

กาแฟใช้สวน...อย่างไหนเหมาะหรือไม่เหมาะ

- กาแฟบดธรรมชาติซองละ 2 ช้อนโต๊ะ ต้องต้มเสียเวลา และมัก Overdose เพราะปกติคนเราชงกาแฟเพียงครั้งละ 1 ช้อนชา การใช้ครั้งละซองคือ 1 ช้อนโต๊ะเสี่ยงที่จะเกิดการต้องพิษกาแฟ
- กาแฟผงธรรมดา ซองละ 2 ช้อนโต๊ะ ใช้แช่น้ำร้อน ยิ่งคุมโด๊สได้ลำบาก
- ปัจจุบันมี 'แฟสวน ชนิดใหม่ สำเร็จรูปชนิดซองละ 2.5 กรัม ใช้สะดวก ใช้น้ำอุ่นอาบน้ำธรรมดาละลายน้ำใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องต้ม

สวนกาแฟต้องต่อย Vitamin B ใส่ลงไปหรือไม่
            คนเราจะทำอะไรก็ต้องหาความรู้และใช้อย่างสมเหตุผล ใครที่ทำเช่นนั้นเคยถามเจ้าของตำรับหรือไม่ว่าต่อยลงไปเพื่ออะไร ถ้าจะบอกว่าเพื่อให้ดูดซึมไปให้ตับได้ใช้   ปัญหามีอยู่ว่าวิตามินบีที่ทางเภสัชกรรมเขาทำไว้สำหรับฉีด เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่ายาหลอดนั้นจะมีอัตราการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทางลำไส้ใหญ่ได้ขนาดไหน และเมื่อมันถูกเจือจางอยู่ในน้ำทั้ง 1 ลิตร จะมีโอกาสสัมผัสลำไส้เพื่อดูดซึมได้เพียงใด เพราะบางคนกลั้นไว้ได้ครู่เดียวก็ต้องลุกขึ้นถ่ายทิ้งเสียแล้ว ก็เหมือนเอาวิตามินบีมากลั้วคอแล้วบ้วนทิ้งจะมีประโยชน์อะไร   ถ้าต้องการวิตามินบีก็ใช้ชนิดเม็ดกินเข้าไปทางปาก ทางเภสัชกรรมทำไว้พร้อมสำหรับการดูดซึมทางกระเพาะอยู่แล้ว แถมถูกสตางค์กว่ากันมากมาย

การต่อยวิตามินบีใส่น้ำกาแฟเพื่อสวน ก็เป็นเพียงการ ทำเท่ ประการหนึ่งเท่านั้น

กับดักสุขภาพประการที่ 10

กินอาหาร 5 หมู่ อาจป่วยง่าย ตายเร็ว

            คำว่า "กินอาหารให้ครบ 5 หมู่" ดูเหมือนจะกลายเป็นป้ายโฆษณา ที่ใครต่อใครซึ่งสอนคนให้สุขภาพดีจะต้องแขวนไว้ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว เนื้อหาของคำว่ากินอาหาร 5 หมู่เกือบจะไม่ต่างไปกับ "เชิญกินไปตามสบาย ปล่อยให้สุขภาพเป็นไปตามยถากรรม"

มีใครบ้างในสมัยนี้ไม่กินอาหาร 5 หมู่  ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ว่ากินอย่างไหนในสัดส่วนเท่าไหร่ต่างหากเล่า

            ความเป็นมาของการชูคำขวัญ "กินอาหารให้ครบ 5 หมู่"  มีประวัติความเป็นมาที่เข้าใจได้ กล่าวคือสมัยที่ประเทศไทยยังด้อยพัฒนา คนบ้านนอกยังมีอาหารไม่พอกิน แถมมีความเชื่อเรื่องห้ามกินของแสลง เช่น หญิงหลังคลอดให้กินแต่ข้าวกับเกลือ  จึงบังเกิดผลให้คนไทยขาดอาหาร เด็กเล็กมีอาการพุงโรก้นปอด บ้างก็ตัวบวม ขาดทั้งแคลอรีทั้งโปรตีน บ้างขาดวิตามิน ป่วยเป็นโรคเหน็บชา ตาบอดกลางคืน ลักปิดลักเปิด ด้วยเหตุฉะนี้จึงมีความจำเป็นในสมัยนั้นที่จะต้องระดมให้คนไทยกินโปรตีน และอาหารอุดมวิตามินเพิ่มขึ้น ครั้นจะเน้นแต่สารอาหารอย่างหนึ่งอย่างใดเพียงชนิดเดียวย่อมไม่ถูกต้อง จึงเกิดเป็นคำขวัญให้คนไทย  นั่นเป็นคำขวัญที่สอดคล้องกับยุคสมัยที่คนไทยส่วนข้างมากป่วยเป็นโรคขาดอาหาร
            ทีนี้พอสังคมเปลี่ยนไป การพัฒนาประเทศทำให้เราผลิตอาหารจนส่งออกไปเลี้ยงคนทั่วโลก เรากลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ การค้าพาณิชย์เจริญขึ้น เกิดศูนย์การค้า เกิดอาหารสำเร็จรูป เกิด food center  แล้วก็เกิดค่านิยมแบบบริโภคนิยม กินกันไม่อั้น เวลาพบปะสังสรรค์ก็เจอกันที่ร้านอาหาร การเจรจาธุรกิจบางทีก็อาศัยโต๊ะอาหารเป็นที่เจรจา อาการป่วยเจ็บด้วยบริโภคนิยมจึงตามมา ได้แก่โรคอ้วน ไขมันเลือดสูง ความดันเลือดสูง โรคหัวใจ ภูมิแพ้ แม้กระทั่งมะเร็ง และโรคสำคัญๆ กลุ่มนี้กลายเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆของประเทศที่เจริญแล้ว ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย
            การยังคงมุ่งชูแต่คำขวัญ "กินอาหารให้ครบ 5 หมู่" จึงไม่น่าจะสอดคล้องกับปัญหาสุขภาพแห่งยุคสมัยอีกต่อไป เพราะนักธุรกิจกินสเต็กเนื้อสัน นายห้างกินโต๊ะจีน วัยรุ่นกินฟ๊าสต์ฟู้ด ชาวหอกินบะหมี่ซอง ต่างก็คิดว่าตนเองกำลังกินอาหาร 5 หมู่กันทั้งนั้น แต่แท้ที่จริงแล้ว พฤติกรรมดังกล่าวล้วนนำพาพวกเขาไปสู่ภาวะ "ป่วยง่าย ตายเร็ว"
            เหตุการณ์เช่นนี้มิได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาก่อนหน้านี้ประมาณ 15-20 ปี และนั่นเป็นสาเหตุให้ชาวอเมริกันตื่นเต้นกันมากที่มีชาวตะวันออกบางคน เข้าไปในอเมริกาบอกให้กินอาหารแนวอื่น ที่หักหัวเลี้ยวความเชื่อของชาวตะวันตก แต่กลับทำให้สุขภาพดี เช่นแล้วบอกให้กินสาหร่ายกินปลา กินเต้าหู้ นั่นคือความโด่งดังของอาหารแม็คโครไบโอติกส์ โดยมิชิโอ คูชิ ชาวอินเดียอีกบางคน เช่นมหาริชชี มเหสโยคะได้ไปโน้มนำอเมริกันให้กินมังสวิรัติ ฝึกโยคะ นั่งสมาธิ ก็เป็นที่ต้อนรับ จนกระทั่งเกิดผู้นำสุขภาพคนอื่นๆเช่น นอร์แมน วอล์กเกอร์ แอน วิคมอร์ โรเบิร์ต เกรย์ เลสลี เคนตัน ซึ่งเสนอกินเพิ่มผักผลไม้ในมื้ออาหารกระทั่งการอดเพื่อสุขภาพ เพื่อล้างพิษจากร่างกาย แพทย์อีกหลายคนในอเมริกา เช่น นพ.ดีน ออร์นิช นพ.ดีภักดิ์ ชูพระ นพ.แอนดรู ไวล์ เสนอหนทางสุขภาพอันหลากหลายซึ่งแตกความคิดไปจากการกินอาหาร 5 หมู่ แต่กลับพิสูจน์ว่ามิเพียงป้องกันโรค แต่รักษาโรคได้ด้วยซ้ำ
            ในที่สุด สถาบันสุขภาพแห่งชาติอเมริกันหรือกระทรวงสาธารณสุขของเขาก็ทนไม่ไหว จึงลุกขึ้นมาเสนอหลักชั่งตวงวัดปริมาณอาหารแต่ละหมู่เพื่อสุขภาพ อย่างแคเธอรีน โวเตกีเสนอให้กินผักสดผลไม้ให้ได้ 5 ส่วนบริโภคต่อวัน เพื่อจะได้รับสารต้านอนุมูลอิสระเพียงพอเพื่อป้องกันโรคเสื่อม ความคิดใหม่ๆ เหล่านี้ทำให้คำขวัญที่ว่า "กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อสุขภาพดี" เสื่อมความหมายลง
            ท่านผู้อ่านลองตรองดูง่ายๆ ก็ได้ว่า ตัวเราเองอาจกินอาหารครบ 5 หมู่ แต่กินไปกินมา ทำไมเกิดโรคไขมันเลือดสูงขึ้นได้  คุณพ่อของเรา กินอาหารก็ครบ 5 หมู่ แต่กินไปกินมาทำไมกลายเป็นโรคหัวใจได้ล่ะ  คุณแม่ของเรากินอาหารครบ 5 หมู่เหมือนกัน แต่ตอนนี้ก็กลายเป็นเบาหวานไปซะแล้ว ส่วนคุณลุงข้างบ้าน ก็ท่องจำการจำแนกอาหาร 5 หมู่จนขึ้นใจ แต่กินไปกินมา ไหวกลายเป็นมะเร็งไปซะแล้ว  แสดงว่า "การกินอาหารครบ 5 หมู่" ไม่ได้ช่วยให้คนเราสุขภาพดีอย่างแท้จริง
            ดร.เจ ฟฟรี บรานด์ ผู้นำสุขภาพอีกคนหนึ่งในสหรัฐอเมริกาเคยมาบรรยายที่เมืองไทยเมื่อ 7 ปีก่อน เขาบรรยายท่ามกลางแพทย์พยาบาลทั้งหลายว่า "ขอโทษทีเถอะครับ ถ้าผมจำต้องกล่าวว่า คำว่ากินอาหารครบ 5 หมู่นั้น ไม่เป็นที่พูดถึงกันอีกต่อไปแล้วในสหรัฐอเมริกา แต่ทุกวันนี้ชาวอเมริกันกำลังพูดถึง functional food ต่างหาก"
            Functional food
            หมายถึงสิ่งที่กินเข้าไปแล้ว เกิดผลมีปฏิสัมพันธ์กับร่างกายทำให้เกิดการบำบัดโรค  อาหาร functional food เป็นอาหารที่อุดมด้วยผัก ผลไม้ ซึ่งมีแอนติออกซิแดนต์ในความเข้มข้นสูง แถมพืชผักอีกหลายตัวยังมีสารกลุ่มใหม่ที่เรียกว่า phyto-nutrient ซึ่งกินเข้าไปแล้ว เข้าไปออกฤทธิ์ 3 ประการกับร่างกาย
         1.เป็น immuno stimulator กระตุ้นภูมิต้านทานของร่างกาย
        2.เป็น cancer blocker ยับยั้งการออกฤทธิ์ของสารก่อมะเร็ง
        3.เป็น anti mutagenic agent ป้องกันไม่ให้เซลล์ดีๆกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็ง


            ยุคสมัยนี้การกินอาหารเพื่อสุขภาพต้องกินให้สอดคล้องกับสภาพสุขภาพเฉพาะของแต่ละคนรวมเรียกว่า "อาหารธรรมชาติบำบัด" จำแนกได้ดังนี้คือ:
            1.สำหรับบุคคลทั่วไป การกินอยู่อย่างไทย ได้แก่กินข้าวกล้อง กินผัก กินปลา กินน้ำพริก ช่วยสร้างเสริมสุขภาพได้เป็นอย่างดี
            2.สำหรับคนอ้วน ไขมันเลือดสูง นอกจากกินอยู่อย่างไทยแล้ว ให้รู้จักการอดเพื่อสุขภาพเป็นระยะๆ เช่น อดล้างพิษ 10 วันทุก 6 เดือน สลับกับการอดล้างพิษ 1 วัน ทุก 1 หรือ 2 สัปดาห์ ช่วยลดความอ้วน ลดไขมันเลือดได้

วันเสาร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2556

คุณค่าถั่วเหลืองกับสุขภาพไทย(6)

ถั่วเหลืองและไข่ไก่ แหล่งอาหารอันอุดมสำหรับเด็ก


          มาถึงประเด็นอาหารสำหรับเด็กไทยบ้าง  เป็นที่รู้กันว่า เด็กไทยในชนบทสมัยก่อนมีสภาพขาดโปรตีน บ้างก็ขาดวิตามินเอ อันเป็นเหตุให้เกิดปัญหาตาบอดกลางคืน  ลองพิจารณาอาหารที่จะสนองสารอาหารดังกล่าว  ตามตารางเปรียบเทียบตอนที่ (2) จะเห็นว่าวิตามินเอมีอยู่สูงอันดับต้นคือ ไข่แดง  ตัวเลขบอกเราว่าไข่ไก่มีวิตามินเอมากกว่านมวัวถึง 13 เท่าจึงเป็นแหล่งวิตามินเอที่ดี  ขณะเดียวกันไข่ไก่มีโปรตีนมากกว่านมวัว 3.8 เท่า  ด้วยเหตุนี้ ไข่ไก่จึงเป็นแหล่งอาหารสำหรับเด็กที่ดี
          ถ้าใครจำได้เวลาคุณหมอเด็กสอนแม่ให้ป้อนอาหารเมื่อทารกพอจะกินอาหารได้แล้ว อาหารอย่างแรกที่หมอแนะนำให้ก็คือ กล้วยขูดและไข่แดง
          ทีนี้แหล่งอาหารโปรตีนแหล่งที่สองก็คือ นมถั่วเหลือง  ดังที่ได้เปรียบเทียบแล้วว่านมวัว 1 แก้วให้โปรตีน 8.5 กรัม นมถั่วเหลือง 1 แก้วให้โปรตีน 7 กรัม  แต่นมถั่วเหลืองถูกกว่าในด้านราคาแถมมีไขมันประเภทที่ปลอดภัยกว่านมวัว  ไข่และถั่วเหลืองจึงเป็นอาหารพื้นถิ่นที่พึงเลือกสำหรับประเทศที่ยากจน
          ผมจำได้ว่า เมื่อจบแพทย์มาใหม่ๆ  ไปทำงานศูนย์การแพทย์และอนามัยในชนบท  เรารับทอดนโยบายจากกระทรวงไปส่งเสริม  หนึ่งคือ ออกอนามัยโรงเรียนไปส่งเสริมให้คุณครูโม่นมถั่วเหลืองแจกเด็กๆ ในโรงเรียน  สองคือ ส่งเสริมศูนย์เด็กก่อนวัยเรียน ให้พ่อแม่พาเด็กเล็กมาฝากดูแลในศูนย์ โดยให้ติดไข่ไก่มากินที่ศูนย์วันละ 1 ฟอง  นโยบายทั้งหมดเหล่านี้เลิกร้างไป สุดท้ายกลายเป็นนโยบายนมโรงเรียนทุกวันนี้
          อย่างไรก็ดี รัฐบาลนี้จะมีมติใหม่ๆ อันเกิดจากความบีบคั้นของชาวไร่ชาวนาในระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตลาดอยู่เรื่อย  เมื่อไข่ไก่ล้นตลาด รัฐบาลก็แนะนำส่งเสริมให้กินไข่ไก่แทนนมเพื่อช่วยเกษตรกรบ้าง  แต่ก็มีเสียงทักท้วงจากนักวิชาการโปรนมบางคนขึ้นมาทันที  ด้วยจุดยืนที่ว่า เด็กไทยถึงอย่างไรเสียก็ละทิ้งการดื่มนมไม่ได้  เพราะต้องการทั้งโปรตีนและแคลเซียม  ขณะที่ไข่ไก่สนองได้แต่โปรตีนแต่ก็เสี่ยงที่จะมีคอเลสเตอรอลมากเกิน
          แท้จริงกำลังมีความรู้ใหม่ที่พลิกผันความเชื่อเรื่องการควบคุมคอเลสเตอรอลในอาหาร และการป้องกันโรคหัวใจในปลายสุดของศตวรรษที่ 20 จนตีพิมพ์เป็นข่าวใหญ่ในนิตยสาร Time เมื่อกันยายน 1999
ความรู้ใหม่ว่าด้วยคอเลสเตอรอลและโรคหัวใจเริ่มเปลี่ยนไป 2 ประเด็นหลักดังนี้
          หนึ่งคือ นักวิทยาศาสตร์เริ่มเจอว่าปริมาณการกินคอเลสเตอรอลอาจะไม่สัมพันธ์กับระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
          สองคือ การเกิดโรคหัวใจมีปัจจัยอื่นมากำหนด ไม่ใช่แต่เพียงเรื่องของระดับคอเลสเตอรอลสูงแต่ประการเดียว
          คำตอบสำหรับข้อที่หนึ่งมีว่า แท้ที่จริงแล้ว ปริมาณคอเลสเตอรอลที่คนเรากินในแต่ละวันไม่จำเป็นว่าจะเป็นตัวกำหนดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดของคนนั้นๆ เสมอไป  กว่าร้อยละ 80-90 ของคอเลสเตอรอลของร่างกายเราผลิตออกมาเอง  ตับของเราเป็นทั้งตัวโรงงานผลิตและเป็นตัวดูดซับคอเลสเตอรอลในเลือดเอาไปใช้
          กลไกตรงนี้เป็นอย่างนี้ครับ เมื่อเรากินอาหารที่มีคอเลสเตอรอลเข้าไป จะถูกส่งไปตามหลอดเลือดในรูปของ LDL Cholesterol แล้วส่งไปที่ตับเพื่อเก็บเอาไปเป็นวัตถุดิบสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ สร้างฮอร์โมนทั้งเพศชายเพศหญิง และฮอร์โมนสตีรอยด์
          แต่ถ้าในร่างกายของเรามีสารอนุมูลอิสระอยู่เยอะ มันจะออกซิไดซ์เจ้า LDL Cholesterol ให้เสียรูปร่างไป ทำให้ตับไม่สามารถจับได้ Oxidised LDL ไปใช้ได้ ก็เกิดภาวะคอเลสเตอรอลสูง  นี่คือปัจจัยแรก คือร่างกายมีอนุมูลอิสระมากเกินไป
          ปัจจัยต่อมายังอยู่ที่สมรรถนะของตับเอง  ในคนสูงอายุ มักพบว่ามีระดับคอเลสเตอรอลสูงลอยๆ อยู่  นั่นเป็นเพราะตับเริ่มเสื่อมสมรรถนะจึงอาจดูดซับคอเลสเตอรอลจากเลือดไปใช้ไม่ทัน คอเลสเตอรอลก็สูงได้
          ในคนอีกกลุ่มหนึ่งมียีนที่ผิดปกติ ทำให้มีคอเลสเตอรอลสูงได้เช่นกัน  เหล่านี้เป็นปัจจัยชี้ขาดมากกว่าคอเลสเตอรอลในอาหาร
          ความรู้ใหม่ตรงนี้จึงบอกเราว่า เป้าหมายใหม่ในการมีสุขภาพดีคือ การควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ไม่ใช่การจำกัดจำเขี่ยคอเลสเตอรอลในอาหาร
         คำตอบข้อที่สอง สิ่งที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจเดี๋ยวนี้เจออีกมาก เช่น เรื่องของการมีสารโฮโมซิสเตอีนในเลือดมากผิดปกติ  สารตัวนี้ทำให้เซลล์ในหลอดเลือดแบ่งตัวมากผิดปกติ  การอุดตันหลอดเลือดมีปัจจัยทางพันธุกรรม  ยาบางอย่างเช่น โคเลสไทรามีน ซึ่งเป็นยาใช้ลดไขมันในเลือด  กินมากๆ เข้า แม้จะลดคอเลสเตอรอลได้ แต่กลับไปคั่งสารโฮโมซีสเตอีน ทำให้หัวใจกำเริบไปเสีย
          อีกปัจจัยหนึ่งคือ เรื่องอาหาร  คนที่ขาดโฟเลต บี6 และบี12 จะทำให้คั่งโฮโมซิสเตอีน  ผลก็คือจะป้องกันกรณีนี้ได้  ให้กินตับ ไข่ น้ำปลา ก็ได้ปี 12  ถ้ากินข้าวกล้อง ถั่วเหลือง ไข่ ก็ได้ปี6  ถ้ากินผักใบเขียว ฟักทอง ถั่ว ไข่ ตับ ก็ได้กรดโฟลิก  ตรงนี้จะเห็นได้ว่า การกินถั่วกินไข่กลับป้องกันโรคหัวใจได้
          ความรู้ใหม่ยังพบอีกว่า ตัวการร้ายที่ก่อโรคหัวใจยังมีเรื่องของ ไขมันไตรกลีเซอไรด์  ซึ่งประกอบด้วยกรดไขมันสามตัวจับกัน  ไตรกลีเซอไรด์ถ้าสูงเกินไปจะอุดหลอดเลือดได้  แถมที่ร้ายกว่านั้นก็คือกรดไขมันอิ่มตัวต่างหาก  ถ้ากินเข้าไปมากๆ แล้วจะทำให้คอเลสเตอรอลในเลือดสูงได้
          ทีนี้ถ้ามาไล่เลียงอาหารอะไรเล่าที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง นั่นก็ได้แก่ น้ำมันจากสัตว์ เนื้อแดง นมเนยนั่นเอง  ส่วนไข่นั้นเป็นอาหารที่แม้มีคอเลสเตอรอลสูง แต่กลับไม่ค่อยมีกรดไขมันอิ่มตัว
          เหตุนี้ ผู้ร้ายทางอาหารจึงพลิกผันจากไข่กลับมาเป็นนมเนย ซึ่งเป็นแหล่งของกรดไขมันอิ่มตัวในอาหารตะวันตก
          ถึงตรงนี้จึงสมควรไหมเล่า ที่เด็กไทยในเวลานี้ควรจะได้รับการส่งเสริมให้กินไข่ กินนมถั่วเหลืองหรือผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองซะบ้างแทนการดื่มนมวัวตะพึดตะพือไป
          เรื่องของเด็กไทยถ้าไม่ดื่มนมจะขาดแคลเซียม ผมไม่ทราบว่าเราพากันเชื่อในเรื่องนี้ได้อย่างไร เพราะโดยภาพรวมแล้ว เด็กไทยรุ่นปู่รุ่นย่าที่โตจนเข้าวัยชราในปัจจุบันยังมีอัตรากระดูกพรุนน้อยกว่าฝรั่งตั้ง 10 เท่า  โดยที่พวกเขาไม่ได้ดื่มนมมาแต่อ้อนแต่ออกหลังจากละจากอกคุณยายทวด แล้วดูซิว่าคนรุ่นเก่าท่านตัวเตี้ยตัวเล็กหรือเปล่า
          ใครอยากรู้ ผมท้าให้เข้าไปพิพิธภัณฑ์ชมพระแสงดาบค่าย  คุณคิดไหมว่าพระวรกายของสมเด็จพระนเรศวรต้องล่ำสันใหญ่โตขนาดไหนจึงทรงดาบพระแสงดาบเล่มขนาดนั้นได้  แล้วลองเหลียวดูหอกดาบ โล่เขนที่ไพร่ราบรุ่นบรรพบุรุษใช้กำมั่นในสองมือ กอบกู้บ้านเมืองจนเป็นประเทศไทยอย่างทุกวันนี้บ้าง มันเล่มใหญ่น้อยไปหน่อยหรือ  ถ้าบรรพบุรุษไทยเราตัวเตี้ยตัวเล็ก จะหยิบดาบจับหอกเหล่านั้นได้อย่างไร
          แล้วบรรพบุรุษเหล่านี้ขาดแคลเซียมเพราะไม่ได้ดื่มนมวัวหรือเปล่า ก็เปล่าทั้งสิ้น  แต่พวกเขากินกุ้งเล็กปลาน้อย ปลากรอบ กะปิ ถั่วเหลือง ถั่วแดง เต้าหู้และผักต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งแคลเซียมในอาหารไทย
          ถึงตรงนี้บริษัทนมและนักวิชาการโปรนมก็กล่าวอีกว่า "ถึงอาหารไทยจะมีแคลเซียมมากก็เถอะ แต่ว่าถึงการดูดซึมแล้ว แคลเซียมในนมนั่นแหละพร้อมแก่การดูดซึมได้ดีที่สุด"  พูดง่ายๆ ว่าถึงอย่างไรก็ขอกอดนมไว้ก่อน  เรื่องนี้งานวิจัยล่าสุดโดย ศ.น.พ.รัชตะ รัชตะนาวิน คณะแพทยศาสตร์ ร.พ.รามาธิบดี เปิดเผยออกมาแล้วครับว่า แท้ที่จริงเมื่อทำวิจัยเปรียบเทียบผลของการดูดซึมแคลเซียมจากนมและการดูดซึมจากแหล่งอื่นเช่น เต้าหู้  ก็พบว่าดูดซึมได้ดีพอๆ กัน  แถมคุณหมอยังบอกอีกว่า คนไทยมีแสงแดดมากพอที่ทำให้เรามีวิตามินดีเหลือเฟือช่วยส่งเสริมการดูดซึมแคลเซียม  และการที่บริษัทนมพยายามเพิ่มระดับแคลเซียมที่คนเราต้องการขั้นต่ำในแต่ละวันจากเดิม 800 ม.ก./วัน ขึ้นไปเป็น 1,200 ม.ก./วันนั้น  คนไทยเราแค่ 800 ม.ก.ก็ถมเถไปแล้ว
          ใครที่มีจิตวิญญาณอันเสรี ใช้สติสัมปชัญญะตรองดูสักนิด ย่อมเห็นว่า คนไทยอยู่รอดได้เมื่อเรามีไข่ มีไก่ มีปลา มีถั่วและอาหารอื่นๆ ด้วยวิสัยการกินหลากหลายตามวิถีไทย เป็นคำตอบจากบรรพชนที่แบอยู่เบื้องหน้า
          น่าสงสารก็ที่ว่า นโยบายการแจกนมโรงเรียนได้ก่อให้เกิดระบบเผด็จการทางโภชนาการเข้าแล้วเพราะพ่อแม่ผู้รักสุขภาพหลายคนเกิดไม่อยากให้ลูกตนต้องเสี่ยงกับผลร้ายของการดื่มนม  บางคนเสนอต่อทางโรงเรียนขอดื่มเป็นนมถั่วเหลืองแทนหรือไม่ก็ขอสละสิทธิ์  นอกจากโรงเรียนจะไม่มีนมถั่วเหลืองเป็นทางเลือกให้เด็กแล้ว ยังยกเป็นปัญหาทำให้เด็กที่ไม่ดื่มนมนั้นกลายเป็นคนประหลาดในห้องเรียนอีกด้วย


ความรู้จากคอลัมน์ธรรมชาติบำบัด โดย น.พ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล, มติชนสุดสัปดาห์
 
Plantilla Minima modificada por Urworstenemy