Tales of Music and the Brain
หนังสือ Musicophilia ของ Oliver Sacks เล่าเรื่องอาการความจำเสื่อม (amnisia) ได้น่าสนใจ ทำให้เราเข้าใจอาการความจำเสื่อมและผู้ป่วยความจำเสื่อมได้มากขึ้นและชัดเจนขึ้นด้วยว่า ที่ว่าเสื่อมนั้นคืออะไรกันแน่ โอลิเวอร์ แซ็คส์ เป็นจิตแพทย์ เคยเขียนเกี่ยวกับผู้ป่วยโรคพาร์กินสันในเรื่อง Awakenings ที่สร้างเป็นภาพยนต์แสดงโดย โรบิน วิลเลียมส์และโรเบิร์ต เดอ นีโร
แซ็คส์เล่าเรื่องนักประพันธ์เพลงและวาทยากรชื่อ ไคลฟ์ ที่ป่วยด้วยไข้สมองอักเสบ หลังจากฟื้นไข้เขากลายเป็นคนความจำเสื่อม จำทั้งอดีตและเรื่องใหม่ๆ ไม่ได้ เขาใช้ชีวิตเช่นปกติไม่ได้จนต้องไปอาศัยอยู่ในสถาบันที่รับผู้พิการทางสมองเอาไว้ ไคลฟ์ลืมเนื้อหาหนังสือทันทีที่อ่าน เพียงพลิกหน้าถัดไปหรือกะพริบตา เขาจะถือหนังสือเล่มเดิมและบอกว่าเป็นหนังสือเล่มใหม่ ไคลฟ์จำภรรยาสุดที่รักไม่ได้ ซึ่งภรรยาเขายังคงดูแลใกล้ชิดตลอดเวลายี่สิบปีที่เขาป่วย ไปเยี่ยมเยียนสม่ำเสมอที่สถาบัน เขาจำอะไรเกี่ยวกับภรรยาไม่ได้เลย แต่รับรู้ได้ว่ามีความผูกพันบางประการ ไม่รู้ว่ามาเยี่ยมถี่แค่ไหนเพราะเขาลืมทุกอย่างทันทีที่เธอกลับไป ไม่เคยรับรู้ว่าเธอมาเยี่ยมเป็นพันๆ ครั้ง ไคลฟ์จะโทรมาหาและบอกว่าไม่ได้พบเธอนานแล้วอยากให้มาหาเร็วที่สุด เขาดีใจที่มีผู้หญิงคนนี้มาเยี่ยม เศร้าใจเมื่อหายไป ดีใจอีกเมื่อเธอโผล่หน้ามาที่ประตูอีกแม้ว่าจะไม่รู้ว่าเธอออกไปเมื่อไร "เขาอยู่กับคนแปลกหน้าในสถานที่ใหม่ตลอดเวลา" "ทุกครั้งที่ฉันไปหา เขาจะเข้ามาใกล้ชิด ซบฉันและร้องไห้"
เขายังช่วยเหลือตัวเองได้ในกิจวัตรประจำวันแต่ไม่รู้ว่าทำไปหรือยัง กินมื้อไหน แต่งตัวจะไปไหนหรือไม่ไปไหน ความจำเกี่ยวกับความหมายของคำ (Semantic memory) ต่างจากความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง (Explicit memory) และแตกต่างจากความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีตแต่ละช่วง (Episodic memory) การแพทย์พบว่าลำพัง Semantic memory ที่ไม่มี Explicit memory และ Episodic memory ร่วมด้วยนั้นแทบจะไม่สามารถพาชีวิตให้เดินไปอย่างมีจุดมุ่งหมายได้เลย เขาพูดได้แต่ถ้าถูกขัดจังหวะก็จะลืมและเปลี่ยนเรื่องพูดทุกครั้ง เขามักพูดคนเดียวและเปลี่ยนเรื่องไปได้เรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว ซึ่งสำคัญมากที่จะต้องรู้ว่าเขาพูดจาลักษณะนั้นเพราะความจำเสื่อม ไม่ใช่โรคจิต เพราะหากวินิจฉัยผิดและจ่ายยาโรคจิต จะทำให้อาการทรุดลงเนื่องจากฤทธิ์ข้างเคียงของยา
คำถามคือ ไคลฟ์จำผู้หญิงคนนี้ได้อย่างไร คำตอบคือ เขามีสิ่งที่เรียกว่า Emotional memory คือ ความจำเกี่ยวกับอารมณ์ เช่นเดียวกับทารกในทฤษฏีของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ ที่เชื่อว่าทารกจำเหตุการณ์ไม่ได้ก็จริง แต่มี Emotional memory ฝังลึกลงในจิตใต้สำนึกและจะกลายเป็นหางเสือคัดท้ายชีวิตที่เหลือในภายภาคหน้า ปัจจุบันเราเชื่อว่ามันฝังลงในส่วนที่ลึกที่สุดของบริเวณสมองที่เรียกว่าลิมบิก Limbic system ที่ที่ไม่มีโรคอะไรจะเข้าไปทำลายได้โดยง่าย
การทดลองที่มีชื่อเสียงทำโดยนายแพทย์ชาวสวิส ชื่อ Edouard Claparede ในปี 1911 เขาซ่อนเข็มไว้ในมือ แล้วเดินจับมือกับผู้ป่วยที่ความจำเสื่อมจากพิษเหล้า พบว่าผู้ป่วยเหล่านี้จำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่มีใครยอมจับมือกับเขาอีกเลย
ไคลฟ์ล้มป่วยเพียงไม่กี่ปีหลังแต่งงาน ความรักของคนทั้งสองดูดดื่มยังไม่จางและความหลงใหลในดนตรีของทั้งสองเป็นประสบการณ์ร่วมที่พิเศษอีกชั้นหนึ่ง นั่นทำให้ภรรยาเป็นคนสำคัญต่ออารมณ์ของไคลฟ์เสมอ ไคลฟ์สามารถสัมผัสกลิ่นกายของเธอในอดีตและผูกพันกับบรรยากาศแห่งความรักรอบตัวคนทั้งสองในเวลานั้นซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเวลาไหน
ที่น่าประหลาดใจมากที่สุดคือ ไคลฟ์ยังเล่นเปียโนหรือคีย์บอร์ดได้ไม่มีที่ติ เขาบรรเลงเพลงคลาสสิคที่ชอบได้เป็นเลิศไม่ผิดเพี้ยน และมีความสุขล้นเหลือกับการทำเช่นนั้นร่วมกับผู้หญิงคนนั้น
การเล่นดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของความจำที่เรียกว่า Implicit memory อาจแปลได้ว่าเป็นความทรงจำจากภายใน นักปรัชญาด้านดนตรีเชื่อว่า การได้ยินเสียงท่วงทำนองของดนตรีที่แท้ไม่ใช่ "ได้ยินท่วงทำนอง" (hearing of a melody) แต่เป็น "ได้ยินไปด้วยกันกับท่วงทำนอง" (hearing with memory) นั่นคือ ดนตรีไม่ใช่ของแปลกปลอม แต่ดำเนินไปด้วยกันกับชีวิตหรือตัวตนซึ่งภาษาทางจิตวิทยาเรียกว่า self ไคลฟ์สูญเสียความจำทั้งหมด แต่เขาไม่สูญเสียตัวตน คือ self
ไคลฟ์ ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต
มีเพียงปัจจุบัน ซึ่งหายไปได้ทุกเวลาแม้เพียงกะพริบตา
ดนตรีเป็นอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาอยู่กับปัจจุบันได้นาน
นี่คือชีวิตของคนที่ความจำเสื่อม
และความสำคัญของดนตรีที่มีต่อชีวิต
ความรู้ทางวิชาการ จาก โรคจิตที่รัก, ป่วยแค่กาย...แต่ใจยิ้ม
โดย น.พ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมองเสื่อม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมองเสื่อม แสดงบทความทั้งหมด
วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556
วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
สมองฝ่อ
รักษาแบบธรรมชาติบำบัด
คุณป้าประสบสุข เป็นโรคซึมเศร้าที่ลากยาวจนกลายเป็นโรคสมองฝ่อ แม้จะเป็นถึงอาจารย์ทางคณิตศาสตร์ ซึ่งน่าจะเป็นอาชีพที่ใช้สมองอย่างเจนจัด แต่เมื่อชีวิตพลิกผันจากวัยทอง ความผันผวนของฮอร์โมนในร่างกายก็ทำให้เธอเกิดอาการเศร้าซึม เธอต้องได้ยาประเภทระงับความซึมเศร้ามาตั้งแต่อายุ 56 ปี ต้องใช้ยาทางประสาทอยู่ถึง 3 ชนิดและอาการของเธอก็ไม่เห็นจะดีขึ้น ในปีท้าย ๆ อาการของเธอมากจนไม่สามารถจะทำงานได้อีกต่อไป ซึ่งก็ถึงเวลาเกษียณอายุพอดี จึงได้ออกจากงานมาอยู่บ้านเฉย ๆ กินข้าวแล้วก็กินยา ส่วนลูก ๆ ต้องไปทำงานนอกบ้านกันหมด เธอจึงต้องอยู่บ้านคนเดียวโดยอาศัยเด็กรับใช้คนหนึ่งมาอยู่เป็นเพื่อน เมื่อไม่มีอะไรจะสื่อภาษาถึงกัน กิจวัตรของเธอก็คือ นอน... กับนอน สำหรับเรื่องขับถ่ายนั้นไม่ต้องพูดถึง เนื่องจากยาแก้ซึมเศร้ามีฤทธิ์กดการทำงานของลำไส้ เป็นผลให้เธอกลายเป็นโรคท้องผูกเรื้อรัง สัก 3-4 วันจึงถ่ายสักครั้ง บางทีต้องเอานิ้วล้วงจึงจะถ่าย แรก ๆ ก็ดูแลตัวเองได้ แต่ท้ายที่สุดก็ต้องให้ลูก ๆ ทำให้ หารู้ไม่ว่าการหมักหมมของภาวะที่ถ่ายไม่ออกนั้น เศษซากของอุจจาระในลำไส้ได้ถูกดูดซึมสารเสียกลับเข้าตัว และเป็นเหตุลากยาวให้สมองเสื่อมลงไปอีก เกิดโรคสมองฝ่อและเกิดพาร์กินสันตามมาอีกโรคหนึ่ง
เผลอแผล็บเดียว เวลาผ่านไป 10 ปี สังขารของเธอที่เหลืออยู่ด้วยวัยเพียง 66 ปี ซึ่งพี่น้องที่คลานตามกันมายังกระฉับกระเฉง แต่เธอมีสภาพเหมือนต้นผักที่นอนหายใจรวยริน ดวงตามีแต่ไร้แวว ใบหน้าที่ไร้อารมณ์ นอกจากนอนแล้ว ลูก ๆ และเด็กรับใช้จะขยับตัวเธอลุกขึ้นวันละ 3 ครั้งสำหรับป้อนอาหาร 3 มื้อเท่านั้น เพราะถ้าจะให้ลุกยืน ก้าวไป 1-2 ก้าวก็พลอยจะหน้ามืด ลูกกลัวว่าจะช็อกจึงปล่อยให้นอนอยู่ 1 ทศวรรษ
สาเหตุ
สมองฝ่อ เป็นโรคเสื่อมของสมอง เกิดจากสาเหตุได้มากมายที่สัมพันธ์กันเป็นวงจรแห่งความเสื่อมโทรมของร่างกายและจิตใจ ดังนี้คือ
- จากโรคเส้นเลือดสมอง เป็นสาเหตุที่พบบ่อย เวลาเส้นเลือดสมองเกิดการแตก ตีบ หรืออุดตัน เลือดจะไปเลี้ยงสมองบางส่วนไม่ได้ดีเท่าที่ควร ผลคือ นอกจากอัมพาตแล้ว สมองอีกบางส่วนก็ขาดเลือดไปเลี้ยงทำให้เกิดสมองฝ่อ
- จากอาหารไม่ถูกส่วน เรามักมองข้ามความสำคัญของอาหารที่จะมาหล่อเลี้ยงสมอง แท้ที่จริงสมองต้องการอาหารที่มีลักษณะเฉพาะ กล่าวคือ ต้องการวิตามินบี วิตามินซี กรดไขมันจำเป็นและเกลือแร่อีกจำนวนหนึ่ง การกินอาหารของคนไทยสมัยนี้ที่กินแต่ข้าวขาว กินเนื้อสัตว์ นมเนย กินผัดผักสุก ๆ ที่มันเยิ้มในการทำกับข้าวตามร้านอาหารต่าง ๆ ทำให้ร่างกายพร่องวิตามิน เกลือแร่และกรดไขมันจำเป็น เป็นเหตุให้เซลล์สมองขาดสารอาหารขนาดเล็ก ทำให้เซลล์สมองไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่า นาน ๆ เข้าเซลล์สมองก็เสื่อมเร็ว
- จากการต้องพิษ สารพิษที่สำคัญซึ่งสร้างความเสื่อมแก่เซลล์สมองได้มาก นอกจากสารเคมีที่เรารับเข้าไปจากการใช้ชีวิตในสังคมสมัยใหม่เช่น ควันรถยนต์ ยาฆ่าแมลง สารโลหะหนัก กระทั่งยาบางอย่าง แล้วที่สำคัญยังเป็นสารพิษที่เกิดขึ้นภายในตัวเราเอง โดยเฉพาะคนที่มีอาการท้องผูก การหมักหมมของซากอาหารเก่าเก็บในลำไส้ใหญ่จะถูกแบคทีเรียก่อให้เกิดการบูดเน่า เมื่อไม่ถ่ายหลายวัน การดูดซึมน้ำกลับเข้าตัวจากลำไส้ใหญ่จะพลอยพาสารเสียเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายไปเป็นพิษกับส่วนต่าง ๆ แม้กระทั่งกับเซลล์สมองด้วย
- จากการขาดสิ่งกระตุ้นเร้า เหมือนธรรมชาติกลั่นแกล้ง คนที่สูงอายุ คนเป็นอัมพาต คนซึมเศร้า คนสมองมึนงง คนหงุดหงิดอารมณ์ร้ายเพราะเข้าวัยเปลี่ยนมักถูกปล่อยให้อยู่เฉย ๆ ตามลำพัง ถูกทิ้งให้อยู่บ้านคนเดียว ไม่มีใครพูดคุยด้วย คนเหล่านี้เซลล์สมองจะขาดการกระตุ้นเร้าประสาททั้งห้า ไม่ว่าจะเป็นประสาทตา หู จมูก ลิ้น และกายสัมผัส ผลก็คือ เซลล์สมองขาดการใช้งาน ยิ่งนานเข้าก็ยิ่งลดการทำงานลง สุดท้ายสมองก็ฝ่อไป
สาเหตุหลายประการเหล่านี้ ดูเหมือนว่าคุณป้าประสบสุขมีอยู่ครบเกือบทุกชนิด เริ่มจากวัยเปลี่ยนนำสู่ความซึมเศร้า เมื่อกินยาก็ยิ่งง่วงซึมอยากอยู่เฉย ๆ ทำให้สมองไม่ถูกกระตุ้น ผลข้างเคียงของยาทำให้ท้องผูก การปล่อยให้นอนอยู่บ้านคนเดียวกับเด็กรับใช้ย่อมจะไม่ได้รับการดูแลอาหารให้ถูกสัดส่วน มักกินข้าวขาว ผัดผักมัน ๆ แถมดื่มนมด้วยคิดว่าจะเกิดผลดีแก่สุขภาพ ผลก็คือ อาหารเหล่านี้ขาดเส้นใยยิ่งทำให้ท้องผูกทรุดหนักลง
สุดท้าย ภาวะท้องผูกก็หมักหมมสารเสียและถูกดูดซึมกลับเข้าสู่ร่างกายไปทำลายสมองอีกทอดหนึ่ง ป้าประสบสุขจึงต้องนอนเป็นหุ่นยนต์คอยป้อนข้าว ป้อนน้ำ เช็ดอึเช็ดฉี่ ไร้ซึ่งความสุขด้วยประการทั้งปวง
การรักษา
หลักการรักษาสมองฝ่อ แน่นอน ไม่มุ่งหมายถึงกับให้สมองพองฟูกลับมาเหมือนเดิม แต่เป็น การฟื้นสภาพเท่าที่เป็นไปได้ ยับยั้งกระบวนการเสื่อมของสมองเท่าที่จะได้ และกระตุ้นให้เซลล์สมองส่วนที่ยังดีอยู่ทำหน้าที่ต่อไป และถ้าทำได้ดีกว่านั้น การกระตุ้นจะทำให้เซลล์ที่มีอยู่ต่อเชื่อมแขนงของมันไปทำหน้าที่ทดแทนเซลล์อื่นที่เสื่อมสลายไป ทำให้อาการดีขึ้นกว่าเดิม
อาหาร
อาหารที่ดีสำหรับสมอง ได้แก่
- ข้าวกล้องที่อุดมด้วยวิตามินบี แถมมีเส้นใยพรักพร้อมซึ่งมากกว่าข้าวขาวถึง 9 เท่าจึงช่วยการขับถ่ายได้อย่างดี
- ผักสดและผลไม้สด ให้วิตามินซีที่เพียบพร้อม กินให้ได้ 5 ส่วนบริโภคต่อวัน ได้แก่ น้ำส้มคั้น 1 แก้วตอนเช้า ผลไม้หลังอาหาร 3 มื้อและผักสดกินกับน้ำพริกผักจิ้มในมื้อเย็น
- กินปลาและอาหารทะเล เพื่อรับกรดไขมันจำเป็นและโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสม
- กินธัญพืชต่าง ๆ เช่น วีตเจิร์ม งาดำ เมล็ดทานตะวัน ถั่วต่าง ๆ เพื่อรับกรดไขมันไม่อิ่มตัว วิตามินอีและเลซิทิน รวมทั้งแคลเซียม แมกนีเซียม สังกะสีและเซเลเนียม
การออกกำลังกาย
คนสมองฝ่อก็ต้องกระตุ้นให้เคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งจะช่วยให้สมองได้รับกระแสประสาทจากการเคลื่อนไหวนั้นไปกระตุ้นให้สมองกลับขึ้นมาทำงาน หลักการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างง่าย ๆ แต่มีประโยชน์มาก เราแนะนำการทำกายบริหารมือเปล่าบนพื้น หรือ mat exercise วันละ 2 รอบ โดยให้นอนหงายแล้วเริ่มเคลื่อนไหวข้อทีละข้อจนครบทั้งตัว ดังนี้คือ
ย่นหน้าผาก 10 ครั้ง, ยักคิ้ว 10 ครั้ง, ย่นจมูก 10 ครั้ง, ยิงฟัน 10 ครั้ง, ก้มหน้าเงยหน้า 10 ครั้ง, หันหน้าซ้ายขวา 10 ครั้ง, กำมือคลายมือ 10 ครั้ง, หุบนิ้วกางนิ้ว 10 ครั้ง, หมุนข้อมือทวนเข็มนาฬิกา 10 ครั้ง, หมุนข้อมือตามเข็มนาฬิกา 10 ครั้ง, พับข้อศอกเข้าออก 10 ครั้ง, เหวี่ยงแขนจากข้างลำตัวขึ้นไปเหนือศีรษะแล้วกลับลงมา 10 ครั้ง, ยักไหล่ 10 ครั้ง, ขยุ้มนิ้วเท้า 10 ครั้ง, หมุนข้อเท้าตามเข็มนาฬิกา 10 ครั้ง ทวนเข็มนาฬิกา 10 ครั้ง, กระดกข้อเท้า 10 ครั้ง, งอเข่าเข้าออก 10 ครั้ง, ยกขาขึ้นลง 10 ครั้ง, แยกขาหุบขา 10 ครั้ง ฝึกใหม่ ๆ ต้องช่วยจับแขนขาให้ขยับ หลายวันก็สามารถทำเองได้
คนที่นอนนาน ๆ ลุกทันทีอาจหน้ามืด ให้ลุกนั่งช้า ๆ แล้วค่อยลุกยืนช้า ๆ แล้วค่อยพาเดิน เวลาพาเดินให้คาดเข็มขัดแล้วให้ผู้ดูแลจับที่เข็มขัดด้านหลังโดยไม่ต้องจับต้นแขน วิธีนี้คนไข้จะแกว่งแขนได้อิสระและไม่ล้ม เพราะผู้ฝึกรั้งไว้ที่เข็มขัดซึ่งตรงกับตำแหน่งของจุดศูนย์ถ่วงในร่างกาย
วารีบำบัด ให้อบสมุนไพรร้อน 5 นาทีสลับอาบน้ำเย็น 2 นาที สลับกัน 3 รอบ ถ้าอบเซาน่าใช้อบร้อน 3 นาทีเย็น 2 นาที เวลาปฏิบัติต้องค่อยเป็นค่อยไป ฝึกทำทีละน้อย อีกวิธีที่สำคัญ คือ การเดินในน้ำโดยมีผู้ฝึกกำกับดูแล จะช่วยฟื้นกำลังกล้ามเนื้อ ฟื้นการทรงตัว
ฝังเข็ม การฝังเข็มมีหลายจุดที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง ต้องใช้เข็มศีรษะสำหรับพื้นที่ควบคุมกล้ามเนื้อแขนขา ใบหน้าและพื้นที่ประสาทรับรู้แขนขาและใบหน้า
สวนลำไส้ด้วยกาแฟ การสวนลำไส้ด้วยกาแฟทุกวันก่อนอาหารเย็น นอกจากขับซากอุจจาระเก่ายังช่วยกระตุ้นตับให้สลายสารพิษที่ซึมซ่านทำลายประสาทอยู่
ยาฉีดเจอโรไวทัล ยาตัวนี้วงการสุขภาพเพื่อความอ่อนเยาว์รู้จักกันในนามของ "ยาโรมาเนีย" ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรีของเราท่านหนึ่งในระหว่างดำรงตำแหน่งเกิดอัมพาตขึ้นกะทันหัน ได้เดินทางไปฉีดยารักษาด้วยยาตัวนี้พร้อมกับคุมอาหาร ช่วยให้ฟื้นสภาพและกลับมาดำรงตำแหน่งได้ต่อไป ยานี้ออกฤทธิ์ทำให้ไมโตคอนเดรียซึ่งเป็นจักรกลสร้างพลังงาน รับสารอาหารและออกซิเจนได้มากขึ้น และสร้างพลังงานให้สมองได้เต็มที่ยิ่งขึ้น
ป้าประสบสุขใช้การแพทย์องค์รวมทั้งหมดเท่าที่เอ่ยถึง ด้วยเวลา 10 วัน เธอเดินได้คล่องด้วยการประคองเล็กน้อย ดวงตามีแวว รับรู้สิ่งแวดล้อม โต้ตอบสนทนา และเผยรอยยิ้มแรกรับทศวรรษใหม่ของตัวเอง แต่ภาระกิจฟื้นฟูสุขภาพของเธอยังอีกยาวไกล
ความรู้จากคอลัมน์ ธรรมชาติบำบัด (มติชนสุดสัปดาห์) โดย น.พ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล
รักษาแบบธรรมชาติบำบัด
คุณป้าประสบสุข เป็นโรคซึมเศร้าที่ลากยาวจนกลายเป็นโรคสมองฝ่อ แม้จะเป็นถึงอาจารย์ทางคณิตศาสตร์ ซึ่งน่าจะเป็นอาชีพที่ใช้สมองอย่างเจนจัด แต่เมื่อชีวิตพลิกผันจากวัยทอง ความผันผวนของฮอร์โมนในร่างกายก็ทำให้เธอเกิดอาการเศร้าซึม เธอต้องได้ยาประเภทระงับความซึมเศร้ามาตั้งแต่อายุ 56 ปี ต้องใช้ยาทางประสาทอยู่ถึง 3 ชนิดและอาการของเธอก็ไม่เห็นจะดีขึ้น ในปีท้าย ๆ อาการของเธอมากจนไม่สามารถจะทำงานได้อีกต่อไป ซึ่งก็ถึงเวลาเกษียณอายุพอดี จึงได้ออกจากงานมาอยู่บ้านเฉย ๆ กินข้าวแล้วก็กินยา ส่วนลูก ๆ ต้องไปทำงานนอกบ้านกันหมด เธอจึงต้องอยู่บ้านคนเดียวโดยอาศัยเด็กรับใช้คนหนึ่งมาอยู่เป็นเพื่อน เมื่อไม่มีอะไรจะสื่อภาษาถึงกัน กิจวัตรของเธอก็คือ นอน... กับนอน สำหรับเรื่องขับถ่ายนั้นไม่ต้องพูดถึง เนื่องจากยาแก้ซึมเศร้ามีฤทธิ์กดการทำงานของลำไส้ เป็นผลให้เธอกลายเป็นโรคท้องผูกเรื้อรัง สัก 3-4 วันจึงถ่ายสักครั้ง บางทีต้องเอานิ้วล้วงจึงจะถ่าย แรก ๆ ก็ดูแลตัวเองได้ แต่ท้ายที่สุดก็ต้องให้ลูก ๆ ทำให้ หารู้ไม่ว่าการหมักหมมของภาวะที่ถ่ายไม่ออกนั้น เศษซากของอุจจาระในลำไส้ได้ถูกดูดซึมสารเสียกลับเข้าตัว และเป็นเหตุลากยาวให้สมองเสื่อมลงไปอีก เกิดโรคสมองฝ่อและเกิดพาร์กินสันตามมาอีกโรคหนึ่ง
เผลอแผล็บเดียว เวลาผ่านไป 10 ปี สังขารของเธอที่เหลืออยู่ด้วยวัยเพียง 66 ปี ซึ่งพี่น้องที่คลานตามกันมายังกระฉับกระเฉง แต่เธอมีสภาพเหมือนต้นผักที่นอนหายใจรวยริน ดวงตามีแต่ไร้แวว ใบหน้าที่ไร้อารมณ์ นอกจากนอนแล้ว ลูก ๆ และเด็กรับใช้จะขยับตัวเธอลุกขึ้นวันละ 3 ครั้งสำหรับป้อนอาหาร 3 มื้อเท่านั้น เพราะถ้าจะให้ลุกยืน ก้าวไป 1-2 ก้าวก็พลอยจะหน้ามืด ลูกกลัวว่าจะช็อกจึงปล่อยให้นอนอยู่ 1 ทศวรรษ
สาเหตุ
สมองฝ่อ เป็นโรคเสื่อมของสมอง เกิดจากสาเหตุได้มากมายที่สัมพันธ์กันเป็นวงจรแห่งความเสื่อมโทรมของร่างกายและจิตใจ ดังนี้คือ
- จากโรคเส้นเลือดสมอง เป็นสาเหตุที่พบบ่อย เวลาเส้นเลือดสมองเกิดการแตก ตีบ หรืออุดตัน เลือดจะไปเลี้ยงสมองบางส่วนไม่ได้ดีเท่าที่ควร ผลคือ นอกจากอัมพาตแล้ว สมองอีกบางส่วนก็ขาดเลือดไปเลี้ยงทำให้เกิดสมองฝ่อ
- จากอาหารไม่ถูกส่วน เรามักมองข้ามความสำคัญของอาหารที่จะมาหล่อเลี้ยงสมอง แท้ที่จริงสมองต้องการอาหารที่มีลักษณะเฉพาะ กล่าวคือ ต้องการวิตามินบี วิตามินซี กรดไขมันจำเป็นและเกลือแร่อีกจำนวนหนึ่ง การกินอาหารของคนไทยสมัยนี้ที่กินแต่ข้าวขาว กินเนื้อสัตว์ นมเนย กินผัดผักสุก ๆ ที่มันเยิ้มในการทำกับข้าวตามร้านอาหารต่าง ๆ ทำให้ร่างกายพร่องวิตามิน เกลือแร่และกรดไขมันจำเป็น เป็นเหตุให้เซลล์สมองขาดสารอาหารขนาดเล็ก ทำให้เซลล์สมองไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่า นาน ๆ เข้าเซลล์สมองก็เสื่อมเร็ว
- จากการต้องพิษ สารพิษที่สำคัญซึ่งสร้างความเสื่อมแก่เซลล์สมองได้มาก นอกจากสารเคมีที่เรารับเข้าไปจากการใช้ชีวิตในสังคมสมัยใหม่เช่น ควันรถยนต์ ยาฆ่าแมลง สารโลหะหนัก กระทั่งยาบางอย่าง แล้วที่สำคัญยังเป็นสารพิษที่เกิดขึ้นภายในตัวเราเอง โดยเฉพาะคนที่มีอาการท้องผูก การหมักหมมของซากอาหารเก่าเก็บในลำไส้ใหญ่จะถูกแบคทีเรียก่อให้เกิดการบูดเน่า เมื่อไม่ถ่ายหลายวัน การดูดซึมน้ำกลับเข้าตัวจากลำไส้ใหญ่จะพลอยพาสารเสียเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายไปเป็นพิษกับส่วนต่าง ๆ แม้กระทั่งกับเซลล์สมองด้วย
- จากการขาดสิ่งกระตุ้นเร้า เหมือนธรรมชาติกลั่นแกล้ง คนที่สูงอายุ คนเป็นอัมพาต คนซึมเศร้า คนสมองมึนงง คนหงุดหงิดอารมณ์ร้ายเพราะเข้าวัยเปลี่ยนมักถูกปล่อยให้อยู่เฉย ๆ ตามลำพัง ถูกทิ้งให้อยู่บ้านคนเดียว ไม่มีใครพูดคุยด้วย คนเหล่านี้เซลล์สมองจะขาดการกระตุ้นเร้าประสาททั้งห้า ไม่ว่าจะเป็นประสาทตา หู จมูก ลิ้น และกายสัมผัส ผลก็คือ เซลล์สมองขาดการใช้งาน ยิ่งนานเข้าก็ยิ่งลดการทำงานลง สุดท้ายสมองก็ฝ่อไป
สาเหตุหลายประการเหล่านี้ ดูเหมือนว่าคุณป้าประสบสุขมีอยู่ครบเกือบทุกชนิด เริ่มจากวัยเปลี่ยนนำสู่ความซึมเศร้า เมื่อกินยาก็ยิ่งง่วงซึมอยากอยู่เฉย ๆ ทำให้สมองไม่ถูกกระตุ้น ผลข้างเคียงของยาทำให้ท้องผูก การปล่อยให้นอนอยู่บ้านคนเดียวกับเด็กรับใช้ย่อมจะไม่ได้รับการดูแลอาหารให้ถูกสัดส่วน มักกินข้าวขาว ผัดผักมัน ๆ แถมดื่มนมด้วยคิดว่าจะเกิดผลดีแก่สุขภาพ ผลก็คือ อาหารเหล่านี้ขาดเส้นใยยิ่งทำให้ท้องผูกทรุดหนักลง
สุดท้าย ภาวะท้องผูกก็หมักหมมสารเสียและถูกดูดซึมกลับเข้าสู่ร่างกายไปทำลายสมองอีกทอดหนึ่ง ป้าประสบสุขจึงต้องนอนเป็นหุ่นยนต์คอยป้อนข้าว ป้อนน้ำ เช็ดอึเช็ดฉี่ ไร้ซึ่งความสุขด้วยประการทั้งปวง
การรักษา
หลักการรักษาสมองฝ่อ แน่นอน ไม่มุ่งหมายถึงกับให้สมองพองฟูกลับมาเหมือนเดิม แต่เป็น การฟื้นสภาพเท่าที่เป็นไปได้ ยับยั้งกระบวนการเสื่อมของสมองเท่าที่จะได้ และกระตุ้นให้เซลล์สมองส่วนที่ยังดีอยู่ทำหน้าที่ต่อไป และถ้าทำได้ดีกว่านั้น การกระตุ้นจะทำให้เซลล์ที่มีอยู่ต่อเชื่อมแขนงของมันไปทำหน้าที่ทดแทนเซลล์อื่นที่เสื่อมสลายไป ทำให้อาการดีขึ้นกว่าเดิม
อาหาร
อาหารที่ดีสำหรับสมอง ได้แก่
- ข้าวกล้องที่อุดมด้วยวิตามินบี แถมมีเส้นใยพรักพร้อมซึ่งมากกว่าข้าวขาวถึง 9 เท่าจึงช่วยการขับถ่ายได้อย่างดี
- ผักสดและผลไม้สด ให้วิตามินซีที่เพียบพร้อม กินให้ได้ 5 ส่วนบริโภคต่อวัน ได้แก่ น้ำส้มคั้น 1 แก้วตอนเช้า ผลไม้หลังอาหาร 3 มื้อและผักสดกินกับน้ำพริกผักจิ้มในมื้อเย็น
- กินปลาและอาหารทะเล เพื่อรับกรดไขมันจำเป็นและโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสม
- กินธัญพืชต่าง ๆ เช่น วีตเจิร์ม งาดำ เมล็ดทานตะวัน ถั่วต่าง ๆ เพื่อรับกรดไขมันไม่อิ่มตัว วิตามินอีและเลซิทิน รวมทั้งแคลเซียม แมกนีเซียม สังกะสีและเซเลเนียม
การออกกำลังกาย
คนสมองฝ่อก็ต้องกระตุ้นให้เคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งจะช่วยให้สมองได้รับกระแสประสาทจากการเคลื่อนไหวนั้นไปกระตุ้นให้สมองกลับขึ้นมาทำงาน หลักการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างง่าย ๆ แต่มีประโยชน์มาก เราแนะนำการทำกายบริหารมือเปล่าบนพื้น หรือ mat exercise วันละ 2 รอบ โดยให้นอนหงายแล้วเริ่มเคลื่อนไหวข้อทีละข้อจนครบทั้งตัว ดังนี้คือ
ย่นหน้าผาก 10 ครั้ง, ยักคิ้ว 10 ครั้ง, ย่นจมูก 10 ครั้ง, ยิงฟัน 10 ครั้ง, ก้มหน้าเงยหน้า 10 ครั้ง, หันหน้าซ้ายขวา 10 ครั้ง, กำมือคลายมือ 10 ครั้ง, หุบนิ้วกางนิ้ว 10 ครั้ง, หมุนข้อมือทวนเข็มนาฬิกา 10 ครั้ง, หมุนข้อมือตามเข็มนาฬิกา 10 ครั้ง, พับข้อศอกเข้าออก 10 ครั้ง, เหวี่ยงแขนจากข้างลำตัวขึ้นไปเหนือศีรษะแล้วกลับลงมา 10 ครั้ง, ยักไหล่ 10 ครั้ง, ขยุ้มนิ้วเท้า 10 ครั้ง, หมุนข้อเท้าตามเข็มนาฬิกา 10 ครั้ง ทวนเข็มนาฬิกา 10 ครั้ง, กระดกข้อเท้า 10 ครั้ง, งอเข่าเข้าออก 10 ครั้ง, ยกขาขึ้นลง 10 ครั้ง, แยกขาหุบขา 10 ครั้ง ฝึกใหม่ ๆ ต้องช่วยจับแขนขาให้ขยับ หลายวันก็สามารถทำเองได้
คนที่นอนนาน ๆ ลุกทันทีอาจหน้ามืด ให้ลุกนั่งช้า ๆ แล้วค่อยลุกยืนช้า ๆ แล้วค่อยพาเดิน เวลาพาเดินให้คาดเข็มขัดแล้วให้ผู้ดูแลจับที่เข็มขัดด้านหลังโดยไม่ต้องจับต้นแขน วิธีนี้คนไข้จะแกว่งแขนได้อิสระและไม่ล้ม เพราะผู้ฝึกรั้งไว้ที่เข็มขัดซึ่งตรงกับตำแหน่งของจุดศูนย์ถ่วงในร่างกาย
วารีบำบัด ให้อบสมุนไพรร้อน 5 นาทีสลับอาบน้ำเย็น 2 นาที สลับกัน 3 รอบ ถ้าอบเซาน่าใช้อบร้อน 3 นาทีเย็น 2 นาที เวลาปฏิบัติต้องค่อยเป็นค่อยไป ฝึกทำทีละน้อย อีกวิธีที่สำคัญ คือ การเดินในน้ำโดยมีผู้ฝึกกำกับดูแล จะช่วยฟื้นกำลังกล้ามเนื้อ ฟื้นการทรงตัว
ฝังเข็ม การฝังเข็มมีหลายจุดที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง ต้องใช้เข็มศีรษะสำหรับพื้นที่ควบคุมกล้ามเนื้อแขนขา ใบหน้าและพื้นที่ประสาทรับรู้แขนขาและใบหน้า
สวนลำไส้ด้วยกาแฟ การสวนลำไส้ด้วยกาแฟทุกวันก่อนอาหารเย็น นอกจากขับซากอุจจาระเก่ายังช่วยกระตุ้นตับให้สลายสารพิษที่ซึมซ่านทำลายประสาทอยู่
ยาฉีดเจอโรไวทัล ยาตัวนี้วงการสุขภาพเพื่อความอ่อนเยาว์รู้จักกันในนามของ "ยาโรมาเนีย" ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรีของเราท่านหนึ่งในระหว่างดำรงตำแหน่งเกิดอัมพาตขึ้นกะทันหัน ได้เดินทางไปฉีดยารักษาด้วยยาตัวนี้พร้อมกับคุมอาหาร ช่วยให้ฟื้นสภาพและกลับมาดำรงตำแหน่งได้ต่อไป ยานี้ออกฤทธิ์ทำให้ไมโตคอนเดรียซึ่งเป็นจักรกลสร้างพลังงาน รับสารอาหารและออกซิเจนได้มากขึ้น และสร้างพลังงานให้สมองได้เต็มที่ยิ่งขึ้น
ป้าประสบสุขใช้การแพทย์องค์รวมทั้งหมดเท่าที่เอ่ยถึง ด้วยเวลา 10 วัน เธอเดินได้คล่องด้วยการประคองเล็กน้อย ดวงตามีแวว รับรู้สิ่งแวดล้อม โต้ตอบสนทนา และเผยรอยยิ้มแรกรับทศวรรษใหม่ของตัวเอง แต่ภาระกิจฟื้นฟูสุขภาพของเธอยังอีกยาวไกล
ความรู้จากคอลัมน์ ธรรมชาติบำบัด (มติชนสุดสัปดาห์) โดย น.พ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล
ป้ายกำกับ:
ความจำเสื่อม,
สมองฝ่อ,
สมองเสื่อม,
อัลไซส์เมอร์,
อาหารสมอง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


