Come and enjoy lovely coffee shop and restaurant with great breeze of Chao Phraya River plus lush green garden,near Rama V bridge and Nonthaburi Pier ร้านกาแฟ เบเกอรี่ อาหารกลางวัน ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงสะพานพระราม5 และท่าน้ำนนท์ บรรยากาศสไตล์บ้านสวน ชมวิวรับลมแม่น้ำ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ลำไส้ระคายเคือง 
รักษาแบบธรรมชาติบำบัด

               คุณเกริกกำชัย อายุ 42 ปี มีอาการอยากถ่ายอยู่เรื่อย ๆ วันละ 3-4 ครั้ง  ไปถ่ายแต่ละครั้งก็ถ่ายได้ทีละน้อย เหลวบ้าง ข้นบ้าง เป็นอย่างนี้อยู่หลายวันและกลายเป็นท้องผูกไป 3-4 วันก็กลายเป็นท้องเสียอีก  อาการจะยิ่งแล้วใหญ่ถ้าเกิดไปกินยาแก้ท้องเสียหรือยาระบายเข้า  คราวนี้ปั่นป่วนไม่รู้เรื่องเลย  ทนทรมานมาได้ 4 ปีกว่า   คุณเกริกกำชัยไปหาหมอมาหลายโรงพยาบาล  ตรวจอย่างละเอียดแล้วก็บอกว่า "ไม่มีอะไร คงจะเป็นกลุ่มอาการลำไส้ระคายเคือง" ให้กินยาเป็นพัก ๆ ดีบ้าง เลวบ้าง
               "อาการของผมมีมากในปีนี้แหละ" เขาหมายถึงช่วงเวลาปี 2540 ซึ่งเงินบาทประกาศลอยตัวใหม่ ๆ  เขาเป็นอีกคนหนึ่งที่เครียดไปกับการทำมาหากินที่ฝืดเคืองขึ้น  "หมอที่โรงพยาบาลบอกว่าโรคนี้เกี่ยวกับความเครียดด้วย"  เขาเล่าให้ผมฟังเมื่อครั้งที่เดินเข้ามาปรึกษาเมื่อปลายปี 2540 ด้วยอาการอ่อนเพลียไม่มีแรง  กลุ่มอาการลำไส้ระคายเคือง หรือ Irritable bowel syndrome ทางธรรมชาติบำบัดมีทรรศนะต่อโรคดังนี้
               สาเหตุ
         โรคนี้ถือว่าเป็นโรคของสังคมศิวิไลซ์  สาเหตุก็อยู่ที่อาหารและวิถีชีวิตนั่นเอง ได้แก่
      - การกินอาหารพวกแป้งขัดขาวที่ปราศจากเส้นใย ก่อให้เกิดอาการท้องผูกเรื้อรัง  ทำให้เศษซากอาหารที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่เกิดการบูดเน่า  กลายเป็นสารพิษที่ก่อฤทธิ์ระคายเคืองต่อผนัลำไส้ใหญ่  บ้างถึงกับทำให้เกิดแผลเปื่อยกัดเซาะที่ผนังลำไส้ใหญ่
      - แผลกัดเซาะนี้ทำให้สารพิษเข้าไปสัมผัสกับท่อน้ำเหลือง และอาจหลุดเข้าสู่ระบบน้ำเหลือง
      - อาหารกลุ่มที่สร้างสาเหตุดังกล่าวได้แก่ คุ๊กกี้ ขนมปังขาว ข้าวขาว บะหมี่ซอง ขนมกรุบกรอบ ปาท่องโก๋  อาหารปิ้ง ย่าง ทอด น้ำตาลฟอกขาว ขนมหวาน น้ำอัดลม
      - การกินยาระบาย กลไกของยาคือ ก่อการระคายเคืองกับผนังลำไส้ใหญ่ เพื่อให้สร้างมูกออกมาขับก้อนอุจจาระที่แข็งเป็นดาน  จะเป็นผลให้ลำไส้ถูกกระตุ้นอย่างแรงเมื่อได้ฤทธิ์ยา  อาจช่วยระบายได้ในขณะนั้น   แต่ผลที่ตามมาคือ ลำไส้ใหญ่จะชะงักการทำงานเมื่อฤทธิ์ยาหมดไป  ผลก็คือยิ่งท้องผูกเข้าไปใหญ่
      - อารมณ์ก็มีส่วน  การเคลื่อนตัวของลำไส้ก็ดี หรือการหลั่งน้ำย่อยของทางเดินอาหารก็ดี  ควบคุมด้วยระบบประสาทอัตโนมัติ  เรื่องราวใด ๆ ที่กระทบอารมณ์อาจทำให้ร่างกายตีความผิดไปว่ากำลังเผชิญอันตราย  ผลก็คือ ระบบอาหารทั้งระบบจะชะงักการทำงาน ทั้งไม่ย่อยอาหารและไม่ขับเคลื่อนกากอาหารด้วย  ผลคือ อาหารไม่ย่อยและท้องผูกเรื้อรังตามมา
      - ที่ร้ายกว่านั้นคือ ถ้าความเครียดเขม็งเกลียวสุดสุด ก็กลับจะเกิดผลตรงกันข้ามคือ เกิดอาการท้องเสียขึ้นมาทันที  ปฏิกิริยาเดียวกับอาการสัตว์ที่ตกใจจนอึราดฉี่ราด  หรือเวลาที่รอจะเข้าห้องสอบหรือรับสัมภาษณ์ก็จะเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ
      - ลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรังแบบนี้บางกรณีเกิดขึ้นหลังจากที่ป่วยเป็นไข้หวัด  ภาวะที่ภูมิร่างกายตกต่ำมาก ๆ  ทำให้เยื่อบุลำไส้ที่ถูกทำให้อักเสบโดยไวรัสอยู่แล้วสมานคืนตัวเองได้ลำบาก  ผลคือ ท้องร่วงสลับท้องผูกเรื้อรังไปเรื่อย ๆ
      - การแพ้อาหารบางอย่าง เช่น พวกฝรั่งมักแพ้กลูเตน คือโปรตีนในข้าวสาลี  คนจีนเอาโปรตีนในข้าวชนิดนี้มาทำ "หมี่กึง" กินกันเอร็ดอร่อย  ส่วนคนเอเชียนมกลับเป็นสาเหตุการแพ้ ทำให้ท้องเสียเรื้อรังได้จนถือกันว่า ลองหยุดดื่มนมเสียแล้วอาการท้องร่วงอาจจะหายโดยไม่ต้องรักษาอย่างอื่น
               การรักษา
               อาหารหยาบ ๆ คือกุญแจสำคัญของการรักษาโรคนี้  สมัยหนึ่งคิดกันว่า ในเมื่อลำไส้มีภาวะระคายเคืองมากแล้ว จึงต้องทะนุถนอมลำไส้ด้วยการกินอาหารที่ละเอียดอ่อนที่สุด  ตอนนั้นจึงนิยมป้อนอาหารอ่อน ๆ ประเภทแป้งป่นละเอียดหวังจะรักษาโรคนี้  แต่ที่ไหนได้ โรคยิ่งร้ายแรงขึ้นกว่าเดิมเพราะภาวะท้องผูกไม่หมดไปสักที  ตรงกันข้าม เมื่อเริ่มเข้าใจกลไกของโรคนี้ อาหารที่ควรแนะนำให้กินที่สุดคือ อาหารที่อุดมด้วยเส้นใย ที่สำคัญได้แก่ ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท เผือก มัน ข้าวโพดต้ม เป็นต้น  แต่ขณะที่กำลังมีอาการมาก  การกินอาหารเส้นใยสูงก็อาจก่อกวนลำไส้ให้อักเสบยิ่งกว่าเดิม  ธรรมชาติบำบัดจึงมีข้อแนะนำอย่างนี้ครับ
               อดเพื่อสุขภาพ  ก่อนอื่นในระยะเฉียบพลัน แนะนำให้อดโดยดื่มแต่น้ำผลไม้หรือน้ำสมุนไพรเป็นเวลา 3-14 วัน  ทั้งนี้เพื่อให้เยื่อบุลำไส้ได้พักและสมานคืนตัวเอง   น้ำผักผลไม้ก็ช่วยให้ภูมิต้านทานเฉพาะถิ่นของเยื่อบุลำไส้ทำงานดีขึ้น  ดื่มน้ำผักผลไม้ ให้ดีคือ น้ำแครอท(มีเบต้าแคโรทีนมาก) น้ำแอ๊ปเปิ้ล น้ำฝรั่ง(มีวิตามินซีมาก) ชากระเจี๊ยบ(มีวิตามินซีคอมเพล็กซ์สูง) ชาตะไคร้(ช่วยย่อยและขับลม) โดยเป็นน้ำคั้นสดโดยเครื่องคั้นแยกกาก หรือน้ำผลไม้ 100% ไม่เติมน้ำเชื่อมหรือน้ำตาล
               สวนล้างลำไส้ อาจสวนล้างลำไส้ด้วยน้ำคลอโรฟิลด์ โดยสกัดจากผักต่าง ๆ จากเครื่องคั้นแยกกาก(Juicer) เช่น กะหล่ำปลี มะระจีน มะระขี้นก ผักใบเขียวอื่น ๆ เท่าที่จะหาได้  หรือใครนิยมของสำเร็จรูป เช่น ผักเม็ด (ทำจากน้ำสกัดเข้มข้นของอัลฟัลฟาและวีตกลาส) เอา 1 เม็ดละลายน้ำ 500-1,000 ซีซี สวนทวารวันละครั้งก่อนอาหารเย็น วันที่ 1, 2, 3   จากนั้นให้สวนวันเว้นวัน
               หยุดการอด เมื่อดีขึ้นแล้ว ให้หยุดการอดด้วยวิธีนุ่มนวลคือ ค่อย ๆ เพิ่มกล้วย กล้วยต้มบ้าง แอ๊ปเปิ้ลอบบ้าง วันละเล็กน้อยสัก 2 วันตามด้วยการกินโจ๊กข้าวกล้องอีก 2 วัน
               เริ่มอาหารแบบปกติ ถึงตรงนี้ให้หันมากินอาหารธรรมชาติที่ประกอบด้วย ข้าวกล้องหุงให้นุ่ม ผักลวก กินปลาเล็กปลาน้อย  เป็นการกระตุ้นร่างกายเพื่อรับอาหารอย่างปกติสัก 1-2 วัน  วันถัดไปจึงกินข้าวกล้อง ผักสด น้ำพริกได้ในที่สุด
               คุณเกริกกำชัยมาหาผมด้วยอาการที่ไม่รุนแรงแต่เป็น ๆ หาย ๆ  ผมจึงแนะนำแต่เพียงให้สวนล้างลำไส้ด้วยน้ำอุ่น 5 แกลลอน เพื่อขจัดคราบตะกรันที่จับเขลอะในลำไส้ใหญ่ให้หมด  จากนั้นให้กินข้าวกล้องน้ำพริกผักจิ้มเป็นประจำ   เขานำไปปฏิบัติตาม ไม่ได้พบผมอีกเลยเป็นเวลา 2 ปี  จนเมื่อเช้านี้เข้ามาพบผมอีกครั้งเพื่อสวนล้างลำไส้
               "โรคลำไส้ไม่มาเล่นงานผมอีกเลย ผมถ่ายปกติวันละ 2 ครั้งเช้าเย็น"

ความรู้จากคอลัมน์ ธรรมชาติบำบัด (มติชนสุดสัปดาห์) โดย น.พ.บรรจบ  ชุณหสวัสดิกุล

วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556


วิถีสุขภาพไทย  คนไทยแข็งแรงกว่าฝรั่ง
       
               ในขอบเขตทั่วโลก ยุคสมัยทางสุขภาพได้เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วจนแทบจะเรียกได้ว่า ใครก็ตามที่ไม่ได้มีการติดตาม เกาะกระแสหรือยึดติดกับหลักวิชาการเก่า ๆ หรือเพียงขาดวิสัยทัศน์ในการวิเคราะห์สถานการณ์ก็อาจตกกระบวนของกระแสการเปลี่ยนแปลงทางสุขภาพไปได้ง่าย ๆ  เพราะเพียงแค่ระยะเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมา ยุคสมัยทางสุขภาพได้ก้าวล่วงไป 3-4 ระลอกแล้ว
               ระลอกแรก ยุคท้ายของอาหาร 5 หมู่
               เป็นช่วงเวลาก่อน 20 กว่าปีที่แล้วในสหรัฐอเมริกาและก่อนเวลาเกือบ 20 ปีในไทย (โดยปกติไทยจะตามหลังกระแสสุขภาพของสหรัฐฯประมาณ 5-10 ปี)  เป็นยุคสุดท้ายของความคิด "อาหาร 5 หมู่"  ซึ่งความคิดนี้เคยเป็นสัจธรรมอย่างยิ่งทั้งในยุโรปและอเมริกาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะอยู่ในภาวะข้าวยากหมากแพง  มีการส่งเสริมให้ผู้คนอยู่ดีกินดี กินเนื้อนมไข่มาก ๆ เพื่อต่อสู้กับภาวะขาดอาหาร  เมื่อประเทศต่าง ๆ ร่ำรวยขึ้นผู้คนกินอาหารล้นเกินจนเกิดโรคอ้วน โรคหัวใจ โรคมะเร็งตามมา  ความคิดนี้จึงเริ่มเปลี่ยนไป
               ระลอกที่สอง ยุคมังสวิรัติ แม็คโครไบโอติกส์และธรรมชาติบำบัด
               เริ่มประมาณ 20 ปีที่แล้วในสหรัฐและ 15 ปีที่แล้วในประเทศไทย  ผู้คนตระหนักว่า การกินเนื้อสัตว์ล้นเกิน ไขมันมาก ก่อโรคหัวใจกระทั่งมะเร็ง  จึงมีผู้รักสุขภาพในอเมริกาส่วนหนึ่งหันมาสนใจกินมังสวิรัติ (แม้ว่ามังสวิรัติมีก่อนหน้านี้มานานแล้ว)  ตามด้วยอาหารแม็คโครไบโอติกส์ซึ่งเผยแพร่ข้ามทวีปจากญี่ปุ่นไปอเมริกา  อาหารสองประเภทนี้มีผลในการบำบัดฟื้นสภาพคนไข้โรคหัวใจกระทั่งโรคมะเร็งได้ในบางคน  มีการพูดถึงอาหารหยิน-หยางจากซีกแม็คโครไบโอติกส์และบทบาทของเอนไซม์ในอาหารธรรมชาติจากนักธรรมชาติบำบัดในยุโรปและอเมริกา
               ระลอกที่สาม  ยุคแอนตีออกซิแดนท์ 
               เริ่มประมาณ 15 ปีที่แล้วในสหรัฐและประมาณ 10 กว่าปีที่แล้วในไทย  ในอเมริกามีกระแสการกินวิตามินระดับสูงเพื่อป้องกันและรักษาโรคโดยการวิจัยที่ค้นพบว่า สารอนุมูลอิสระก่อให้เกิดความเสื่อมของร่างกายและอาจขจัดได้ด้วยวิตามินระดับสูงในกลุ่มแอนติออกซิแดนท์   ยุคนี้บูมสุดด้วยกระแสขายวิตามินและอาหารเสริมระบบขายตรงทั้งในอเมริกาและไทย  ยุคนี้เองที่ฝ่ายแม็คโครไบโอติกส์และธรรมชาติบำบัดที่มีหลักการจะยังคงยึดมั่นในการใช้อาหารธรรมชาติแทนการใช้วิตามินที่เป็นเม็ด ๆ แต่ก็ไม่ปฏิเสธที่จะใช้วิตามินอาหารเสริมเหล่านี้ในกรณีการรักษาโรค  ไม่ใช่กินกันเล่น ๆ ปล่อยปละละเลยการกินอยู่ในชีวิตประจำวัน  และยุคนี้เองมีกระแสการใช้สุขภาพแบบองค์รวมโดยประสานหลักการด้านอาหารเข้ากับการออกกำลังกายทั้งตะวันตกและตะวันออกเช่น ไท้เก๊ก ชี่กง โยคะ รวมถึงการผ่อนคลายฝึกจิตทำสมาธิ  กระทั่งการรับพลังจักรวาลเกิดมีสองกระแสย่อย ๆ ในกลุ่มผู้ปฏิบัติ  หนึ่งคือ นักบำบัดประเภทต่าง ๆ ที่เป็น "การแพทย์ทางเลือก"  อีกหนึ่งคือ ฝ่ายแพทย์ที่เห็นด้วยกับการใช้ศิลป์และศาสตร์นานาชาติมาร่วมใช้ในทางการแพทย์ซึ่งเสนอ "การแพทย์แบบองค์รวม"  ปลายยุคนี้อยู่ประมาณ 10 กว่าปีที่แล้วในสหรัฐและเกือบ 10 ปีที่แล้วในประเทศไทย
               ระลอกที่ 4  ยุคการแพทย์จรรโลงสุขภาพ (Functional Medicine)
               ยุคนี้เพิ่งเข้ามาจริงจังในสหรัฐเมื่อร่วม 10 ปีที่แล้วและไม่กี่ปีในประเทศไทยนี่เอง  ยุคนี้เรารู้จักสารซูเปอร์แอนติออกซิแดนท์เช่น เมล็ดองุ่น ชาเขียว ใบแปะก๊วย ขมิ้นชัน ใบหม่อน  พบสารผักที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง  เสริมภูมิต้านทาน ลดการอักเสบ ป้องกันเซลล์เสื่อมชรา  ยุคนี้ลำพังวิตามินต้านอนุมูลอิสระแทบจะล้าหลังไปด้วยซ้ำ  เป็นยุคเฟื่องฟูของการแพทย์พื้นถิ่นของชนชาติต่าง ๆ ที่กลับมาในมาดใหม่อันประกอบด้วยการวิจัยมาสนับสนุน  การแพทย์แผนไทยพูดถึงการกินอาหารตามธาตุเจ้าเรือนแล้วร่างกายแข็งแรง  กินอาหารปรับธาตุช่วยรักษาโรคได้  ธรรมชาติบำบัดพูดถึงสารแอนติออกซิแดนท์ ซูเปอร์แอนติออกซิแดนท์และสารผักที่ค้นพบในผักพื้นบ้านและอาหารพื้นถิ่น  ค้นพบการเพิ่ม T cell lymphocyte ด้วยการฝึกชี่กง
               ในวันนี้เอง ตะวันตกค้นพบความจริงที่น่าตกตะลึงว่า ณ รุ่งอรุณแห่งศตวรรษที่ 21 ฝรั่งตะวันตกกำลังเจ็บตายมากกว่าคนไทย เช่น อเมริกันกำลังป่วยด้วยเบาหวานมากกว่าคนไทย 4 เท่า  มีกระดูกผุมากกว่าคนไทย 10 เท่า  ตายด้วยโรคหัวใจมากกว่าคนไทย 6 เท่า  และตายด้วยโรคมะเร็งมากกว่าคนไทย 2.5 เท่า
               ทฤษฎีอาหารตะวันตกที่ส่งเสริมการกินเนื้อ นม ไข่ กลับเกิดผลสะท้อนให้ใกล้หลุมเสียยิ่งกว่าคนไทยที่ถูกพวกเขาดูถูกมาแต่ไหนแต่ไร   ผลก็คือ พวกเขาเก็บงำความจริงข้อนี้ไว้ดำมืด  แต่บริษัทข้ามชาติจากญี่ปุ่นและอเมริกาก็กำลังลุยลึกเข้าป่าเขา ท้องทุ่งของประเทศต่าง ๆ ในเขตร้อนชื้นเพื่อสกัดสารผัก สารต้านมะเร็งจากพืชพันธุ์ของประเทศตะวันออก  เพื่อผลิตเป็นเม็ดมาขายคนไทยและคนเอเชียอีกครั้งหนึ่ง

ความรู้จากคอลัมน์ ธรรมชาติบำบัด (มติชนสุดสัปดาห์) โดย น.พ.บรรจบ  ชุณหสวัสดิกุล

วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อาหารกับสุขภาพ

               มีหลายทฤษฎีที่อธิบายถึงอาหารที่ส่งอิทธิพลต่อจิตใจ  ได้แก่ ทฤษฎีวงจรพลังงาน  ทฤษฎีอนุมูลอิสระ และทฤษฎีพลังงานแห่งชีวิต   
               ทฤษฏีวงจรสร้างพลังงาน 
               เป็นวงจรทางชีวเคมีที่ค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษคือ เซอร์ ฮัน อดอล์ฟ เคลบส์ ผู้มีชีวิตอยู่ในระหว่างปีค.ศ.1900-1981  เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ในปี 1953 
               วงจรเคมีนี้ได้รับการตั้งชื่อว่า Krebs'Cycle ตามชื่อของเขา  วงจรนี้บอกเราว่า ในเซลล์ทุกเซลล์ทั่วร่างกายต่างมีวงจรเคมีที่คอยสร้างพลังงานให้กับตัวเองเปรียบเสมือนโรงไฟฟ้าที่คอยปั่นไฟให้กับบ้านเมือง  เราจะต้องเติมเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นเครื่องจักร  เซลล์ของเราก็เช่นกัน วงจรเครบส์จะผลิตพลังงานออกมาได้ต้องมีเชื้อเพลิงคือ คาร์โบไฮเดรต ได้แก่น้ำตาลและแป้งที่เรากินเข้าไปแล้วส่งให้เซลล์  วงจรนี้ยังต้องการโคเอนไซม์หรือวิตามินต่าง ๆ เช่น วิตามินบี 2, บี 12, บี 6, ไนอาซิน, แพนโธเทนิก เป็นต้น เพื่อคอยทำหน้าที่กระตุ้นให้วงจรดำเนินไปได้โดยราบรื่นอีกด้วย  เมื่อใดที่โรงจักรได้รับแต่เชื้อเพลิง ไม่ได้น้ำมันหล่อลื่น  เมื่อนั้นเครื่องจักรก็ฝืดไม่อาจปั่นไฟต่อไปได้  เช่นเดียวกับเซลล์เราถ้าได้รับแต่แป้งและน้ำตาลโดยไม่มีวิตามิน มันก็ไม่อาจสร้างพลังงานให้เราได้ใช้เช่นเดียวกัน  
               เราต้องรู้ว่า สมองและระบบประสาทของเราที่มีปริมาตรแค่ 5% แต่เวลาใช้สมองหรือความคิด  สมองและระบบประสาทของเราต้องใช้วิตามินถึง 20% ที่ใช้อยู่ทั่วร่างกายเลยทีเดียว  ด้วยเหตุนี้ ในระหว่างเซลล์กลุ่มต่าง ๆ ทั่วร่างกายนั้นเซลล์สมองจะไวต่อภาวะขาดแคลนวิตามินได้ไวกว่าอวัยวะอื่น ๆ   เมื่อใดที่เรากินอาหารประเภทข้าวขาว แป้งขัดขาว น้ำตาลฟอกขาวทั้งหลายแหล่ มันจะถูกย่อยเป็นน้ำตาลล้วน ๆ แล้วป้อนเข้าสู่เซลล์ทั่วร่างกาย  เซลล์กล้ามเนื้อจะเผาน้ำตาลหมดไปอย่างรวดเร็วโดยใช้วิตามินที่อาจเหลืออยู่ตามซอกตามมุมของเซลล์เอง  หรือไม่พอก็หยิบยืมมาจากเซลล์อื่น ๆ โดยเฉพาะจากเซลล์สมองและประสาท  เมื่อทำอย่างนี้บ่อย ๆ เซลล์สมองและประสาทก็สูญเสียวิตามินไปเรื่อย ๆ ทำให้ตัวมันเองขาดแคลนวิตามินขึ้นมา  ผลก็คือ สมองและประสาทไม่สามารถทำงานได้เป็นปกติ เกิดเป็นความเครียดขึ้น ส่งผลให้หงุดหงิด อารมณ์ฉุนเฉียว นอนไม่หลับ หลงลืม ความจำเสื่อม ทำงานอย่างไม่มีสมาธิ  เช่นเดียวกับกรณีคนที่เลี้ยงสุนัขด้วยน้ำตาลเพื่อให้สุนัขดุ  เพราะสุนัขเหล่านี้จะมีภาวะพร่องวิตามินไปทีละน้อยส่งผลให้อารมณ์ฉุนเฉียวง่ายกลายเป็นสุนัขที่ดุอย่างมหาวายร้าย  การกินน้ำตาลฟอกขาว แป้งขัดขาว น้ำอัดลมขนมของหวานจึงเป็นอาหารกระตุ้นเร้าทำลายพลังสร้างสรรค์ของผู้ดื่มกิน  ตรงกันข้ามกับการกินข้าวกล้อง ธัญพืชหรือแป้งธรรมชาติประเภทคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน  เซลล์ร่างกายจะได้รับทั้งเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นไปป้องวงจรเครบส์ภายในเซลล์  ทำให้สมองและระบบประสาทของเรามีพลังงานในการทำงานอย่างพรักพร้อม
               ทฤษฎีอนุมูลอิสระ
               อนุมูลอิสระ คือโมเลกุลหรืออะตอมที่อิเล็กตรอนชั้นนอกสุดของมันขาดคู่อิเล็กตรอนไปตัวหนึ่ง  มันจะเที่ยววิ่งแสวงหาอิเล็กตรอนจากสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวมัน ก็จะเกิดการสูญเสียอิเล็กตรอนและกลายเป็นอนุมูลอิสระกันเป็นลูกโซ่  ปฏิกิริยาลูกโซ่นี้เปรียบเสมือนระเบิดปรมาณูเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในระดับเซลล์ของเรา  ทำให้เซลล์สูญเสียการทำงานไป เกิดโรคต่าง ๆ ขึ้น  อาหารหลายอย่างที่คนนิยมกินกันเช่น อาหารดัดแปลง อาหารทอด ขนมกรุบกรอบ บะหมี่ซองเหล่านี้ผ่านกระบวนการทอดมาซ้ำ ๆ จากเครื่องจักรในโรงงานที่ทอดวันละกี่หมื่นซองต่อวัน  น้ำมันส่วนใหญ่ก็เป็นน้ำมันปาล์ม เมื่อทอดซ้ำ ๆ กรดไขมันไม่อิ่มตัวในน้ำมันพืชจะจับตัวกับออกซิเจนในอากาศ แตกตัวเป็นอนุมูลอิสระตกค้างอยู่ในน้ำมันและอมอยู่ในอาหารเหล่านี้  เมื่อกินเข้าไปจึงเสื่อมสุขภาพ
               นอกจากนี้อาหารดัดแปลงที่ใส่สี กลิ่น สารกันบูดและผงชูรส  สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสารเคมี ไม่ก่อเกิดประโยชน์แก่เซลล์ร่างกาย เป็นขยะอยู่ในเซลล์  ร่างกายจึงต้องขจัดออกด้วยโรงงานขยะที่มีอยู่ในตัวเรา 2 โรงคือ ตับและไต  ไตต้องทำหน้าที่กรองสารเสียเหล่านี้ออกไป  นาน ๆ เข้าไตที่ทำงานหนักก็เกิดสภาพไตวาย  ส่วนตับทำหน้าที่สลายสารเคมีด้วยกระบวนการทางชีวเคมีซึ่งมีหลายกระบวนการ ที่สำคัญก็คือกระบวนการออกซิเดชั่น  อันเป็นผลให้เกิดอนุมูลอิสระเป็นผลพวงสุดท้ายของการกำจัดขยะในโรงงานของตัวเอง  ตับจึงเป็นอวัยวะที่ช่วยเหลือเซลล์อื่นทั่วร่างกาย  ขจัดสารเคมีที่มากับอาหารขยะแต่ตัวเองต้องพิษจากอนุมูลอิสระ นาน ๆ เข้าตับก็พังกลายเป็นมะเร็งตับ  อาหารเหล่านี้รวมถึงเครื่องดองของเมาด้วย
               ขณะเดียวกัน เราจะเห็นว่าถ้ากินข้าวกล้องที่อุดมด้วยวิตามินอี  ผักสดผลไม้สีสันอุดมด้วยวิตามินซีและวิตามินเอ-เบต้าแคโรทีน  ส่วนใครกินน้ำพริกผักจิ้มก็ได้เซเลเนียมจากกระเทียม  แถมกินผักพื้นบ้านยังได้สารผัก (phytonutrients)ซึ่งมีฤทธิ์เป็นซูเปอร์แอนติออกซิแดนท์ยับยั้งการเกิดมะเร็ง  เป็นสารกระตุ้นภูมิต้านทานอีกมากมาย

แบ่งปันความรู้จากคอลัมน์ ธรรมชาติบำบัด, มติชนสุดสัปดาห์ โดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล

วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2556


ถั่วเหลือง : แด่สุขภาพผู้สูงวัย

             พอพูดถึงถั่วเหลือง หลายคนคงคิดถึงแต่เฉพาะผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองซึ่งเป็นอาหารสำหรับผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติเท่านั้น  เพราะว่าถั่วเหลืองมีโปรตีนมากพอๆ กับเนื้อสัตว์  ดังนั้น สำหรับคนทั่วไปที่มีเงินซื้อโปรตีนจากเนื้อสัตว์แล้ว ไม่เห็นจะมีความจำเป็นอะไรต้องไปกินถั่วเหลืองหรือเต้าหู้เลย  เด็กรุ่นใหม่หลายคนกินเต้าหู้ไม่ค่อยเป็นกันแล้ว  น่าเสียดายนักถ้าเพราะชีวิตที่รีบเร่งทำให้คนเราไม่มีเวลาผัดถั่วงอกกับเต้าหู้ร้อน ๆ กินกันเอง  ทุกอย่างล้วนเป็นกับข้าวถุง  เพราะถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองไม่ว่าจะเป็นน้ำเต้าหู้ ฟองเต้าหู้และเต้าหู้สารพัดรูปแบบมีสารสำคัญที่จำเป็นกับมนุษย์ในการดำรงชีวิตเป็นอย่างมาโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ
             โรคที่พบได้บ่อยในคนสูงอายุคือ โรคเบาหวานและโรคไขมันในเลือดสูง แล้วยังความเสื่อมของร่างกายที่เกิดขึ้นอีก   แต่เชื่อไหมว่าเจ้าถั่วเมล็ดจิ๋วนี้สามารถช่วยบรรเทาเจ้าโรคที่ทำความกังวลใจให้วงการแพทย์ที่ว่านี้ได้อย่างน่าอัศจรรย์  ถั่วเหลืองเป็นพืชที่มีเลซิติน (Lecithin)สูงมาก  เจ้าเลซิตินที่ว่านี้ไม่ใช่วิตามิน  แต่เป็นส่วนประกอบของฟอสฟอรัสกับโคลีน  มีชื่อทางเคมีว่า ฟอสฟาติดิลโคลีน (Phosphatidylcholine) ซึ่งเป็นฟอสโฟไลปิดชนิดหนึ่ง มีคุณสมบัติทำให้ไขมันละลายไปกับน้ำได้  มีคุณสมบัติในการทำให้ผมแข็งแรงเป็นมันวาว  เรามักพบเลซิตินที่สกัดจากถั่วเหลืองขายเป็นอาหารบำรุงสุขภาพตามห้างทั่วไป
             โรคไขมันในเลือดสูงเป็นปัญหาเพราะ ไขมันจะไปจับตามผนังหลอดเลือดทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ได้ไม่ดีเหมือนกับสนิมที่ไปจับตามท่อเหล็ก ไม่มีการสูบฉีดที่ดี เส้นเลือดจะขาดความยืดหยุ่นหรืออุดตันทำให้เป็นโรคของระบบหลอดเลือดและหัวใจตามมาเป็นปัญหาหนักขึ้นไปเรื่อย ๆ  ไขมันเหล่านี้จะไปอุดตันเส้นเลือดเล็ก ๆ ที่ไปเลี้ยงอวัยวะสืบพันธุ์ในท่านชายเป็นสาเหตุของอาการที่เรียกว่าเตะปี๊บไม่ดังได้
             รายงานการทดลองหลายชิ้นยืนยันว่า  การรับประทานเลซิตินทำให้คอเลสเตอรอลหรือไมันในเลือดลดลงได้  อธิบายกลไกต่างๆ ได้คือ  การลดการดูดซึมของคอเลสเตอรอลจากทางเดินอาหาร  การเพิ่มการขนส่งกลับของคอเลสเตอรอลสู่ตับ และการเพิ่มการละลายของคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด  ซึ่งทั้งสามกลไกนี้จะทำให้ไขมันหรือคอเลสเตอรอลลดลง  แต่ใช่ว่าเราจะไม่กินเจ้าอาหารที่มีคอเลสเตอรอลเสียเลย เพราะเจ้าไขมันตัวนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายไม่น้อยในการเสริมสร้างเซลล์ต่าง ๆ  ดังนั้น เราต้องรับประทานอาหารที่จะไปช่วยทำให้เจ้าคอเลสเตอรอลที่เรากินเข้าไปแล้วไม่ไปก่อปัญหา  อาหารที่ว่านี้คือ ถั่วเหลืองนี่เอง
            ยุคเศรษฐกิจพอเพียงเช่นนี้ คนไทยเราควรสนับสนุนของที่ผลิตในไทยมากกว่าไปซื้อหาเลซิตินสกัดจากถั่วเหลืองยี่ห้อฝรั่งนำเข้าแพง ๆ  การดื่มน้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลืองเป็นประจำ  หรืออาหารที่มีเต้าหู้หรือถั่วเหลืองเป็นส่วนประกอบในอาหาร  ก็คือกินอาหารเหล่านี้ให้ได้อย่างใดอย่างหนึ่งในแต่ละวัน
             ถั่วเหลืองยังสามารถป้องกันและบรรเทาโรคเบาหวานได้  มีการทดลองพบว่า สารสกัดจากถั่วเหลืองสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูใหญ่  และมีทดลองทางคลีนิกกับผู้ป่วยโรคเบาหวานพบว่าเครื่องดื่มที่ทำจากถั่วเหลืองสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดลงได้  และสามารถลดปริมาณการใช้อินซูลินได้  ถั่วเหลืองจึงเป็นความหวังหนึ่งที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของคนเป็นโรคเบาหวานดีขึ้น มีอายุที่ยืนยาวขึ้น

ข้อมูลความรู้แบ่งปันจากคอลัมน์ สมุนไพรเพื่อสุขภาพ, โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งพาตนเอง มูลนิธิสุขภาพไทย (มติชนสุดสัปดาห์)

วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2555

อาหารเพื่อสุขภาพ


สาระน่ารู้แด่ผู้รักสุขภาพ

หลายปีที่ผ่านมามีโอกาสดูแลผู้สูงอายุค่ะ ได้ความรู้ในเรื่องอาหารที่ใช้ควบคู่กับการรักษาและดูแลผู้ป่วยผู้สูงอายุมาแชร์กัน โดยอยากให้ระวังอาหารที่มีสารอาหารซ้ำซ้อนกันในแต่ละมื้อหรือแต่ละวันเช่น ผัดวุ้นเส้นหรือยำวุ้นเส้นกับข้าวเปล่า จะเท่ากับเราได้คาร์โบไฮเดรตเพิ่มไปอีก 1-2 เท่าจากข้าวและวุ้นเส้น

อาหารสำหรับคนเป็นโรคเบาหวาน

ใช้การจำกัดแคลอรี่ ชนิดและปริมาณคาร์โบไฮเดรต  เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด น้ำหนักตัวและป้องกันโรคแทรกซ้อน เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ  ดังนั้นอาหารอาจมีรสชาติจืดหรืออ่อนนุ่มน้อยกว่าอาหารทั่วไป โดยใช้แนวทางดังนี้
- รับประทานอาหารอย่างหลากหลาย ตรงเวลา และปริมาณเท่ากันทุกวัน
- เลือกรับประทานอาหารรสไม่จัด มีเส้นใยสูง เช่น ผัก ผลไม้รสไม่หวาน ธัญพืช ที่สำคัญคือข้าวกล้องเท่านั้น 
- อย่างดรับประทานอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง หรืองดอาหารว่าง
- หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง

อาหารลดโซเดียม

(เพื่อควบคุมความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและอาการบวม)
- ลดปริมาณการปรุงด้วยเกลือ ซอสปรุงรสต่าง ๆ เช่นซอสมะเขือเทศ มัสตาร์ด เกรวี่ ซีอิ๊ว น้ำปลา ซุปก้อน รวมทั้งกะปิ ฯลฯ และงดการปรุงอาหารด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีโซเดียม
- รับประทานอาหารสดมากขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง อาหารที่ถนอมด้วยเกลือ บอกลาอาหารแปรรูปและกับแกล้มจำพวกมันฝรั่งทอด  ถั่วทอดโรยเกลืออาจปรับเป็นอบเกลือและเลือกชนิดที่ไม่ออกเค็มนัก
- เลือกใช้เครื่องเทศ สมุนไพรและเครื่องชูรสชนิดอื่น ๆ เพื่อปรับรสชาติอาหาร

อาหารลดไขมัน

(เพื่อควบคุมระดับไขมันในเลือดและลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ)
- จำกัดการบริโภคเนย เนยเทียม ครีมและอาหารที่มีไขมันสูง
- เลือกเนื้อสัตว์ไม่ติดหนังไม่ติดมัน เนื้อปลาและผลิตภัณฑ์จากนมพร่อมไขมัน
- รับประทานปลา 2-3 มื้อต่อสัปดาห์แทนการรับประทานเนื้อแดง
- ปรุงอาหารด้วยวิธีย่าง ต้ม อบหรือผัด แทนการทอดที่ใช้น้ำมันมาก
- ลดปริมาณไขมันในการประกอบอาหารทุกขั้นตอน

อาหารลดโปรตีน

ใช้การจำกัดอาหารที่มีโซเดียม โปแตสเซียมและโปรตีนสูงเพื่อป้องกันไม่ให้อาการของโรคไตทรุดลง  สำหรับผู้มีโรคไตเรื้อรัง
- จำกัดโปรตีนจากเนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์ปีก ปลา ผลิตภัณฑ์จากนมและถั่วชนิดต่าง ๆ
เพื่อลดปริมาณโปรตีนในไตและทำให้การเสื่อมของไตช้าลง
- จำกัดปริมาณโซเดียมควบคู่กันเพื่อช่วยให้การควบคุมความดันโลหิตดีขึ้นและลดการสะสมของเหลวในร่างกาย
- จำกัดโปแตสเซียมเนื่องจากผู้ป่วยทางไตมักมีการคั่งของโปแตสเซียม ผักและผลไม้ที่มีปริมาณโปแตสเซียมต่ำคือ แตงโม สับปะรดกระป๋อง กะหล่ำปลี แตงกวา บวบ ฟักเขียว ถั่วงอก  ที่ควรงดหรือระวังคือ ทุเรียน ผลไม้แห้ง มะพร้าว กล้วย ลำไย หัวปลี ผักชี ต้นกระเทียม ที่มีมากได้แก่ บร๊อคโคลี่ แครอท มันเทศ ผักบุ้ง เห็ดฟาง มะเขือพวง มะเขือเปราะ ใบแมงลัก โหระพา หน่อไม้ฝรั่ง หอมแดง ผักปวบเล้ง มันฝรั่ง มะเขือเทศ ดอกกระหล่ำ ถั่วต่างๆ เม็ดทานตะวัน กาแฟ น้ำนม

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สูตรสุขภาพดีตามฤดูร้อน ฝน หนาว

               การรักษาสุขภาพให้แข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอเป็นสิ่งที่ดีเพื่อป้องกันการเกิดโรค บรรเทาอาการของโรค ตลอดจนการมีชีวิตที่เป็นปกติสุข  แต่ท่ามกลางสภาวะการดำรงชีวิตที่เร่งรีบและบีบคั้นร่างกายตลอดจนจิตใจอย่างทุกวันนี้ เราจะมีวิธีการดูแลตัวเองแบบง่ายๆได้อย่างไร
              ในหลักของการแพทย์แผนไทยถือว่าการจะมีสุขภาพที่ดีได้ต้องประกอบทั้งสุขภาพกายและจิตใจ ที่สำคัญคือเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและการสร้างความสมดุลให้กับร่างกายและจิตใจ ขณะเดียวกันเวลาและฤดูกาลก็มีส่วนเกี่ยวข้องที่สำคัญด้วย
       อ.วุฒิ วุฒิธรรมเวช แพทย์แผนไทยจากคลินิกธรรมเวชแพทย์แผนไทย อธิบายว่า ในหลักการแพทย์แผนไทยกล่าวถึงมูลของโรคหรือสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมี 8 ประการ และ 6 ประการ การที่พยายามหลีกห่างจากมูลของโรคก็เป็นหนทางที่สามารถป้องกันโรคได้
       ทั้งนี้ มูลของโรค 8 ประการ ก็คือความประพฤติของมนุษย์ที่จะทำให้โรคบังเกิดขึ้น ซึ่งจัดไว้ 8 ประการ คือ 1.อาหาร การทานอาหารมากหรือน้อยกว่าที่เคย ทานอาหารไม่ตรงกับเวลา อาหารบูดเสีย อาหารรสแปลก 2.อิริยาบถ ควรใช้อิริยาบถให้ผลัดเปลี่ยนกันตามปกติ 3.ความร้อนและเย็น เมื่อถูกความร้อนความเย็นมากเกินไป ทำให้ธาตุวิปริตแปรปรวน 4.อดนอน อดข้าว อดน้ำ 5.กลั้นอุจจาระ ปัสสาวะ 6.ทำงานเกินกำลัง 7.ความเศร้าโศกเสียใจ และ 8.โทสะ 
       ส่วนมูลเหตุของการเกิดโรค 6 ประการ ตามพระคัมภีร์ธาตุวิวรณ์ คือ 1.กินอาหารผิดเวลาและอิ่มนัก 2.เสพเมถุนมาก 3.กลางวันนอนมาก 4.กลางคืนนอนไม่หลับ 5.โทสะมาก 6.กลั้นอุจจาระ ปัสสาวะ
       “ปัจจุบันฤดูกาลเปลี่ยนแปลงคลาดเคลื่อนไปมาก ฤดูกาลในแต่ละภาคก็แตกต่างออกไป ไม่ค่อยตรงกันนัก หากจะให้ละเอียดจริงๆ ต้องพิจารณาสมุฏฐานอื่นประกอบด้วย เช่น ธาตุเจ้าเรือน หรือสภาพของร่างกายในปัจจุบัน พิจารณาตามอายุ ถ้าจะให้แน่นอนก็ควรตรวจชีพจรว่ามีลักษณะอย่างไร ซึ่งมีรายละเอียดมาก แต่ในที่นี่จะกล่าวถึงภาพรวมโดยทั่วไปในเรื่องการรักษาสุขภาพตามฤดูกาลเป็นหลัก”       
       ฤดูหลักที่มีประจำในประเทศไทยคือ ฤดู 3 อย่างไรก็ตามยังมีฤดู 4 และฤดู 6 ด้วย แต่จะขอกล่าวถึงภาพรวมใน ฤดู 3 เท่านั้น นั่นก็คือ คิมหันตฤดู หรือฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำเดือน 4 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 วสันตฤดู หรือฤดูฝน ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำเดือน 8 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 และ เหมันตฤดู หรือฤดูหนาว ตั้งแต่งวันแรม 1 ค่ำ เดือน 12 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 4
              “การรักษาสุขภาพในฤดูร้อนนั้น รวมระยะเวลา 4 เดือน ในระยะเวลานี้เป็นเวลาที่พื้นโลกมีความร้อนสูงขึ้น ร่างกายของคนเรากระทบกับความร้อน ทำให้ธาตุไฟ โดยเฉพาะย่างยิ่งไฟสำหรับอบอุ่นร่างกายพลอยกำเริบมากขึ้น ถ้าจะเกิดโรคก็มักเกิดเนื่องจาก ธาตุไฟ น้ำดี และโลหิต กำเริบหรือพิการ ดังนั้น การป้องกันและรักษาสุขภาพในช่วงฤดูร้อน คือ การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นให้เกิดโรคหรืออาการที่ทำให้เพิ่มอุณหภูมิของร่างกายจนถึงขั้นผิดปกติ ซึ่งสามารถทำได้หลายทางด้วยกัน เช่น หลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค 8 และ 6 ประการ หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรืออยู่ในที่ที่มีความร้อนสูงเป็นเวลานาน ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีรสร้อน รสมันมากเกินไป ควรรับประทานอาหารที่มีรสเย็น และรสขม”     
       ส่วนอาหารที่เหมาะสมสำหรับฤดูร้อนนั้น ในประเภทพืชผัก เช่น ถั่วพู แตงกวา แตงร้าน แตงไทย ถั่วฝักยาว ถั่วแขก ผักกาดขาว ผักบุ้ง กะหล่ำปลี ใบบัวบก กระเจี๊ยบมอญ สายบัว ผักกะเฉด ผักกูด ผักโขม ผักชีฝรั่ง ดอกแค ยอดแค ขี้เหล็ก สะเดา ตำลึง มะระ คึ่นฉ่าย ผักกาด แครอท หัวผักกาด ฟัก น้ำเต้า ผักกะสัง ผักหวาน หัวปลี หยวกกล้วย เตยหอม กระถิน ชะอม ฟักทอง เหง้าหวาย หัวลูกตาลอ่อน ยอดมะพร้าว ย่านาง ยอดฟักทอง ใบยอ ถั่วงอก มะเขือ มะเขือพวง ผักปลัง ดอกขจร หัวลูกมะพร้าวอ่อน ใบมะยม ฝักเพกา ใบกรุงเขมา(หมาน้อย) กระพังโหม ถั่วเขียว บวบ      
       ส่วนผลไม้ เช่น แตงโม ชมพู่ มะละกอ แตงไทย ลูกตาลอ่อน สาลี่ แอปเปิล ฝรั่ง แก้วมังกร รากบัวหลวง เม็ดบัว กระจับ มังคุด ซึ่งการปรุงอาหารนั้นควรปรุงให้ครบถ้วน หาใช่ใช้แต่รสใดรสหนึ่งเท่านั้น เพียงแต่เน้นส่วนปรุงตามหลักฤดูกาล นอกจากอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศแล้ว ยังมีโรคที่มาพร้อมกับความแห้งแล้ง เช่น โรคท้องร่วง อหิวาตกโรค เป็นต้น      
       สำหรับการรักษาสุขภาพในฤดูฝน  ช่วง 4 เดือนของฤดูฝนเป็นช่วงที่มีภูมิอากาศร้อนอบอ้าว มีความชื้นสูง บางครั้งมีความหนาวเย็นผสมด้วย ทำให้ร่างกายมีความร้อนและความชื้นสะสมสูงขึ้น อากาศถูกแทรกด้วยไอน้ำมากขึ้น ทำให้การหมุนเวียนของเลือดลมในร่างกายมาเป็นไปตามปกติที่เคย ทำให้ธาตุไฟ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิกัดลมพัดในท้องแต่อยู่นอกลำไส้พลอยหวั่นไหวกำเริบขึ้น การเกิดโรคมักเกิดขึ้นเนื่องจากธาตุลมกำเริบหรือพิการ
              “ดังนั้นการป้องกันรักษาสุขภาพในหน้าฝนจึงควรหลีกเลี่ยงสาเหตุต่างๆที่ทำให้เกิดโรค ได้ เช่น หลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค 8 และ 6 ประการ อย่ากรำแดดกรำฝน หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่อับชื้น ที่มีละอองฝน ที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก เมื่อร่างกายเปียกชื้น ควรอาบน้ำเช็ดตัวให้แห้ง อย่าสวมเสื้อผ้าเปียกชื้น ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีรสแสลงกับโรคลม เช่น รสเย็น รสเมาเบื่อ รสขม รสหอมเย็น อาหารย่อยยาก และควรรับประทานอาหารที่มีรสเผ็ดร้อน”       
       อาหารที่เหมาะสำหรับฤดูฝน ได้แก่ ขิง ข่า ตะไคร้ ใบกะเพรา กระชาย แมงลัก สะระแหน่ ช้าพลู ขมิ้นขาว ขมิ้นชัน ผักชีฝรั่ง ผักชีหอม ผักชีลาว โหระพา หอม กระเทียม ใบมะกรูด พริกไทย พริกหยวก พริกชี้ฟ้า ผักแพรว หมุย(สมัด) ดอกกะทือ ดอกกระเจียว ใบมะตูม ผักไผ่ หน่อไม้ งา เม็ดมะม่วงหิมพานต์ เปราะหอม ผักแขยง กุยฉ่าย ส่วนผลไม้ ได้แก่ ทุเรียน ละมุด ลำไย ลิ้นจี่ ขณะเดียวกันให้ระวังโรคที่มักระบาดในหน้าฝนด้วย เช่น โรคฉี่หนู โรคไข้เลือดออก โรคไข้มาลาเรีย เป็นต้น      
       ส่วนการรักษาสุขภาพในฤดูหนาว 4 เดือนที่มีการเปลี่ยนแปลงของอากาศอย่างรวดเร็ว ความชุ่มชื่นในฤดูฝนที่เกิดจากลมใต้เปลี่ยนไป เมื่อลมเหนือพัดพาเอาความหนาวเย็นและความแห้งแล้งเข้ามาแทนที่ การเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน ถ้าร่างกายไม่แข็งแรง อาจเกิดการเจ็บป่วยได้ ส่วนใหญ่มักทำให้ธาตุน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิกัดเสมหะพลอยหวั่นไหว กำเริบหย่อนหรือพิการได้
              “จะมีเสมหะมากขึ้น เกิดการอักเสบในคอ ร่างกายปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ หรือได้รับเชื้อโรคที่ปลิวมากับลม ที่มากับสัตว์ย้ายถิ่น เช่น ไข้หวัด ไข้กำเดา ที่มากับนกเป็ดน้ำที่มาจากไซบีเรีย เป็นต้น นอกจากเสมหะแล้ว ธาตุน้ำอื่นๆในร่างกายก็อาจกำเริบ หย่อน หรือพิการ ได้เช่นกัน เช่น ไขข้อ มันเหลว มันข้น เลือด โดยเฉพาะส่วนที่อยู่ใกล้ผิวหนังจะกระทบมากที่สุด”       
       ดังนั้น ในการป้องกัน นอกจากหลีกเลี่ยงการเกิดโรค 8 และ 6 ประการแล้ว ควรดูแลร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ สวมเสื้อผ้าให้เหมาะสม นอนในห้องที่ให้ความอบอุ่น ไม่ควรผึ่งลม ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่แสลงกับเสมหะ เช่น อาหารรสเย็น รสหวาน รสมัน และรสเค็ม ซึ่งอาจทำให้เสมหะกำเริบได้ ส่วนผู้สูงอายุหรือผู้ที่ร่างกายผอม ไขมันน้อย อาจมีปัญหาเรื่องผิวหนังแห้ง แตกระแหง ทำให้คันหรือติดเชื้อได้ง่าย ควรใช้สบู่ที่มีสรรพคุณรักษาผิว ทำให้ผิวชุ่มชื่น เช่น ชะเอมเทศ ชะเอมไทย เปลือกกล้วยหอม ขมิ้นอ้อย ขมิ้นชัน ว่านนางคำ เป็นต้น หรือใช้สบู่อ่อน เช่น สบู่สำหรับเด็ก      
         อ.วุฒิ แนะนำว่า สิ่งที่ควรทำในฤดูหนาวคือ การกระตุ้นให้ร่างกายมีความอบอุ่นอยู่เสมอ ความจริงแล้วอาหารที่ใช้ในฤดูฝนส่วนใหญ่ที่มีรสเผ็ดร้อนก็สามารถนำมาปรุงเป็นอาหารฤดูหนาวได้ดี และควรเพิ่มอาหารดังนี้เข้าไปด้วย เช่น มะเขือเทศ มะขามสด ยอดมะขาม ผักติ้ว มะละกอ ผลไม้ เช่น ส้มต่างๆ มะนาว มะเฟือง มะไฟ และให้ระวังโรคที่มากับลมหนาวตามนกที่ย้ายถิ่นหรือเกสรดอกไม้ที่ปลิวมา เช่น ไข้เปลี่ยนฤดู ไข้หวัดนก ไข้ดอกสัก เป็นต้น       
       “จะเห็นได้ว่า การดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์แผนไทยตามฤดูกาลนั้น มีเนื้อหาสาระเป็นจำนวนมาก สามารถแยกออกได้หลายแขนง เช่น ด้านโภชนาการ ด้านสมุนไพร ด้านการประพฤติตน ในที่นี้สามารนำมากล่าวได้เพียงแนวทางเพื่อนำไปขยายผลตามควรต่อไปเท่านั้น หวังว่าคงสามารถจุดประกายในการพัฒนาการแพทย์แผนไทยให้เจริญก้าวไกล สามารถนำมาใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันต่อไป” 

ขอบคุณที่มา : http://my.dek-d.com/kim_potter/story/

อาหารที่ช่วยล้างพิษในร่างกาย

คนโบราณและนักโภชนาการมักกล่าวว่า "อาหาร" เป็นยาที่วิเศษที่สุด เพราะเป็นแหล่งรวมของสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายแต่ใช่ว่าต้องเป็นอาหารที่มีราคาแพงอย่างเป๋าฮื้อ หูฉลาม รังนก หรือของหายากอย่างดีหมีเท่านั้น ถึงจะให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายได้ เพราะจากการศึกษาแล้วพบว่าอาหารที่เราหาได้ตามท้องตลาดในชีวิตประจำวันก็มีประโยชน์ในตัวไม่ใช่น้อย
ที่สำคัญอาหารเหล่านี้ยังช่วยล้างพิษให้แก่อวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เช่น ตับ ลำไส้ ไต ผิวหนัง ช่วยป้องกันการจับตัวของสารพิษ รวมถึงช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย ซึ่งสารพิษต่างๆ ที่สะสมอยู่ในร่างกายอาจมาจากควันพิษในอากาศ สารเจือปนในอาหาร เช่น สีผสมอาหาร สารกันเสีย ยาฆ่าแมลง ปรุงรส เป็นต้น
คราวนี้ลองมาดูกันว่าอาหารชนิดใดสามารถช่วยล้างพิษให้คุณได้บ้าง
สาหร่ายทะเล
จากการศึกษาของ Mcgill University ที่ Montreal แสดงผลว่าสาหร่ายสามารถจับของเสียจากรังสีที่สะสมในร่างกาย
ในปัจจุบันเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงรังสีต่าง ๆ จากคลื่นวิทยุ คลื่นโทรศัพท์ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และคลื่นไมโครเวฟทั้งหลายได้ ซึ่งพลังงานความร้อนเหล่านี้เป็นอันตรายต่อร่างกาย ก่อให้เกิดมะเร็งได้ สาหร่ายจะช่วยดูดซึมคลื่นรังสีเหล่านั้น และสามารถจับกับพวกโลหะหนักได้ด้วย  นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยโปรตีนและเกลือแร่ในปริมาณมาก
หัวหอม
มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงและสารต้านมะเร็งหลายชนิด  ช่วยทำความสะอาดเลือด  ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล LD ซึ่งไม่ดีเพราะเป็นตัวการก่อให้เกิดโรคหัวใจ
นอกจากนี้ยังช่วยทำให้ระบบทางเดินหายใจทำงานดีขึ้น ช่วยรักษาโรคหอบ โรคทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ และที่สำคัญคือช่วยรักษาโรคเบาหวานโดยช่วยให้ระดับน้ำตาลคงที่
มะนาว
เป็นสุดยอดอาหารที่ช่วยทำความสะอาดตับ มีวิตามินซีสูง น้ำมะนาวสดเมื่อนำมาผสมกับน้ำอุ่นแล้วดื่มตอนเช้าหลังตื่นนอนจะช่วยล้างพิษ และทำให้เลือดสะอาดขึ้น แต่ถ้านำน้ำมะนาวสดผสมกับโยเกิร์ตและน้ำผึ้ง ก็จะเป็นอาหารที่ช่วยล้างพิษในลำไส้และป้องกันอาการท้องผูกได้อีกด้วย
เมล็ดแฟล็กส์
ประกอบไปด้วยกรดไขมันที่จำเป็น อย่างโอเมกา 3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อสมอง ช่วยบำรุงความจำ และมีผลดีต่อหัวใจเพราะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล นอกจากนี้ยังมีสารอื่นที่ช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันร่างการแข็งแรงขึ้น
กระเจี๊ยบ
น้ำกระเจี๊ยบมีคุณสมบัติช่วยทำความสะอาดแบคทีเรียและไวรัสออกจากระบบทางเดิน ปัสสาวะ ซึ่งมักก่อให้เกิดการติดเชื้อ ทำให้มีอาการปัสสาวะไม่ออกหรือมีเลือดปน หรือมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ซึ่งสารในกระเจี๊ยบสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสเหล่านั้นได้
ทับทิม
ตำราแพทย์แผนโบราณของชาวเอเชียกล่าวไว้ว่าการดื่มน้ำทับทิมสามารถรักษาอาการ อักเสบและลดความปวดได้ เนื่องจากในผลทับทิมมีสารแอสไพรินซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกันกับแอสไพรินในยา แก้ปวด ช่วยล้างพิษ ลดการติดเชื้อของเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย และลดอาการอักเสบ
โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการไขข้ออักเสบ ปวดบวม ช้ำ แนะนำให้กินทับทิม เพราะช่วยลดอาการปวดลงได้ ขณะเดียวกันยังมีไฟเบอร์สูง ซึ่งช่วยให้ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายได้ดีขึ้น
ถั่ว
(เช่นถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลืองและถั่วขาว) จากการศึกษาพบว่าผู้ที่กินถั่วเป็นประจำมีระดับคอเลสเตอรอลน้อยกว่าผู้ที่ ไม่ได้กินและลดอัตราความเสียงต่อการเกิดโรคหัวใจด้วยพืชตระกูลถั่วนี้ประกอบ ด้วยไฟเบอร์สูง ซึ่งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ทำความสะอาดลำไส้ ลดการสะสมของสารพิษในลำไส้ และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ อีกทั้งช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้และมะเร็งต่อมลูกหมากด้วย
ขึ้นฉ่าย
ถือว่าเป็นสุดยอดอาหารในการทำความสะอาดเลือดและช่วยลดความดันโลหิต สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควรกินขึ้นฉ่ายเป็นประจำ หรือถ้าจะให้ดีควรดื่มน้ำคั้นจากขึ้นฉ่ายสดในตอนเช้า เพื่อช่วยควบคุมระดับแรงดันเลือดให้คงที่ ในขึ้นฉ่ายยังประกอบไปด้วยสารต้านการเกิดมะเร็ง และสารที่ช่วยขับของเสียจากบุหรี่ในคนที่สูบบุหรี่หรือผู้ที่ได้รับควัน บุหรี่ด้วย
แครอท
เต็มไปด้วยสารอัลฟาและเบตาแคโรทีน ( Alpha and Beta-carotene ) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิตามินเอ และถือว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยมช่วยปกป้องร่างกายจากสารพิษใน สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะช่วยระบบทางเดินประสาท สายตา ผิวหนัง ที่ต้องสัมผัสแสงแดดเป็นประจำ และจากการวิจัยพบว่าสารในแครอตช่วยลดการเกิดมะเร็ง และช่วยทำให้ระบบทางเดินหายใจและหัวใจแข็งแรงขึ้น
มะเขือพวง
คนไทยนิยมใส่มะเขือพวงในอาหารประเภท ผัดเผ็ด แกงป่า แกงกะทิ และน้ำพริก สมัยก่อนแกงกะทิเช่นแกงไก่ใส่มะเขือพวงเต็มไปด้วย ใส่ไก่น้อยเน้นการกินมะเขือเป็นหลักแต่ปัจจุบันกลับตรงกันข้าม แกงไก่มักใส่ไก่มากกว่ามะเขือ และคนก็เลือกกินแต่ไก่ จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้คนในปัจจุบันมีรูปร่างอ้วนกว่าคนสมัยก่อน
มะเขือพวงเป็นผักที่เต็มไปด้วยไฟเบอร์ ซึ่งสามารถช่วยดูดซึมไขมันในอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยจับไขมันอิ่มตัว (ไขมันอันตราย) และขับออกจากร่างกายโดยระบบขับถ่าย ทั้งยังมีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยกำจัดของเสียออกจากระบบทางเดินอาหารได้เร็วขึ้นและลดการสะสมของเสีย
ส้มโอ
เพราะเป็นผลไม้รสชาติดีจึงได้รับความนิยมในอาหารมื้อเช้าของชาวตะวันตก สารเพกตินซึ่งเป็นไฟเบอร์ประเภทหนึ่งในเกรปฟรุต สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ก่อนที่จะจับตัวเป็นก้อนและขวางทางเดินในหลอดเลือด
นอกจากนี้เพกตินยังสามารถช่วยป้องกันไม่ให้โลหะหนักเหล่านี้ทำอันตรายต่อ ร่างกาย ส่วนเกรปฟรุตช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งกระเพราะอาหารและมะเร็งตับอ่อน สารต้านอนุมูลอิสระในเกรปฟรุตช่วยปกป้องสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
กระเทียม
จากหลายการศึกษาให้ผลตรงกันถึงคุณสมบัติของกระเทียมในการทำความสะอาดร่างกาย นั่นคือ การกินกระเทียมเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ขับและฆ่าพยาธิในทางเดินอาหาร และฆ่าเชื้อไวรัส โดยเฉพาะทำความสะอาดเลือดและระบบลำไส้ ทำให้เส้นเลือดมีความยืดหยุ่นและลดแรงดันโลหิต
นอกจากนี้ยังต่อต้านการเกิดมะเร็งและทำให้ระบบทางเดินหายใจดีขึ้น แต่ก็ควรระวังเรื่องการกินกระเทียมมากเกินไป ซึ่งก่อให้เกิดลมหายใจที่มีกลิ่นกระเทียมไปด้วย
บลูเบอร์รี่
เป็นผลไม้ที่มีค่าแอนติออกซิแดนต์สูงมากชนิดหนึ่งและถือเป็นหนึ่งในสุดยอด อาหารรักษาโรค เนื่องจากในบลูเบอร์รี่มีสารแอสไพรินตามธรรมชาติ ซึ่งช่วยลดการระคายเคือง สารที่มีในบลูเบอร์รี่สามารถเข้าไปขัดขวางแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะ ส่งผลให้ลดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
กระหล่ำ
เต็มไปด้วยสารต่อต้านมะเร็งและอนุมูลอิสระ ( Antioxidant ) และช่วยตับขับฮอร์โมนที่มากเกินไป ซึ่งอาจเป็นฮอร์โมนความเครียดที่มีผลเสียต่อร่างกาย ทั้งยังช่วยทำความสะอาดระบบย่อยอาหาร รักษาและปกป้องกระเพราะอาหารจากแบคทีเรียและไวรัสต่างๆ พืชตระกูลกะหล่ำ ได้แก่ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บรอกโคลี และกะหล่ำปม ผักเหล่านี้ช่วยทำความสะอาดร่างกายและช่วยกำจัดของเสียจากสิ่งแวดล้อม เช่น ของเสียจากควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสีย และช่วยให้ตับผลิตเอนไซม์ออกมาให้เพียงพอในการกำจัดของเสีย
บีทรูต
ผักสีแดงที่นิยมใส่ในสลัดนี้นับเป็นผักมหัศจรรย์ซึ่งเประกอบไปด้วยไฟโรเคมี คอล ( Phytochemical ) วิตามินและเกลือแร่หลายชนิด ซึ่งทำให้บีตรูตมีคุณสมบัติต่อต้านชื้อโรค ทำความสะอาดเลือด ตับและระบบน้ำเหลือง อีกทั้งมีคุณสมบัติช่วยให้ร่างกายรับออกซิเจนได้มากขึ้น จึงช่วยกำจัดของเสียได้ง่ายและเร็วขึ้น ซึ่งจากกการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้พบว่าบีตรูตช่วยปรับระดับกรด-ด่างในเลือด ให้สมดุลด้วย
อะโวคาโด้
อาจยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่ปัจจุบันเราก็สามารถหาซื้ออะโวคาโดได้จากตลาดทั่วไป ในอะโวคาโดมีสารกลูตาไทโอน(Glutathione ) ที่สามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลและป้องกันหลอดเลือดอุดตัน ทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น ทั้งช่วยจับสารพิษที่เป็นตัวก่อให้เกิดมะเร็งกว่า 30 ชนิด และขณะเดียวกันก็ช่วยให้ตับกำจัดของเสียจำพวกสารเคมีและโลหะหนัก ซึ่งนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ( University of Michigan ) พบว่าผู้สูงอายุซึ่งกินอาหารที่มีสารกลูตาไทโอนสูงจะมีสุขภาพดีกว่าคนที่ไม่ ได้กิน และมีอัตราการเกิดโรคหัวใจน้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์
ตำลึง
ผักใบเขียวที่ขึ้นข้างรั้วหาง่าย และราคาไม่แพงนี้ ในสมัยก่อนเรามักนำมาทำแกงจืดตำลึงโดยใสเนื้อสัตว์น้อยๆ แต่ปัจจุบันดูเหมือนว่าแกงจืดตำลึงจะมีตำลึงอยู่ไม่กี่ใบ และมีหมูสับเต็มไปหมด ซึ่งตำลึงมีคุณสมบัติ ช่วยผลิตน้ำดีที่จะทำให้ลำไส้ขับสารพิษออกจากร่างกายได้ดีขึ้น นอกจากนี้สารที่มีอยู่ในตำลึงยังช่วยให้ตับสลายไขมันในร่างกายด้วย
แอ๊ปเปิ้ล
ประกอบไปด้วยเพกตินสูง เพกตินเป็นไฟเบอร์ชนิดหนึ่งที่ช่วยจับคอเลสเตอรอลและโลหะหนักในร่างกายที่ ปะปนมากับอาหาร เช่น ปรอท ตะกั่ว ซึ่งทำลายเซลล์สมอง นี่คือเหตุผลที่เราควรจะกินแอปเบิลเพื่อล้างสารพิษออกจากร่างกาย
นอกจากนี้ยังมีคุณประโยชน์ช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส จากการศึกษาทดลองยังพบว่าแอปเปิลช่วยขับสารเคมีที่ปนเปื้อนในอาหาร ซึ่งก่อให้เกิดอาการแพ้ในเด็ก และทำให้เกิดไมเกรนในผู้ใหญ่ได้
อัลมอนด์
เป็นถั่วที่มีใยอาหารสูง มีแคลเซียมและโปรตีนที่ดีต่อร่างกาย แม้จะมีไขมัน แต่ก็เป็นไขมันที่ดีและจำเป็นต่อร่างกายในระหว่างที่เราทำการล้างพิษจึงควร กินอัลมอนด์ นอกจากนี้อัลมอนด์ยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ซึ่งถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูงก็จะเกิดอาการไฮเปอร์ไกลซีเมีย ( Hyperglycemia ) ทำให้รู้สึกหิวน้ำมากกว่าปกติ หายใจไม่ออก ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ และหากน้ำตาลในเลือดต่ำที่เรียกว่า ไฮโปไกลซีเมีย( Hypoglycemia )จะทำให้เกิดอาการหน้ามืด เป็นลม ใจสั่น ไม่มีแรง คิดอะไรไม่ออก
กล้วย
มีคุณสมบัติในการบำรุงและสร้างความแข็งแรงแก่กระเพาะอาหาร ในขณะเดียวกันก็ให้เกลือแร่ที่จำเป็นแก่ร่างกาย เช่น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียมช่วยควบคุมระดับของเหลวในร่างกายโดยช่วยขับของเหลว หรือสารพิษส่วนเกินออกจากร่างกายโดยช่วยขับของเหลว หรือสารพิษส่วนเกินออกจากร่างกายได้ดีขึ้น การกินกล้วยเป็นประจำยังช่วยป้องกันท้องผูก ทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติอีกด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Tips/เกร็ดความรู้

  Trans-fat



กรดไขมันทรานส์



กรดไขมันทรานส์
นันทยา  จงใจเทศ
ไขมันทรานส์คืออะไร
กรดไขมันทรานส์ (Trans Fatty acid ) หรือไขมันทรานส์ (Trans Fat) เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่โครงสร้างบริเวณพันธะคู่แตกต่างไปจากเดิม   กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่พบในธรรมชาติมีโครงสร้างแบบ cis-form คือการจัดเรียงตัวของไฮโดรเจนที่พันธะอยู่ด้านเดียวกัน  แต่เมื่อถูกเปลี่ยนเป็น trans-form จะมีการจัดเรียงตัวของไฮโดรเจนที่พันธะคู่อยู่ด้านตรงข้ามกัน
สาเหตุการเกิดไขมันทรานส์ 
ไขมันทรานส์มีทั้งในธรรมชาติและจากกระบวนการผลิตอาหาร คือ
1.   กรดไขมันทรานส์ที่พบในธรรมชาติอยู่ในสัตว์เคี้ยวเอื้อง  เช่นวัว  ควาย   เนื่องจากสัตว์เหล่านี้มีเอนไซม์ isomerase  ที่ไปทำปฏิกิริยากับกรดไขมันไม่อิ่มตัว  ทำให้เปลี่ยนจาก  cis-form เป็น trans-form
2.   กระบวนการเติมไฮโดรเจน (Partial hydrogenation) ลงในน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง  ทำให้น้ำมันที่อยู่ในสภาพของเหลวเปลี่ยนเป็นไขมันที่มีสภาพแข็งขึ้นหรือเป็นของกึ่งเหลว  พบในอุตสาหกรรมเนยเทียม (margarine) หรือเนยขาว (shortening)

ผลของไขมันทรานส์ต่อสุขภาพ
จากการศึกษาวิจัยพบว่ากรดไขมันทรานส์ให้ผลร้ายเช่นเดียวกับกรดไขมันอิ่มตัว  เนื่องจากกรดไขมันทรานส์ไปส่งเสริมการทำงานของเอนไซม์ cholesterol  acyltranferase ซึ่งเป็นเอนไซม์สำคัญในการเมตาบอลิซึมของคอเลสเตอรอล   ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลรวม (total cholesterol )และคอเลสเตอรอลตัวไม่ดี ( LDL- cholesterol) เพิ่มขึ้น  ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ ( Coronary heart disease )
ประเทศแคนาดาและสหรัฐอเมริกาได้ออกประกาศให้ผลิตภัณฑ์อาหารที่จำหน่ายในประเทศทั้งหมดระบุปริมาณไขมันทรานส์บนฉลากโภชนาการ  ในประเทศแคนาดามีผลบังคับใช้ ตั้งแต่ วันที่12 ธันวาคม 2548  ในสหรัฐอเมริกามีผลบังคับใช้ ตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม 2549
แหล่งอาหารที่มีไขมันทรานส์
อาหารที่พบว่ามีกรดไขมันทรานส์ คือ ขนมอบหรือเบเกอรีที่มีมาการีนเป็นส่วนประกอบ  นอกจากนี้พบใน ครีมเทียม  อาหารอบ  อาหารทอด และอาหารที่ระบุว่ามีการติมไฮโดรเจนลงในไขมั

ประโยชน์และโทษของยีสต์
ยีสต์ อุดมด้วยวิตามินช่วยต้านมะเร็ง

     ขนมปังเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมค่อนข้างมาก  ด้วยมีรสชาติที่อร่อย ถูกปากและมีหลากหลายให้เลือกรับประทานเพื่อเพิ่มพลังงานให้ร่างกายมีแรงเคลื่อนไหว  และที่น่าสนใจคือ มีผลวิจัยยืนยันว่า "ยีสต์" ซึ่งเป็นส่วนผสมของขนมปังมีสารอาหารที่มีประโยชน์มากมายต่อร่างกาย  รวมทั้งยังช่วยป้องกันมะเร็งไ้ด้ดีอีกด้วย
     ปัจจุบันยีสต์ที่มีจำหน่ายตามท้องตลาดสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ตามการใช้ประโยชน์คือ
เบเกอร์ยีสต์(Baker yeast) หรือที่เราเรียกว่า ยีสต์ขนมปัง  ใส่แล้วทำให้ขนมปังขึ้นฟู  เนื่องจากยีสต์ประเภทนี้ใช้น้ำตาลในแป้งขนมปังเป็นอาหารและหายใจเอาออกซิเจนเข้าไป  และคายก๊าซคาร์บอนไดออก ไซด์ออกมา  และเมื่อเราเอาแป้งไปอบ ก๊าซที่ยีสต์คายออกมาก็ผุดขึ้นมาระหว่างเนื้อขนมปัง  ทำให้เกิดรูพรุนในขนมปังนั่นเอง  ยีสต์ในกลุ่มนี้มีคุณสมบัติในการสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มากกว่าแอลกอฮอล์และทนแอลกอฮอล์ต่ำ
     บริวเวอร์ยีสต์  (Brewer yeast) เป็นยีสต์ที่นำมาหมักทำเบียร์ ไวน์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่น ๆ  การทำงานของยีสต์กลุ่มนี้คือ เมื่ออยู่ในสภาพที่มีออกซิเจนน้อย ๆ ก็จะเปลี่ยนน้ำตาลเป็นแอลกอฮอล์หรือโดย ยีสต์ในกลุ่มนี้มีประสิทธิภาพในการสร้างแอลกอฮอล์และทนแอลกอฮอล์สูง  แต่สร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้น้อย
     ประมวล  ทรายทอง  นักวิจัยจากฝ่ายจุลชีววิทยาประยุกต์  สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายถึงยีสต์และให้ความรู้เพิ่มเติมว่า  จากการศึกษาค้นคว้างานวิจัยเกี่ยวกับคุณประโยชน์และสารอาหารของยีสต์ พบว่า  ในยีสต์มีโปรตีนสูงถึง 50% เป็นแหล่งโปรตีนที่สมบูรณ์แบบ มีกรดอะมิโนแอซิดเกือบทุึกชนิดในปริมาณที่สมดุลย์  มีวิตามินบีทุกชนิดและมีโครเมียมซึ่งเป็นตัวประกอบ สำคัญของสารอาหารที่เพิ่งค้นพบใหม่ ช่วยให้พลังงานในร่างกายคงที่อยู่เสมอ  ลดอาการเป็นลมหน้ามืด  ช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดได้  ลดไขมันอุดตันในเส้นเลือด  และจากการรายงานทางการวิจัยพบว่า ในยีสต์มีธาตุเซเลเนียมซึ่งมีคุณสมบัติป้องกันมะเร็งได้ถึง 10 ชนิดเช่น มะเร็งเต้านม ปอด ลำไส้ใหญ่ ฯลฯ
     นอกจากนี้ในยีสต์ยังมีธาตุเหล็ก แคลเซียมและโพแทสเซียม  ปัจจุบันมีการใช้ยีสต์ผลิตราโรทีนอยส์และบีตา-คาโรทีนอยด์ ที่เป็นวัตถุสำคัญเนื่องจากมนุษย์และสัตว์ไม่สามารถสร้างได้เอง  ต้องรับมาจากภาย นอกเท่านั้น  มีประโยชน์ในการต่อต้านมะเร็งหลายชนิดและโรคอื่น ๆ  โดยเมื่อเปรียบเทียบยีสต์กับข้าวสาลี ซึ่งเป็นอาหารที่ให้วิตามินบีสูง  พบว่ายีสต์มีวิตามินบี 1 มากกว่าึถึง 10 เท่า วิตามินบี 2 มากกว่า 8 เท่าและมีวิตามินบี 3 มากกว่า่ 10 เท่า โดยทุักส่วนของร่างกายมนุษย์ เช่น โลหิต ข้อต่าง ๆ ผิวหนัง กล้ามเนื้อ ประสาท ล้วนแต่ต้องการวิตามินบีทั้งสิ้น  หากเปรียบเทียบยีสต์กับเนยถั่วพบกว่า ยีสต์ 1 ช้อนโต๊ะมีไขมันเพียง 1 ใน 8 ของไขมันในเนยถั่ว  ดังนั้น ถ้าจะรับประทานเป็นอาหารเสริมสุขภาพขอแนะนำให้รับประทานยีสต์ผงที่สามารถนำมาโรยบนอาหารอะไรก็ได้หรือจะคลุกกับเนื้อทอดก็อร่อยเช่นกัน
     ด้านโทษของยีสต์นั้น บางชนิดอาจทำให้เกิดการเน่าเสียของอาหาร เช่น ฟิล์มยีสต์ ซึ่งจะเจริญบนผิว หน้าอาหารจำพวกผักและผลไม้ดอง  ยีสต์บางชนิดทำให้ไวน์มีกลิ่นไม่ดีและผลิตแอลกอฮอล์ต่ำ  และบาง ชนิดเจริญเป็นฝ้าบนอาหารที่มีความเค็มสูง เช่น ปลาเค็ม เนื้อเค็ม  นอกจากนี้ยีสต์บางชนิดทำให้เกิดโรค กับคนและสัตว์  แต่ส่วนใหญ่การเกิดโรคจากยีสต์มักมีความรุนแรงน้อยกว่าแบคทีเรียหรือไวรัส  แต่ยีสต์มัก จะฉวยโอกาสเมื่อร่างกายเราอ่อนแอ
     สนใจประโยชน์จากยีสต์ อาจเลือกรับประทานขนมปังชนิดต่าง ๆ เพิ่มขึ้น  หรือหากใครจะซื้อยีสต์ขนมปังมารับประทานโดยนำมาโรยบนอาหารก็ได้คุณประโยชน์มากมายไม่แพ้กัน

ที่มา : ศูนย์สารนิเทศทางอาหาร
 
Plantilla Minima modificada por Urworstenemy