Come and enjoy lovely coffee shop and restaurant with great breeze of Chao Phraya River plus lush green garden,near Rama V bridge and Nonthaburi Pier ร้านกาแฟ เบเกอรี่ อาหารกลางวัน ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงสะพานพระราม5 และท่าน้ำนนท์ บรรยากาศสไตล์บ้านสวน ชมวิวรับลมแม่น้ำ

วันเสาร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

แม่เสือซูซี่

            นี่เป็นจดหมายรักที่คุณครูชั้นประถมปีที่สองท่านหนึ่งยึดมาจากนักเรียนแล้วส่งให้พ่อแม่ของนักเรียนคนนั้น  ซึ่งส่งมาให้ผมอีกทอดหนึ่งในภายหลัง
                      บิลลี่จ๋า ถ้าตัวไม่บอกรักเค้าและไม่เดินไปส่งเค้าที่ป้ายรถละก็  
                  เค้าจะฆ่าตัวตายและจะทุบตัวให้หายแค้น  เค้ารักตัว อยากแต่งงาน
                  กับตัวเร็วๆ
                                                                                                         ซูซี่
             แม่หนูคนนั้นอายุแค่ 8 ขวบ  ตอนที่ผมได้รับจดหมายฉบับนี้จากพ่อแม่ของเธอ  เธออายุ 24 ปีแล้ว  ที่โต๊ะอาหารช่วงเตรียมงานหนึ่งวันก่อนซูซี่จะเข้าพิธีแต่งงานกับบิลลี่  ผมเอาจดหมายให้แขกที่มาซักซ้อมในพิธีอ่าน  ขณะซ้อมการให้คำปฏิญาณ  ผมบอกให้ซูซี่พูดตามว่า  
             "ข้าพเจ้า นางสาวซูซี่  ขอให้สัญญากับนายบิลลี่ว่าจะไม่ฆ่าตัวตายเด็ดขาด  และจะไม่ทุบตีทำร้ายเขาด้วย"
             หากชีวิตคู่ยืนยาวเท่ากับความรักของซูซี่  และความรักของเธอยิ่งใหญ่เท่ากับเสียงหัวเราะในระหว่างพิธีแต่งงานวันนั้น  ผมพนันได้เลยว่าสามีภรรยาคู่นี้จะต้องครองรักกันอย่างมีความสุขชั่วนิรันดร
                                                                                                        สาธุคุณท่านหนึ่ง
                                                                                                   เมืองเบลล์วิว รัฐวอชิงตัน

ดี.เอช. ลอว์เรนซ์
(แห่งอาระเบีย)
              ตอนที่ผมเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยปีที่ 3  ผมเลือกเรียนวิชาศึกษางานของ ดี.เอช. ลอว์เรนซ์ ผมไปร้านหนังสือมือสองและต้องแปลกใจกับงานเขียนที่ไม่คุ้นหู เช่น เดอะเรนโบว์ (The Rainbow), วูแมนอินเลิฟ (Woman in Love), ซันส์แอนด์เลิฟเวอร์ส (Sons and Lovers) และเลดี้ แชตเตอร์เลย์ส เลิฟเวอร์ (Lady Chatterley's Lover)
             ผมคิดเหมือนนักศึกษาหลายคนที่ซื้อหนังสือใช้แล้ว  เพราะหวังว่าคนที่เคยใช้มาก่อนจะขีดเส้นใต้ข้อความสำคัญไว้  ที่ผมซื้อก็ขีดเส้นเต็มไปหมด  เมื่อพลิกดูและอ่านบางย่อหน้าพอให้รู้เรื่องก็ชักติดใจ  คิดเลยเถิดไปว่านักศึกษาหญิงคนไหนที่เรียนวิชานี้ต้องถูกสเป็คผมแน่  หนังสือทุกเล่มที่ผมซื้อมีชื่อผู้หญิงคนเดียวกันเขียนไว้บนปก  เธอขีดเส้นใต้ได้เจ๋งมาก  ทั้งที่เป็นตอนเด็ดๆ และข้อความอันงดงามเกี่ยวกับความรัก ไม่ใช่แต่เฉพาะที่เกี่ยวกับเซ็กซ์
             ผมค้นหาที่อยู่ของเธอจากสมุดโทรศัพท์จนเจอ  และเสี่ยงโทรถึงเธอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น  หวังจะได้นัดไปเที่ยวกับเธอหรืออาจได้รายงานที่เธอเขียนเกี่ยวกับนายคนนี้  หนุ่มนักศึกษามักรอบจัดแบบนี้  ผมโทรถึงเธอ  แนะนำตัวเองพร้อมกับบอกความต้องการ  โอ้โฮเฮะ ! เธอไม่ใช่สาวนักศึกษา  แ่ต่เป็นอาจารย์สอนวิชาวรรณกรรมอังกฤษที่เกษียณแล้ว 
             เธอหัวเราะ  บอกว่ายินดีนัดพบผมและช่วยอธิบายเกี่ยวกับนายลอว์เรนซ์  พร้อมทั้งบอกเคล็ดลับให้สอบผ่านวิชานั้น  
             เราถูกคอกันทันที  เธออยู่ตามลำพังและมีปัญหาสายตา  เธอยื่นข้อเสนอให้ผมช่วยขับรถพาเธอไปซูเปอร์มาร์เก็ตอาทิตย์ละครั้ง  เธอจะช่วยติววิชานายลอว์เรนซ์ให้ผม  
             ตลอดเทอมนั้นเธอสอนผมเกี่ยวกับความรัก เซ็กซ์และผู้หญิง  ผมไปมาหาสู่เธอนานพอสมควร  เธอทำให้ผมเป็นผู้ชายที่ดีขึ้นกว่าเดิม
             หลายปีต่อมา  ผมบอกเธอว่าผมจะขอเธอแต่งงานถ้าเธออายุยี่สิบ  แทนที่จะเป็นเจ็ดสิบ  เธอบอกว่าเธอก็จะตกปากรับคำแน่นอน  ตอนนี้เธอเสียชีวิตไปแล้ว  ผมยังเก็บหนังสือของเธอไว้รวมทั้งความปราดเปรื่องและความรักตามแบบของเธอ  ผมได้เกรดเอในวิชานั้นด้วย

อ่านเรื่องเต็มได้จาก  True Love, Robert  Fulghum 
                                   รักแท้ แปลและเรียบเรียงโดย สมพร  วรรธนะสาร-วาร์นาโด

     

วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

True Love  รักแท้

             คุณแม่อายุ 45 ปี ดิฉันอายุ 25 ปี  คุณแม่กับคุณพ่อแต่งงานกันและมีดิฉันตั้งแต่ท่านยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย  ท่านครองคู่กันอย่างมีความสุข  
             เมื่อ 2-3 ปีก่อน ในโอกาสวันคืนสู่เหย้าปีที่ 25 ของโรงเรียนมัธยมที่ท่านเคยเรียน  คุณแม่รื้อเอาหนังสือที่ระลึกรุ่นและของที่ระลึกที่ท่านสะสมออกมาให้ดิฉันดู  ดิฉันประหลาดใจมากที่เมื่อคุณแม่อยู่ในวัยไล่เลี่ยกับดิฉันท่านช่างเหมือนกับดิฉันเหลือเกิน  ขณะที่เรากำลังดูหนังสือรุ่นกันอยู่นั้น คุณแม่น้ำตาคลอเมื่อเจอรูปเด็กหนุ่มคนหนึ่ง  เขาชื่อเบนนี่ ท่านเคยควงกับเขาอยู่ 3 ปี
             ทั้งคู่รักกันปานจะกลืน แต่พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายไม่เห็นด้วยเนื่องจากเบนนี่มีเชื้อสายยิว  ส่วนครอบครัวคุณแม่นับถือคริสต์นิกายแบ๊พติสต์  ทั้งสองเคยคิดจะหนีตามกัน หรือไม่ก็แอบได้เสียและแต่งงานกันโดยพลการ  หรืออย่างน้อยก็พยายามจะไปเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน  แต่ผู้ใหญ่ก็จับท่านแยกกัน  โดยต่างฝ่ายต่างส่งลูกไปเรียนคนละมุมของประเทศ   พวกเขาได้พยายามติดต่อกันแต่ไม่สำเร็จ  จนกระทั่งคุณแม่มาตกหลุมรักคุณพ่อ  ส่วนเบนนี่ก็เข้าเรียนแพทย์  พอเรียนจบก็ไปเป็นศัลยแพทย์ประจำกองทัพอากาศ
              ทั้งสองเจอกันในวันคืนสู่เหย้า  ดิฉันไม่รู้ว่าเหตุการณ์เป็นอย่างไร  คุณแม่ไม่เคยเล่าให้ฟังว่าเธอรู้สึกอย่างไรเมื่อได้เจอเขาอีก  ดิฉันรู้เพียงว่าเขายังเป็นโสด
             ปีที่แล้วคุณแม่จัดงานเลี้ยงและเชิญให้ดิฉันไปร่วมเพื่อจะได้พบเพื่อนเก่าสมัยมัธยมของท่านบางคน   เมื่อก้าวเข้าไปในห้องนั่งเล่น ดิฉันเห็นผู้ชายหน้าตาดีมากคนหนึ่งนั่งอยู่  ไม่เคยเห็นใครหล่อเท่านี้มาก่อนในชีวิต สูง หล่อ ผิวเข้มอีกต่างหาก เข้าสูตรชายในฝันเลยเชียว
             คุณแม่แนะนำเขากับดิฉันว่าเขาคือ นายแพทย์เบนจามิน... เขาคือเบนนี่ คนรักในอดีตของท่านนั่นเอง  มันเป็นรักแรกพบของเขากับดิฉัน  เรามีความสัมพันธ์หวานชื่นต่อกันมาก
             ตอนแรกเราเก็บเป็นความลับ มันเหลือเชื่อจริงๆ  เราพากันไปพบจิตแพทย์และผู้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับชีวิตคู่  ดิฉันต้องการรู้แน่ว่าเขารักดิฉันจริงๆ  ไม่ใช่เพราะรักคุณแม่ของดิฉัน  ในที่สุดเราก็ตกลงใจแต่งงานกัน  เราบอกเรื่องนี้แก่ครอบครัวของเขาเป็นอันดับแรก  พวกเขาบอกว่ามันเป็นเรื่องพรหมลิขิตโดยแท้
             เมื่อเราบอกเรื่องนี้แก่คุณแม่ของดิฉัน  ท่านถึงกับร้องไห้แล้วเปลี่ยนเป็นหัวเราะชนิดกลั้นความปิติยินดีไว้ไม่อยู่  ทั้งคุณพ่อและุคุณแม่โล่งใจที่เรื่องลงเอยแบบนี้...
                                                                                                                        เอส.เอฟ.จี.
                                                                                                                 หลุยส์วิลล์ เคนทักกี

             “We’re all a little weird. And life is a little weird. And when we find someone whose weirdness is compatible with ours, we join up with them and fall into mutually satisfying weirdness—and call it love—true love.” 
                                                                                                   ― Robert Fulghum, True Love                 
              เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้ไปงานเต้นรำวันศุกร์หรรษากับวงดนตรีวงใหญ่งานหนึ่งที่ซีแอตเติล  คู่เต้นรำหลายร้อยคู่ออกมาวาดลวดลายทั้งในจังหวะวอลตซ์ จังหวะธรรมดา รวมทั้งฟอกซ์ทรอต...  ฟากหนึ่งของฟลอร์เป็นคู่ตายายชาวเอเชียแต่งตัวเกือบเป็นฝาแฝดกันในชุดกางเกงสีกากี เสื้อเชิ้ตตาหมากรุก รองเท้าเทนนิส กอดกันราวกับเถาวัลย์  พวกไม่เชิงเต้นรำ แค่เอนหัวไปตามจังหวะดนตรี นี่ก็พิลึก  หันไปทางไหนล้วนแต่เป็นคู่รักที่ดูพิลึกๆ  หาคู่รักที่เฉิดฉายน่าประทับใจไม่ได้เลย   แล้วไง มันสำคัญอะไรล่ะ                
             คุณอยากรู้ว่าผมคิดยังไงใช่ไหม  ผมคิดว่าเราล้วนมีอะไรแปลกๆ กันทุกคน  เมื่อพบคนที่มีความประหลาดที่เข้ากับเราได้  เราก็ร่วมวงไปกับเขา  ในที่สุดก็พึงพอใจในความพิลึกของกันและกัน  แล้วเรียกมันว่า รัก -- " รักแท้ "
                                                                                                                 โรเบิร์ต  ฟูลกัม

             เล่าเรื่องความรักสู่กันฟังสักเรื่องสิครับ  เอาเรื่องที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคุณจริงๆ  ไม่ใช่ที่อ่านพบหรือได้ยินได้ฟังมาจากที่อื่น...            
             ... ผมได้รับจดหมายจากคนอายุตั้งแต่แปดขวบถึงแปดสิบจากทั่วสารทิศ  ทั้งชาย หญิง และผู้นิยมไม้ป่าเดียวกัน  คนฉลาดเฉลียวและคนทึ่มสุดๆ...  ตอนแรกผมคิดว่าคงจะมีแต่เรื่องหวานมันหนึบหนับเหมือนท็อฟฟี่  เรื่องรักประเภทนกน้อยสีฟ้ากับสายรุ้ง  แต่กลับได้พบความแปลกใจที่ขมปี๋เหมือนดีเกลือ  กลับได้ฟังเรื่องรักแบบพายุสลาตันระคนด้วยฟ้าผ่า..
             แค่จดหมายยังไม่ถึงใจ  ผมจึงเสาะแสวงหาเรื่องรักโดยใช้วิธีแขวนป้ายไว้ตามร้านกาแฟหรือบาร์ ตลอดจนงานเทศกาลต่างๆ ในเมืองซีแอตเติลว่า  เชิญมาเล่าเรื่องความรักของคุณให้ผมฟัง  ผมยินดีตอบแทนด้วยการเลี้ยงกาแฟและอาจทำให้คุณมีชื่อเีสียงได้  ปรากฏว่ามีคนสนใจมากทีเดียว...
             ในระยะแรก การจะให้คนเปิดใจเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เป็นปัญหาพอสมควร  ผู้เล่ามักมีอาการเก้อเขินและออกตัวว่าเรื่องออกจะยืดยาวไม่หวานแหววเท่าไหร่  แต่พอได้รับกำลังใจก็ยอมเล่า  บางครั้งผู้ฟังถึงกับยืนขึ้นปรบมือให้แก่ผู้เล่า  ทำให้มีคนเข้ามาสมทบมากขึ้น  มีคนตะโกนถามว่า "ท ำอะไรกันน่ะ "
             " อ๋อ ต้องการเรื่องจริงเกี่ยวกับความรักงั้นรึ "  " ฉันมีอยู่เรื่องหนึ่งที่คุณคิดว่าเหลือเชื่อ "  แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ แปลกสิ้นดี  ที่ความไม่น่าเชื่อนั้นกลับทำให้เรื่องน่าเชื่อ  หากความจริงแปลกกว่านิยายได้  ความรักก็ยิ่งแปลกขึ้นไปอีก   การยุติเล่าเรื่องความรักแต่ละเรื่องดูจะยากยิ่งกว่าการพยายามยุให้พวกเขาเริ่มต้นเล่าเสียอีก  เป็นประสบการณ์ที่เราทุกคนเคยพบและอาจเกิดขึ้นอีก
             เรื่องที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องที่จะเล่าต่อมา คือ  หญิงสาวคนหนึ่งนั่งฟังชายหนุ่มเล่าถึงความรักที่ถูกผลักไสไร้เยื่อใยไมตรีอย่างเพลิดเพลิน  พอเขาเล่าจบ เธอบอกว่าไม่มีวันที่เธอจะปฏิเสธผู้ชายที่มีความรู้สึกกับความรักแบบนั้น  ชายหนุ่มจึงขอฟังเรื่องของเธอบ้าง  ตอนที่ผมจากมาคนทั้งคู่ยังคุยกันต่อ  จะเกิดอะไรต่อจากนั้น ในความรักทุกอย่างเป็นไปได้เสมอ
             สุภาพบุรุษวัยกลางคนคนหนึ่งยื่นซองจดหมายสีฟ้าให้ผมฉบับหนึ่ง  พร้อมบอกว่า "ก่อนอ่านจดหมายฉบับนี้ ผมอยากให้คุณทราบด้วยว่าผมเก็บมันมานานนับสิบปีแล้ว  เป็นจดหมายจากภรรยาซึ่งผมได้แต่งงานอยู่กินกันมาจนบัดนี้"  จดหมายมีข้อความเขียนด้วยปากกาว่า
                                  แฮร์รี่สุดที่รัก
                                 ฉันเกลียดคุณ เกลียดคุณ เกลียดคุณ
                                 ด้วยความรักและนับถือเป็นที่สุด
                                                                              เอ็ดน่า

            ผมเงยหน้าขึ้นยิ้มให้เขา นึกเดาเรื่องที่เหลือได้โดยตลอด...  
             หลายเรื่องเริ่มต้นอย่างเรียบง่ายแต่จบลงชนิดคาดไม่ถึง  จนบางครั้งคุณอดถามไม่ได้ว่าเป็นเรื่องจริงแน่หรือ  ผมเชื่อว่าจริง เพราะผมรู้เรื่องเกี่ยวกับรักแท้มามากจนไม่อาจโต้แย้งได้  ทุกสิ่งที่กล่าวเกี่ยวกับความรักเป็นความจริง  แม้จะไม่จริงกับทุกคนในคราวเดียวกันแต่ก็เป็นเรื่องจริงสำหรับใครบางคน ณ ที่ใดที่หนึ่ง  ในกาลครั้งหนึ่ง ความรักเป็นรางวัลอันยิ่งใหญ่และอาจเป็นขยะกองใหญ่...  และเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ชีวิตมีค่าน่าอยู่...  
                                                                                                              
อ่านเรื่องเต็มได้จาก  True Love, Robert Fulghum
                                   รักแท้  แปลและเรียบเรียงโดย สมพร  วรรธนะสาร วาร์นาโด
         

วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556


SPELT  สเป้ลท์
(Dinkel wheat or hulled wheat)
ชื่อวิทยาศาสตร์:  Triticum aestivum subsp. spelta

            Spelt  เป็นพืชดึกดำบรรพ์ชนิดหนึ่งที่เกือบสูญพันธุ์ไป  เครือญาติเดียวกับข้าวสาลีแต่เก่าแก่กว่าในพืชสกุลเดียวกัน  สเป้ลท์เป็นสายพันธุ์ย่อย (subspecies) หนึ่งของข้าวสาลี  หน้าตาคล้ายต้นข้าวสาลี แป้งที่ป่นได้ลักษณะเดียวกับแป้งสาลีทั่วไปแต่สีไม่ขาวเท่าและมีความหยาบมากกว่า  หากแต่ให้คุณค่าทางอาหารสูงโดยเฉพาะแบบไม่ขัดสี (โฮลมีลWhole meal) และไม่ขัดขาว (Unbleached)
            ในปัจจุบันจึงกลับมาเป็นที่นิยมในกระแสอาหารสุขภาพ   ขนมที่ทำมาจากแป้งชนิดนี้จะออกสีไม่ขาวนวลสวยเหมือนแป้งสาลีทั่วไปแต่ให้คุณค่าทางอาหารสูงกว่าและไม่ทำลายสุขภาพเหมือนแป้งสาลีขัดสีขัดขาวทั่วไปที่นุ่มละลายในปาก   ผู้ผลิตบางรายเชื่อว่าสเป้ลท์มีคุณค่ามากกว่าข้าวสาลีทั่วไปแม้จะนำมาขัดสีเพื่อให้แป้งและขนมที่ได้สีสวยขึ้นนุ่มขึ้นเพื่อให้บริโภคได้ง่ายและมากปริมาณ
            จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ 8,000 ปีก่อน เชื่อว่า  สเป้ลท์อาจเป็นข้าวสาลีพันธุ์ผสมของ emmer wheat และ Aegilops   ความจริงคนโบราณปลูกสเปลท์เป็นแหล่งอาหารเหมือนข้าวสาลีในบางส่วนในยุโรป แอฟริกาและทางเหนือของตุรกี จอร์เจีย   หลักฐานบางส่วนที่ค้นพบเืมื่อ 5,000 ปีก่อนคริสต์กลาง  สันนิษฐานว่าเป็นพันธุ์ผสมระหว่าง emmer wheat กับ bread wheat    แต่สเปลท์เกือบสูญหายไปเนื่องจากผลผลิตต่อไร่ของสเปลท์เมื่อเปรียบกับต้นข้าวสาลีแล้วให้ผลผลิตน้อยกว่า   ทำให้ข้าวสาลีกลายเป็นที่นิยมในเชิงพาณิชย์เป็นเวลานาน
            ต่อมาเมื่อกระแสรักษ์สุขภาพมาแรง   ธัญพืชไม่ขัดสีและอาหารปลอดสารเคมีทำให้สเปลท์กลับมาอีกครั้ง
   แป้งสเปลท์มีปริมาณกลูเต็นพอเหมาะ  จึงใช้แทนแป้งสาลีในการทำขนมอบ  เบเกอรี่เกือบทุกชนิด  เส้นพาสต้า ลาซานญ่า  มีการหมักเบียร์และวอดก้าจากสเป้ลท์เช่นกัน   เชื่อว่าการกินอาหารจากสเปลท์  ช่วยการไหลเวียนโลหิตทำให้ลดอัตราเสี่ยงของโรคหัวใจ  ช่วยบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนและโรคเบาหวาน

            สารอาหารในแป้งสเปลท์
            -โปรตีน : ซึ่งให้คุณค่าโปรตีนสูงกว่าโปรตีนของข้าวสาลี  เป็น low-fat protein  ปริมาณเพียงพอต่อความต้องการโปรตีนในแต่ละวัน
            -คาร์โบไฮเดรต : เป็นชนิดพิเศษเรียกว่า Mucopolysaccharides เป็นคาร์โบไฮเดรตที่จำเป็นสำหรับร่างกาย   คือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และมีคุณสมบัติช่วยในการแข็งตัวของเลือด  กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน
            -ไขมัน : อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม มีกรดไขมันจำเป็นที่ช่วยในการบำรุงรักษาผนังไขมัน ป้องกันความเครียด
            -เส้นใย : เป็นชนิดละลายได้ ช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ด้วยวิธีดูดซึม  โดยเฉพาะชนิดไม่ได้ขัดสีจะอุดมไปด้วยเส้นใยถึง 4 กรัมต่อ 1/4 ถ้วยตวง
            -วิตามิน : สเปลท์เป็นแหล่งรวมวิตามินชนิดต่าง ๆ  โดยเฉพาะวิตามินบี ที่จำเป็นต่อระบบประสาท  โดยเฉพาะบี 2 (Riboflavin) และบี 3 (Niacin)  รวมทั้งธาตุเหล็ก ซิลิก้า กรดโฟลิค(Folic acid/บี 9) กรดแพนโทเทนิกหรือบี 5 (Pantothenic acid) และบี 1 (Thiamin)  World's Healthiest Foods ยกให้สเป้ลท์เป็นแหล่งสารอาหาร "ยอดเยี่ยม" สำหรับแมงกานีส และ "ดี" สำหรับแมกนีเซียม ฟอสฟอรัสและทองแดง
            แป้งสเปลท์มีกลูเตนน้อยกว่าแป้งสาลี   มีสารอาหารพื้นฐานครบถ้วน ช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น สร้างเลือดดี มีอารมณ์แจ่มใส่ทำให้สุขภาพดี   อย่างไรก็ตาม คนที่แพ้โปรตีนกลูเตนในผลิตภัณฑ์แป้งสาลียังคงต้องหลีกเลี่ยงไปบริโภคอาหารที่ทำจากผลิตภัณฑ์ชนิดปลอดกลูเตน (Gluten free)  ส่วนคนที่ไวต่อโปรตีนชนิดนี้อาจยังบริโภคได้ปริมาณจำกัดขึ้นอยู่กับบุคคล
            การเลือกขนมปัง ขนมอบหรือเบเกอรี่ให้ไม่ทำลายสุขภาพนั้นต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย   เลือกที่ใช้วัตถุดิบแป้งสเป้ลท์ (ให้ดีกว่าคือชนิด Organics Whole meal)  นึกถึงปริมาณเนยและน้ำตาลในส่วนประกอบด้วย  และเลือกที่ใส่สารอื่นเสริมให้น้อยที่สุดถ้าไม่จำเป็นควรเลี่ยงเสีย   เราก็จะได้ทานเค้กหรือขนมโปรดได้โดยไม่ทำลายสุขภาพ
            อย่างไรก็ตาม การจะมีสุขภาพที่ดีได้นั้นต้องอาศัยการดูแลแบบองค์รวม  นอกจากเลือกอาหารที่หลากหลาย  ปรุงจากวัตถุดิบที่ดี  สะอาด  มีคุณภาพและปลอดสารพิษแล้วต้องไม่ละเลยการออกกำลังกายและดูแลจิตใจให้เพียงพอ

www.th.wikipedia.org
www.livestrong.com/article/262465-nutritional-facts-for-spelt-flour

วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556


"เจียวกู้หลาน" ชาบำบัดโรค

ชื่อวิทยาศาสตร์: Gynostemma pentaphyllum (Thunb.) Makino
ชื่อไทย: ปัญจขันธ์, เบญจขันธ์, ชาสตูล
ชื่อจีน: Jiaogulan (twisting-vine-orchid) เซียนเช่า ซียันเช่า ซีเย่ตัน
ชื่อยุโรปและสหรัฐอเมริกา: Southern ginseng, 5-leaf ginseng
ชื่อญี่ปุ่น: Amachasuru (ชาหวานจากเถา)

          การดื่มชาเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นคนจีน ญี่ปุ่น อังกฤษ แขกอินเดียหรืออาหรับ  ล้วนมีวิถีวัฒนธรรมการดื่มชาเป็นของตนเอง  กล่าวกันว่า มนุษย์ในโลกนี้รู้จักการดื่มชามานานกว่า 5,000 ปี  ทั้งดื่มเป็นเครื่องดื่ม เพื่อความรื่นรมย์และเพื่อเป็นยา
          คนจีนและแขกดื่มชาเพื่อละลายไขมันจากอาหารที่บริโภคเข้าไป  ศัลยา คงสมบูรณ์เวช 
ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนบำบัดกล่าวว่า ชาทุกชนิดมีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์สูง  โดยเฉพาะฟลาโวนอยด์ ซึ่งมีคุณสมบัติในการป้องกันโรคได้หลายโรค
          นักวิจัยชาวเนเธอร์แลนด์พบว่า ผู้ที่ได้รับสารฟลาโวนอยด์อย่างสม่ำเสมอจะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจหลอดเลือดลดลงถึง 68%  ซึ่งสารที่ว่านี้พบมากในชาดำ หัวหอมและแอ๊ปเปิ้ล
          องค์การอาหารและเกษตรสหรัฐฯ รายงานการวิจัยว่า การดื่มชาดำวันละ 5 ถ้วยช่วยลดแอลดีแอลหรือคอเลสเตอรอลที่ชอบไปเกาะตามผนังหลอดเลือดลดลงถึง 11.1%  ส่วนการวิจัยในบอสตันระบุว่า ผู้ที่ดื่มชาดำวันละถ้วยจะช่วยลดความเสี่ยงจากหัวใจวายได้ถึง 44% เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ดื่มชา
          การศึกษาด้านคลีนิกและเภสัชในต่างประเทศและในจีนพบว่า เจียวกู้หลานเป็นสมุนไพรที่ใช้รับประทานเป็นประจำได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีผลข้างเคียงเช่นโสมหรือสมุนไพรบางชนิด ไม่ว่าจะใช้ทั้งต้นหรือสกัดออกมาซึ่งประกอบด้วยตัวยามากกว่า 50 ชนิด 
          ปัจจุบันกระแสการดื่มชาเป็นที่นิยมแพร่หลายพอๆ กับกาแฟ  มีหลากหลายชนิดเลือกได้ตามรสนิยม  ถ้าชาดำขมไปก็มีชาเขียว ชาขาว ชาดอกไม้ ชาผลไม้และชาสมุนไพร
          เจียวกู้หลาน เป็นชาอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมแพร่หลาย  โดยเฉพาะการนำมาใช้เพื่อป้องกัน ยับยั้งและบำบัดโรคหลายชนิด  มีคุณสมบัติในการส่งเสริมธาตุหยินและหยางของร่างกาย  ปรับสมดุลของร่างกายและความดันโลหิตทั้งสูงและต่ำ  สร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย  ผ่อนคลายความเครียด
          เจียวกู้หลานเป็นพืชต่างสายพันธุ์กับโสม  แต่มีสารซาโปนินที่มีโครงสร้างโมเลกุเหมือนกับโสม  มีคุณสมบัติลดอาการป่วยจากโรคตับอักเสบและเบาหวาน  โดยช่วยกระตุ้นการสร้างอินซูลินจากตับอ่อน
          เจียวกู้หลานมีสารซาโปนิน 82 ชนิด เรียกว่า Gypenosides 1-82 ซึ่งมากกว่าที่มีในโสม 3-4 เท่า  ในจำนวนนี้มี 4 ชนิดที่เหมือนกับที่พบในโสมคนคือ Ginsenosides, Rb 1, Rd และ F3 และอีก 17 ชนิดมีคุณลักษณะคล้ายโสม  คุณสมบัติทางยาดีกว่าที่พบในโสมอื่นๆ โดยเฉพาะไม่มีพิษและไม่มีอาการแพ้จากการบริโภค
          ผลการวิจัยของจีนและญี่ปุ่นพบสรรพคุณตรงกันว่า มีสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้นอนหลับ ลดระดับไขมันในเลือด เสริมระบบภูมิคุ้มกัน ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งบางชนิด  ต้านการอักเสบและลดระดับความดันโลหิตสูง  รวมทั้งลดระดับน้ำตาลในเลือด
          ข้อพิสูจน์ทางการแพทย์ที่มีการเผยแพร่ผ่านเอกสารทางวิชาการจำนวนมากยืนยันว่า เจียวกู้หลานสามารถป้องกันโรคเบาหวาน ไขมันในเส้นเลือด โรคมะเร็งในกระเพาะอาหารและลำไส้  ช่วยลดอาการไตวายและอาการปวดหัวข้างเดียวหรือไมเกรนได้
          ควรดื่มชาเจียวกู้หลานหลังอาหารเช้า กลางวันหรือเย็น  หรือดื่มก่อนนอนจะช่วยทำลายอาหารตกค้างในอาหารที่ไม่สะอาด ย่อยสลายไม่หมด ขับสารพิษในกระเพาะอาหารและลำไส้
          การชงชาเจียวกู้หลาน ชาดอกไม้ ชาดำ ชาแดง ชาอูหลง ควรชงด้วยน้ำร้อนจัดถึง 100 องศาเซลเซียส เพื่อให้ใบชาคลายรสชาติที่ดีออกมา  มีเพียงชาเขียวที่ไม่ควรชงด้วยน้ำเดือดเพราะจะทำลายรสชาติความสดของชา

ที่มา:  นสพ.ไทยรัฐ, 5 พฤษภาคม 2555 และ Health Journal Balance issue 7

วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2556

อาหารบางชนิดที่ผู้คนมักมองว่าไม่ดีกับสุขภาพ

            แต่ถ้ารู้จักเลือกผลิตภัณฑ์ ปริมาณและความถี่ที่จะรับประทาน  เราก็จะได้ประโยชน์มากกว่าโทษ
            ชีส
            ชีสอุดมด้วยไขมันและแคลอรี แต่ก็เป็นแหล่งสำคัญของโปรตีน  แคลเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสีและวิตามินบี 12   มีวิตามินดีและแมกนีเซียมซึ่งทำงานร่วมกับแคลเซียมซึ่งจำเป็นต่อร่างกายอย่างยิ่ง  มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกายและกรดไลโนเลอิกโมเลกุลคู่ซึ่งเป็นไขมันประเภทดี  มีปริมาณน้ำตาลน้อย  เลือกชีสชนิด Strong-flavored เช่น เฟต้าชีส บลูชีส และชีสพาร์เมซานสด (ไม่ขูด)  ซึ่งจะใช้ในปริมาณน้อยหากนำไปปรุงอาหาร   ข้อควรระวังสำหรับผู้มีภาวะความดันโลหิตสูงคือ ชีสมักมีปริมาณเกลือสูง  ให้ดูประเภทโซเดียมต่ำ (Low sodium)  และถ้าเลือกชีสประเภทไขมันต่ำ เรามักโน้มเอียงที่จะกินปริมาณมากขึ้น  เช่นเดียวกับชีสไม่มีไขมันซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีรส  อาจเผลอใส่ปริมาณมากเพื่อให้อร่อยขึ้น  สรุปคือ ต้องดูรายละเอียดในฉลากผลิตภัณฑ์เลือกที่ปริมาณโซเดียมและไขมันต่ำและต้องจำกัดปริมาณที่แน่นอนแต่แรกห้ามใส่เพิ่มเพียงเพื่อรสชาติความอร่อย

             ช็อกโกแลต
             คนมักบอกว่าช็อกโกแลตเป็นสาเหตุของสิวและความอ้วน  ที่จริงช็อกโกแลตมีสารต้านการเกิดมะเร็งและโรคหัวใจเช่นเดียวกับในผักและผลไม้   เว้นแต่ว่ามีไขมันสูงกว่าเท่านั้น  ช็อกโกแลตยังเพิ่มสารเซโรโทนินในสมองทำให้หายหดหู่อารมณ์ดีขึ้น  ดูส่วนประกอบที่ฉลากว่ามีสัดส่วนอย่างไรเลือกดาร์กช็อกโกแลต  ช็อกโกแลตยิ่งเยอะก็หมายความว่าใส่โกโก้บัตเตอร์ซึ่งอุดมด้วยไขมันน้อยลง  หลีกเลี่ยงช็อกโกแลตที่ผสมคาราเมล มาร์ชเมลโลว์ และไขมันและน้ำตาลที่ทำให้อ้วน

              เนื้อสัตว์
              เนื้อสัตว์ทุกชนิดเป็นแหล่งใหญ่หลักๆ ของโปรตีนและสารอาหารที่ร่างกายต้องการ  แต่หากบริโภคในปริมาณมากเป็นหลักหรือล้นเกินก็มีผลเสียกับสุขภาพหลายประการทีเดียว  เลือกเนื้อวัวหรือเนื้อหมูที่มีปริมาณไขมันแทรกอยู่น้อย(เนื้อโคนขาหรือสะโพก)  เนื้อซี่โครงและทีโบนมีไขมันและแคลเลอรี่มากเป็นเท่าตัวของส่วนอื่น  เลือกเนื้อไก่ที่ไม่มีหนังและไม่มีมันยังดีกว่าเนื้อสีแดง  และควรบริโภคน้อยครั้ง  ที่ดีที่สุดและควรบริโภคมากกว่าเนื้อชนิดอื่นคือ ปลา  นอกจากโปรตีนจากเนื้อสัตว์แล้วเราใช่ไข่ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีเช่นกัน ในผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพหรือโคเลสเตอรอลจากอาหารสูง  เลือกให้ไข่ขาวเิพิ่มสำหรับเพิ่มปริมาณโปรตีนในการช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอแทนเซลล์ที่เสียไปทุกวัน

              กาแฟ
              มีการวิจัยเร็ว ๆ นี้ให้ผลว่า กาแฟไม่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคหัวใจ  เนื้อเยื่อในหน้าอกผิดปกติ หรือความดันโลหิตสูง  แต่คาเฟอีนช่วยบรรเทาอาการแพ้ ทำให้กระฉับกระเฉงและสมาธิดีขึ้น  หากดื่มไม่เกิน 2 แก้วต่อวันขึ้นอยู่กับปริมาณกาแฟหรือความเข้มที่ใส่  ระวังครีมเทียมหรือนมกับน้ำตาลที่ใส่ให้มาก  เลี่ยงกาแฟแก้วใหญ่ๆ ที่มีครีมเทียมหรือนมข้นหวาน นมข้นจืด น้ำตาลและวิปครีมที่ให้พลังงานและไขมันไม่ต่ำกว่า 300 แคลอรี่ซึ่งเท่ากับอาหารจานเดียวถึง 1 จาน

             ถ้าทุกคนระวังและหลีกเลี่ยงได้ตามนี้  เราก็ยังจะได้รับประทานของอร่อยหรือไม่ต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีเป็นปกติในชีวิตประจำวัน และไม่ทำลายสุขภาพด้วย

วันเสาร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2556


TAKING A WOMAN TO BED
What is the difference between girls/women 
aged 8, 18, 28, 38, 48, 58, 68, and 78 ?

At 8...  You take her to bed and tell her a story.
At 18... You tell her a story and take her to bed.
At 28... You don't need to tell her a story. Take her to bed.
At 38... She tells you a story and takes you to bed.
At 48... She tells you a story to avoid going to bed.
At 58... You stay in bed to avoid her story.
At 68... If you take her to bed, that'll be a story.
At 78... What story ? What bed ? Who is he ?

ขำขำ จาก "เรียนภาษาอังกฤษกับโจ๊ก Joke" จาก คู่สร้างคู่สม



วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556

  น้ำพริก
(ตอนต่อ)
 
           น้ำพริกเบสิค หรือน้ำพริกมาตรฐานตอนที่แล้วเป็นน้ำพริกสำหรับจิ้มผักดิบรับประทานกับปลาทูทอดซึ่งรู้จักกันทั่วไป เพราะจะมีในสำรับกับข้าวคนไทยเกือบทุกบ้าน  อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าน้ำพริกนั้นมีมากมายหลายอย่างเกินกว่าจะกล่าวถึงได้หมด  การจะตำน้ำพริกอื่นๆ ให้มีรสชาติแปลกออกไป  จะต้องมีเครื่องปรุงของน้ำพริกมาตรฐานนี้เตรียมไว้  แล้วถึงดูว่าจะตำน้ำพริกอะไร ต้องเพิ่มอะไรเข้าไปหรือต้องถอดอะไรออก  เช่น ถ้าเกิดเบื่อผักดิบขึ้นมา  จะใช้ผักต้มจิ้มน้ำพริก  ก็ตำน้ำพริกสูตรมาตรฐานนี้เพียงแต่ผสมปรุงรสให้เหลวกว่าน้ำพริกชนิดอื่น  โดยใส่เกลือแต่น้อยใช้น้ำมะนาวและน้ำปลาให้มาก  ถ้าเหลวไม่พอก็อาจใส่น้ำเพิ่มได้  
           สำหรับผักต้มจิ้มน้ำพริกนั้น ถ้าให้มีความโรมานซ์ พิเศษเพิ่มไปอีก  ให้เอาหัวกะทิตั้งไฟให้เดือดพอจะเป็นขี้โล้ตักเหยาะลงในน้ำพริกนิดหน่อย  น้ำพริกจะรสนุ่มนวลและดูน่ากินขึ้น  ถ้ายังไม่หนำใจและให้พิเศษกว่านั้น ให้เผาพริกชี้ฟ้าเขียวแดงเหลืองแล้วฉีกเป็นชิ้นๆ โรยหน้าลงไป  หัวกะทินี้ยังใช้หยอดหน้าผักต้มด้วย เช่นมะเขือ หน่อไม้สด ข้าวโพดอ่อน ยอดฟักทอง หัวปลี ผักกะเฉด ผักบุ้ง ดอกแค มะระขี้นก และอื่นๆ ตามชอบ
           น้ำพริกผักดอง  คนรุ่นใหม่มักไม่ค่อยรู้จักกัน  แต่เป็นน้ำพริกที่ดิฉ้นเห็นแม่ทำกินมาแต่เด็ก  น้ำพริกที่ใช้คือน้ำพริกมาตรฐานนั่นเอง แต่เมื่อใช้ผักดองอันเป็นของเปรี้ยวจิ้ม  น้ำพริกก็ต้องตำให้อ่อนเปรี้ยวลง คงรสเค็มกับหวานไว้  มิฉะนั้นจิ้มผักดองแล้วจะมีรสเปรี้ยวมาก  ใครที่ใส่น้ำตาลในน้ำพริกไม่ค่อยเป็นคงต้องหัดทำหมูหวานไว้แนมจะอร่อยขึ้นมาก
           สำหรับน้ำพริกผักทอด ส่วนใหญ่และให้ง่ายใช้มะเขือยาวหรือชะอมชุบไข่ทอด  น้ำพริกก็ให้เหลวหน่อยและให้มีรสเปรี้ยวเค็มหวานทั้งสามรสเท่าๆ กัน  นอกจากนี้เห็นจะเป็นใบผักและดอกที่ชุบแป้งทอด ที่เคียงกับขนมจีนน้ำพริกคือ ดอกโสน ดอกขจร ดอกเข็ม พวงชมพู ใบทองหลาง ใบผักบุ้ง ใบเล็บครุฑ  
            น้ำพริกมะขาม  น้ำพริกครกนี้ตัดมะนาวออกไปได้เลย ทั้งน้ำพริกใบและดอกมะขามสด  น้ำพริกมะขามสดและน้ำพริกมะขามเปียก นอกเสียจากว่าตำเสร็จแล้วยังเปรี้ยวไม่หนำใจค่อยเติมมะนาวอีกได้  สำหรับน้ำพริกส้มมะขามเปียกใช้พริกแห้งตำ  และรับประทานกับช่อมะม่วง มะม่วงขบเผาะและหรือผักอื่น  ปลาทูนึ่งทอดหรือปลาดุกย่างฟูและหมูหวาน   น้ำพริกมะขามเปียกนี้ หากใส่กากหมูลงไปแล้วผัดน้ำมันให้หอมดี  ใช้รับประทานกับทองหลางใบมนหรือใบลายทอด  และจะมีไข่เค็ม หมูหวาน หรือปลากุเราทอด อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทุกอย่างเป็นเครื่องแนม
            น้ำพริกบางอย่างใช้ของที่มีรสเค็มใส่เป็นของสำคัญและเรียกชื่อน้ำพริกตามนั้น  ก็อิงน้ำพริกมาตรฐานแต่ว่าชักกะปิออก เช่น น้ำพริกลูกหนำเลี๊ยบใช้เนื้อลูกหนำเลี๊ยบลงตำแทนกะปิ  ก็จะได้น้ำพริกแปลกๆ อีกครก  หรือน้ำพริกเต้าหู้ยี้ก็ใส่เต้าหู้ยี้แทนกะปิ  แต่สองอย่างนี้ไม่อร่อยเท่าน้ำพริกกะปิ  อาจลองตำชิมแก้เบื่อ  หรือถ้ายังอยากดัดจริตต่อไปอีก  ก็เอาข้าวสวยร้อนๆ และน้ำพริกมาตรฐานลงคลุก แล้วแกะเนื้อลูกหนำเลี๊ยบหรือเต้าหู้ยี้ลงคลุกเพิ่ม ก็จะได้รสอร่อยอย่างใหม่ขึ้นมาอีก  อะไรที่ยังไม่อร่อยถูกใจแนมด้วยหมูหวานเสียก็จะอร่อยได้ดังใจ 
            นอกจากนี้ยังมีน้ำพริกเต้าเจี้ยว  สมัยนี้มีเต้าเจี้ยวญี่ปุ่นขายกันมากมาย  ซึ่งตำได้อร่อยง่ายกว่าเต้าเจี้ยวจีนซึ่งมีหลายชนิดต้องเลือกดู  อาจต้องทดลองไปทีละอย่าง  ครกนี้ตัดกะปิและน้ำปลาเด็ดขาดเพราะเต้าเจี้ยวเค็มอยู่แล้ว ถ้าตำเสร็จแล้วยังเค็มไม่พออาจเติมเกลืออีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  รับประทานกับมะเขือยาวเผาและผักสดอื่นเช่น ยอดผักบุ้งไทย มะเขือเปราะและขมิ้นขาว  สำหรับปลาใช้ปลาดุกย่างทอด ปลาช่อนหรือปลาอื่นที่มีเนื้อมากๆ ทอดให้ฟูก็ได้
            มีน้ำพริกอีกบางรายการที่ไม่ได้ใส่กะปิ ในกรณีที่เบื่อน้ำพริกกะปิ เป็นการหนีความจำเจชั่วคราว เช่น น้ำพริกปลากุเรา  ให้โขลกกุ้งแห้งกับกระเทียม  เอาปลากุเราปิ้งไฟพอสุกแกะเอาแต่เนื้อลงโขลกด้วยกันแล้วจึงใส่พวกมะอึก น้ำตาลปึก มะนาว พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า   รับประทานกับปลาดุกย่างหรือปลาช่อนทอดและผักอื่น  ให้อร่อยตามฤดูกาลคือมะม่วงขบเผาะที่ร่วงใต้ต้น  หน้ากระท้อนก็รับประทานกับกระท้อน หรือชมพู่ที่เนื้อกรอบๆ
            น้ำพริกเมืองเหนือมักใช้ถั่วเน่าหรือปลาร้าแทนกะปิภาคกลาง  นอกเสียจากคนภาคกลางหาถั่วเน่าไม่ได้อาจใช้กะปิเพียงเล็กน้อยแทนถั่วเน่า แค่พอมีกลิ่นเท่านั้นที่   น้ำพริกอ่องใช้พริก กระเทียม มะเขือเทศและหมูสับเป็นหลัก  รับประทานกับผักสดได้หมด   น้ำพริกข่ารับประทานกับเห็ดนางฟ้าต้มสุก   น้ำพริกหนุ่มใช้พริกหนุ่มเผา(ไม่ใช่พริกชี้ฟ้า) กระเทียมและหอมแดงเอามาเผาก่อนตำ รสออกเผ็ดและเค็มเท่านั้น  รับประทานกับแตงกวาสดและผักลวกผักนึ่งได้หมด  อาจมีหมูหรือไก่ทอดไว้แก้เผ็ดและที่ขาดไม่ได้คือ ข้าวเหนียวเอาไว้จิ้มน้ำพริกกินได้อีก  น้ำพริกอีกอย่างที่จะพูดถึงนี้ดิฉันนึกอยากตั้งแต่ได้อ่านเจอ นั่นคือ น้ำพริกขี้กา เครื่องปรุงมีเพียงกุ้งแห้งป่นหรือปลากรอบปิ้งไฟแล้วป่น กระเทียมกับพริกชี้ฟ้าถ้าเผาได้จะหอมกว่า น้ำปลา น้ำมะนาวและน้ำตาลเท่านั้น รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ และผักสด
            น้ำพริกที่ใช้ผลไม้รสเปรี้ยวตำนั้น ส่วนใหญ่เป็นน้ำพริกผัด  ยกเว้นน้ำพริกมะม่วง  น้ำพริกผัดถ้าให้อร่อยจริงโดยไม่นึกถึงสุขภาพก็ต้องผัดด้วยน้ำมันหมูและใส่กากหมูเจียวเล็กน้อย เช่น น้ำพริกกระท้อน (น้ำพริกกระท้อนทำได้ทั้งผัดและไม่ผัด)  น้ำพริกเผา  น้ำพริกมะดัน  น้ำพริกลงเรือ  น้ำพริกแอ๊ปเปิ้ล น้ำพริกพริกไทยสด ฯลฯ
            ยังมีน้ำพริกอีกมากมายแล้วแต่จะนึก  แล้วแต่ว่ามีอะไรฤดูไหน  ท้องถิ่นไหน เช่น น้ำพริกไข่เค็ม น้ำพริกเห็ด  น้ำพริกไข่ปู   หาอ่านรายละเอียดได้จากหนังสือ "น้ำพริก" ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช  ซึ่งตอนนี้เป็นตำราอาหารที่ดิฉันมีติดครัวไว้เสมอ


  

วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2556

Welcome to our hottest time of the year ! 
อาหาร กับ อากาศร้อน
(อาหารฤทธิ์เย็น)
          หลักความเชื่อเรื่องความร้อน-เย็นของร่างกายมีความสัมพันธ์กับสุขภาพและการเจ็บป่วยของผู้คนมีมานานเป็นพันๆ ปี   การแพทย์แผนจีนเรียกว่า หยิน-หยาง  มีการรักษามากว่า 5,000 ปี  พบหลักฐานบันทึกทางการแพทย์เก่าแก่อายุประมาณกว่า 2,500 ปีมาแล้วเกี่ยวกับ "การป่วยไข้ที่ใช้อาหารเป็นยารักษา"   วิถีแบบเต๋าเชื่อว่า มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลและธรรมชาติ   หยินคือ ความเย็น หยางคือ ความร้อน  อาหารที่เรากินเข้าไปก็มีทั้งฤทธิ์ร้อนและเย็นจึงมีผลต่อความสมดุลของหยิน-หยางในร่างกายเราโดยตรง   สมดุลร้อนเย็นในร่างกายเราก็คือ ภาวะอุณหภูมิหรือธาตุไฟ  ซึ่งมีเหตุปัจจัยมาจากอาหาร อารมณ์ สังคม การงาน เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้เกิดการแปรปรวนได้   ถ้าสองสิ่งนี้เสียสมดุลก็จะเกิดอาการเจ็บป่วย  การรักษาเยียวยาหรือป้องกันจึงมุ่งรักษาสมดุลของหยิน-หยาง  
             ในทางอายุรเวชศาสตร์ แพทย์แผนอินเดียนั้นเห็นว่า มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ  การกินอาหารที่ดีต้องกินให้สอดคล้องกับธรรมชาติและกับร่างกาย   กุญแจสู่สุขภาพที่ดีคือการรักษาสมดุลของธาตุในร่างกาย  เรียกว่า เรือนธาตุ ประกอบด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศ   
            แพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกในแนวธรรมชาติบำบัดพื้นฐานนั้น  พบว่าภาวะร้อน-เย็นในร่างกายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้คนแข็งแรงหรืออ่อนแอ  ซึ่งปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งมาจากอาหารการกินในแต่ละมื้อแต่ละวัน แต่ละโอกาสเทศกาล  แม้ว่าร่างกายจะประกอบด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ  แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้อวัยวะต่างๆ สมดุล ก็คือไฟนั่นเอง   เมื่อร่างกายร้อนเกินหรือเย็นเกินจะทำให้เกิดความอ่อนแอและล้มป่วยลงได้ถ้าปล่อยทิ้งไว้นาน   ถ้าร่างกายมีธาตุไฟที่สมดุลคือไม่ร้อนเกินและไม่เย็นเกินจะทำให้สภาวะเลือดมีประสิทธิภาพ  ทั้งในการหล่อเลี้ยงร่างกายและการต้านโรคทั้งหลายที่คอยรุมเร้าชีวิตผู้คน
            ทุกวันนี้คนเราส่วนใหญ่มีสภาวะร่างกายหนักมาทางร้อนเกิน  ภาวะร่างกายที่ร้อนเกินคือสาเหตุของโรคร้ายแรงทั้งหลาย   ซึ่งเกิดจากวิถีชีวิตที่เคร่งเครียด การงานเต็มไปด้วยการแข่งขัน  สังคมระบบทุนนิยมและระบบอุตสาหกรรม  สิ่งแวดล้อมที่มีมลพิษ  อากาศอบอ้าวแดดร้อน  อาหารเครื่องดื่มฤทธิ์ร้อนและปนเปื้อนสารปรุงแต่งเคมีสารพิษ  อาการแช่แข็งอาหารสำเร็จรูป  เครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหลาย  ความกังวลความโกรธ  การใช้สารเคมีมากขึ้นในชีวิตประจำวันรวมทั้งยารักษาโรค  ระบบการเผาผลาญในร่างกาย   เหล่านี้ล้วนสร้างความร้อนในกับร่างกาย   อาจมีอาการแสดงออกเนื่องจากภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกิน เช่น ตาแดง ตาแห้ง ขอบตาคล้ำ มีสิวฝ้า กระเนื้อ ตุ่มแผลโรคในช่องปาก นอนกรน ปากคอแห้ง  ผมร่วงหรือหงอกก่อนวัย รังแค  ปวดหัวตัวร้อน มีไข้  เส้นเลือดขอด  เส้นเลือดฝอยแตกเป็นจ้ำตามใต้ผิวหนังบางที่  เป็นตะคริวบ่อย  ท้องผูกหรือบางครั้งท้องเสียแทรก  ปัสสาวะปริมาณน้อย สีเข้ม อาจแสบขัด  ปวดท้องหรือท้องอืด  ผิวหนังมีผื่น เริม งูสวัด สะเก็ดเงิน  หายใจร้อน มีเสมหะเหนียวข้น  อ่อนเพลียเมื่อเดินทางด้วยรถยนต์ ง่วงนอนหลังกินข้าว  ไหล่ติดยกแขนขึ้นไม่สุด ฯลฯ   เมื่อมีอาการเตือนบ่อยๆ นานๆ ไม่ได้รับการแก้ไขในที่สุดก็ก่อให้เกิดโรคร้ายแรงต่างๆ เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไซนัสอักเสบ หลอดลมหรือกล่องเสียงอักเสบ ตับอักเสบ กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ ไทรอยด์เป็นพิษ ริดสีดวงทวาร หอบหืด ไอกรน ไตอักเสบจนไตวาย นิ่วในไต ในกระเพาะปัสสาวะหรือในถุงน้ำดี  ไส้เลื่อน ต่อมลูกหมากโต เป็นต้น  
            ตัวอย่างของโรคมะเร็งและเนื้องอก เกิดจากความร้อนในร่างกายมากเกินและนานต่อเนื่อง  ทำให้ความร้อนนี้ไปเผาผลาญเซลล์ในร่างกายตายไปเซลล์แล้วเซลล์เล่า จนเกินสภาพเซลล์ที่แข็งกระด้าง  เกิดทับถมกันจนกลายเป็นเนื้องอกนานเข้าขยายกลายเป็นมะเร็ง   อีกประเภทหนึ่ง คือ เซลล์ถูกเผาไหม้จนดีเอ็นเอในเซลล์เกิดความเสียหาย  จึงสร้างเซลล์ออกมาใหม่และไม่สมบูรณ์อาจมีหน้าตาผิดไปทำงานผิดเพี้ยน  เซลล์เม็ดเลือดขาวไม่สามารถขจัดออกไปได้ในที่สุดก็ขยายตัวกลายเป็นมะเร็ง
            ภาวะร่างกายที่เย็นเกินเกิดขึ้นเพียงส่วนน้อยในคนเรา  มีเพียงไม่กี่สาเหตุ เช่นกินอาหารที่มีฤทธิ์เย็นมากติดๆ กันเป็นระยะเวลาหนึ่ง  โดยเฉพาะชนิดที่ให้โทษแ่ก่ร่างกาย เช่น ขนมหวาน เครื่องดื่มหวานเย็นมีกลิ่นหอม  ผักฤทธิ์เย็นไม่ผ่านไฟหรือกินข้าวมากเกินไป   เครียดจัด ทำให้เกิดภาวะร้อนก่อนและตีกลับเป็นเย็นเกิน  เชื่องช้าเฉื่อยชา  นอนนานๆ ร่างกายไม่ได้ใช้พลังงาน   อาการที่ฟ้องเช่น มึนศีรษะ  ตาแฉะ  ขี้ตาเยอะ  มีตุ่มหรือแผลในช่องปากด้านบนหรือโคนลิ้น ลิ้นเป็นฝ้าขาว  มือเท้าเย็น ตัวเย็น หน้าซีด เป็นเหน็บชา มีราตามตัวหรือเล็บ เป็นกลากเกลื้อนขาว  เป็นหวัดน้ำมูกใสแต่ไม่เจ็บคอ เสมหะไม่เหนียวข้นและอาจมีอาการไอ  ข้อติด ปวดข้อ ตะคริว โรครูมาตอยด์ นิ้วล็อก(กำมือไม่ค่อยลง)  ปัสสาวะใสอาจปริมาณมากและไม่อุ่น โลหิตจาง หน้ามืด วิงเวียนบ่อย   ปล่อยไว้นานๆ ไม่แก้ไขโรคที่อาจตามมาคือ มะเร็งและเนื้องอกที่เกิดจากภาวะเย็นเกิน  คอพอกชนิดธรรมดาที่เกิดจากการขาดไอโอดีน
            ในทุกวันนี้เราอยู่ท่ามกลางอาหารฤทธิ์ร้อนทั้งสิ้น เช่น อาหารรสจัดจ้านทุกชนิดทุกรส  กลุ่มโปรตีนสูงเส้นใยน้อย  อาหารใช้ความร้อนสูง ปรุงนาน  กลุ่มสมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์ร้อน กระชาย กะเพรา โหระพา แมงลัก กลุ่มหอมกระเทียม พริกไทย ผักที่มีกลิ่นฉุน  ผลไม้หวานจัด  มีวิตามินมากธาตุอาหารสูง  กลุ่มแป้งข้าวทั้งหลาย ขนมปัง ขนมกรุบกรอบ  โปรตีนเนื้อสัตว์ทุกชนิดรวมทั้งเห็ดโคน เห็ดหอม เห็ดหลินจือ ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วลิสง ถั่วทอดทุกชนิด  เครื่องปรุงจากการหมักดองพวกเต้าเจี้ยว ซีอิ๊ว น้ำปลา ปลาร้า ฯลฯ  น้ำมันหมู วัว ไก่ น้ำัมันพืช น้ำมันรำข้าว ฯลฯ  น้ำร้อนจัดเช่น ชา กาแฟร้อนๆ  น้ำเย็นจัดและน้ำแข็ง  สมุนไพรและยาบำรุงเลือด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม เป็นต้น   เราจึงควรจัดสรรอาหารที่มีฤทธิ์เย็นมาช่วยดับร้อนผ่อนกระหายของร่างกาย  การทำกินเองในบ้านคืออาหารฤทธิ์เย็นอย่างแท้จริง  
            เราสามารถจัดการอาหารการกินให้ธาตุไฟในร่างกายเกิดความสมดุลได้โดยพิจารณาหรือใส่ใจอาการที่เกิดขึ้นในร่างกาย  ถ้าธาตุในร่างกายสมดุลเราจะรู้สึก เบาสบาย สดชื่น มีกำลัง และอารมณ์ดี   เราเสียเวลาหรือทุ่มเทเวลามากมายไปกับสิ่งต่างๆ ที่ไม่ได้มีผลดีกับสุขภาพเลย  ฉะนั้น เราควรแบ่งเวลามาทำอาหารฤทธิ์เย็นป้อนเซลล์ของร่างกายเพื่อรักษาสุขภาพเราบ้าง  อาจใช้หลักพรหมวิหาร 4 ช่วยดังนี้ 
            เมตตา  ต่อเซลล์ผู้ให้ชีวิตแก่เรา  ด้วยการมีสติในการกิน
            กรุณา   ต่อเซลล์ด้วยการทำอาหารฤทธิ์เย็นให้เซลล์กิน
            มุทิตา  ด้วยความยินดีเมื่อเซลล์เบิกบาน มีกำลัง
            อุเบกขา  ต่อเซลล์ด้วยการไม่ยินดียินร้ายกับอาหารที่ห้อมล้อมตัวเรามากมายอันเป็นอันตรายต่อเซลล์แห่งชีวิตเรา  นับเป็นความกตัญญูต่อเซลล์ที่ให้ร่างกาย อวัยวะต่างๆ แก่เราได้ใช้ประโยชน์   
            อาหารฤทธิ์เย็นมีคุณสมบัติเด่นชัดคือ ย่อยง่าย การสันดาปน้อย สารอาหารไม่มากมายจนเกินไป รสชาติอาหารไม่จัด  ไม่ทำให้เกิดความร้อนในร่างกายมากมาย  คุ้มครองเซลล์ทำให้เซลล์เย็นตัวลง ทำให้เกิดความสมดุลของธาตุไฟ  ทำให้สภาวะเลือดมีความเป็นด่างเล็กน้อย (pH7) ซึ่งมีคุณสมบัติดีมีคุณภาพดีที่สุด  ทำให้อวัยวะต่างๆ ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ  ร่างกายจึงแข็งแรงทนต่อคลื่นความร้อนและโรคระบาดได้   เครื่องปรุงอาหารที่มีฤทธิ์เย็นหรือพวกผักผลไม้ก็ต้องมีรสอ่อนหรือหวานเพียงเล็กน้อยจากธรรมชาติ มีเส้นใยสูง ให้พลังงานต่ำ  พืชผักประเภทที่มีเนื้อยุ่ย หลวมๆ ลักษณะเรียวบาง ชุ่มน้ำ อ่อนนุ่ม มีความสดคงทน สีอ่อนๆ เช่น ถั่วงอก น้ำเต้า ฟักแฟง  กินแล้วชุ่มคอไม่ระคายเคือง  ผักบุ้ง  ผักหวาน  บวบ  แตงต่างๆ  มะละกอดิบ  สายบัว หยวกกล้วย  กล้วยดิบ หัวปลี  ยอดฟักทั้งหลาย  ดอก ยอดและฝักมะรุม  หญ้าปักกิ่ง  มะเขือเทศ  กะหล่ำดอก  บร็อกโคลี่  กวางตุ้ง  ผักกาดขาว  หัวไขเท้า  ผักกาดทั้งหลาย  ใบเตย  รางจืด  ดอกขจร  ปวยเล้ง  ข้าวโพด  ดอกแค  ย่านาง  ใบมะขาม  ผักเหลียง  กระเจี๊ยบเขียว  มะเขือเปราะ  มะเขือยาว  มะม่วงดิบ(ไม่เปรี้ยวจัด)  ผักที่รสออกขม เช่น ใบบัวบก  มะเขือพวง  มะระจีน  มะระขี้นก  สะเดา  ผักอื่นที่มีรสออกขมเป็นผักฤทธิ์ร้อนที่มีฤทธิ์ในการดับร้อน  กินแต่พอดีตามที่ร่างกายรู้สึกเบาสบาย  ถ้ามากเกินไปก็มีโอกาสไม่สบายเนื้อตัวได้เช่นกัน   ส่วนพืชผักที่มีรสฝาดและเปรี้ยวจัด เช่น ตะลิงปลิง  มะปรางดิบ  มะขามป้อม  แม้จะมีฤทธิ์เย็น  แต่ถ้ากินมากเกินอาจตีกลับเป็นฤทธิ์ร้อนได้เช่นกัน  กลุ่มผลไม้ฤทธิ์เย็นได้แก่ มังคุด มะยม แตงโม แคนตาลูป สับปะรด ส้มโอ ส้มเช้ง กล้วยน้ำว้า(เพิ่งสุก) กล้วยหักมุก แก้วมังกร กระท้อน พุทรา สมอไทย ชมพู่ มะดัน มะขามดิบ น้ำมะนาว น้ำมะพร้าว แอปเปิ้ล สาลี่ ลางสาด สตรอเบอรี่ ลูกไหน ลูกพรุน บลูเบอรี่ ลูกฟิกส์(มะเดื่อฝรั่ง) บ๊วย แอปพริคอต เนคตาลิน
            การกินเพื่อถนอมเซลล์สำหรับผลไม้นั้น ให้กินผลไม้รสเปรี้ยวก่อนแล้วจึงตามด้วยผลไม้หวาน  เพื่อชะลอการดูดซึมน้ำตาลจากผลไม้หวานให้ค่อยๆ ซึมเข้ากระแสเลือดแต่พอดี  น้ำตาลในผลไม้ก็คือ น้ำตาลทั่วๆ ไปที่เรายังต้องระวังจำกัดปริมาณ   กลุ่มคาร์โบไฮเดรตฤทธิ์เย็น ได้แก่ เส้นขาวทั้งหลายถ้าให้ดีต้องเป็นเส้นที่ปราศจากน้ำมัน  วุ้นเส้น  ข้าวกล้อง  แป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวสาลี
            อาหารกลุ่มนี้มีฤทธิ์เย็น ให้พลังงานความร้อนน้อย  ดูดซึมเร็ว  ร่างกายใช้ได้เร็วแต่ก็หมดเร็วเช่นกันเพราะเป็นกลุ่มอาหารที่ไม่ได้สารอาหารจำเป็นมากมาย  ดังนั้นในขบวนการสันดาปเพื่อเป็นพลังงานจึงต้องดึงเอาวิตามินแร่ธาตุอื่นในร่างกายมาใช้ร่วม   การกินอาหารแต่ประเภทนี้ไปนานๆ ร่างกายก็จะขาดวิตามิน แร่ธาตุและเส้นใยอาหาร  ฉะนั้นเมื่อร่างกายคลายร้อน ผ่อนโรคแล้ว  ควรกินข้าวซ้อมมือหรือข้าวกล้อง  วุ้นเส้นไม่ขัดขาว  เส้นก๋วยเตี๋ยวหรือขนมจีนจากแป้งข้าวกล้องเพราะร่างกายจะได้ทั้งเส้นใยอาหารและสารอาหารมาก  ส่วนน้ำตาลนั้นเราได้อยู่ตลอดจากผลไม้และอาหารโดยทั่วไปแล้ว  ซึ่งร่างกายเราต้องการเพียง 5 ช้อนชาต่อวันเท่านั้น
             โปรตีนมีคุณสมบัติที่ร่างกายนำไปแปลงเป็นไกลโคเจนเก็บไว้เป็นพลังงานสำรองส่วนหนึ่ง  อีกส่วนทำหน้าที่ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของเนื้อเยื่อ  การย่อยโปรตีนจะใช้พลังงานในการสันดาปสูงมากจึงทำให้มีฤทธิ์ร้อนเป็นส่วนใหญ่  เฉพาะเห็ดและถั่วบางชนิดเท่านั้นที่ให้ฤทธิ์เย็น คือ ถั่วขาว ถั่วเขียว ถั่วทอง ถั่วเหลือง เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนูขาวและดำ เห็ดลม เห็ดขอนขาว  รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองเช่น เต้าหู้ทุกชนิด น้ำเต้าหู้(รวมทั้งเครื่องด้วย) ฟองเต้าหู้  นอกจากข้างต้นแล้วยังมี ลูกสำรอง น้ำนมข้าวโพด น้ำเก๊กฮวย น้ำใบเตย   เครื่องปรุงก็ต้องสดจากธรรมชาติตามฤดูกาลให้มากที่สุด  มะนาว ส้มจี๊ด ส้มซ่า มะกรูด มะขามเปียก มะขามอ่อน เกลือสมุทร ซีอิ๊วอนุโลมเฉพาะน้ำแรก(สูตร 1) และใช้ร่วมกับเกลือ   นอกจากนี้ควรใส่ใจการล้างสารเคมีที่ติดมากับผักผลไม้  การปรุงใช้ไฟอ่อนถึงปานกลางให้สุกพอดีไม่เปื่อยหรือเละ  ไม่ควรอุ่นซ้ำๆ  เป็นการปรุงขั้นตอนเดียว  ไม่ใช่ทอดแล้วนำไปผัดหรือต้มแล้วผัด   4 ประการหลังนี้จะทำให้กลายเป็นอาหารฤทธิ์ร้อนไป
             การกินอาหารฤทธิ์เย็นเพื่อความสมดุลของร่างกายยังมีประโยชน์อีกคือ
             - สามารถขับสารพิษที่สะสมในร่างกายมานานแสนนานออกไปได้
             - สามารถซ่อมบำรุงอวัยวะต่างๆ ที่ชำรุดทรุดโทรมจากความร้อนและสภาวะแวดล้อมรอบตัว
             - สามารถดึงความเป็นหนุ่มสาวกลับมาให้เราได้ด้วยอาการเบากาย มีกำลังวังชา รู้สึกแข็งแรงและสดชื่น
             - สามารถเยียวยารักษาโรคต่างๆ ที่ฝังอยู่ในร่างกาย ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัวอีกหลายอาการ
             - ทำให้เลือดอยู่ในสภาวะด่างอ่อนๆ ทำให้เลือดมีประสิทธิภาพในการบำรุงร่างกาย รักษาและป้องกันโรค ขับพิษในร่างกายทั้งที่มาจากอาหาร จากอารมณ์ จากซากเซลล์และจุลินทรีย์ที่ตายแล้วออกจากระบบต่างๆ ของร่างกาย 
            นอกจากนี้ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืนเพื่อลดภาระในการย่อยของร่างกาย  และร่างกายยังดูดซึมสารอาหารไปใช้ได้อย่างเต็มที่และรวดเร็ว  
            การดื่มน้ำเช่นกัน การดื่มน้ำที่ดีควรดื่มก่อนกินอาหารและหลังอาหารไปแล้ว 1/2-2 ชั่วโมง  เพราะเมื่อกินอาหารเสร็จร่างกายต้องการธาตุไฟ(ความร้อน) เพื่อย่อยอาหาร  ต้องการความเข้มข้นของน้ำย่อย  ต้องการช่องว่างสำหรับปราณหรือเอนไซม์ทำการย่อย   การดื่มน้ำระหว่างมื้อที่เรียกว่าข้าวคำน้ำคำหรือดื่มปริมาณเป็นแก้วหลังอาหารทันทีจะทำให้น้ำย่อยเจือจาง  น้ำมีฤทธิ์เย็นไปลดธาตุไฟที่กำลังย่อยอาหารทำให้ย่อยได้ไม่เต็มที่  สร้างภาระให้ร่างกายทำให้อึดอัดอีกนาน  ถ้ากระหายน้ำจริงๆ ควรดื่มก่อนมื้ออาหาร   ถ้าเกิดจากอาการไม่สบายหรืออาหารรสจัดระหว่างมื้ออาจจะแค่จิบแล้วเว้นช่วงครึ่งชั่วโมงไปแล้วค่อยดื่มเพิ่ม   
            น้ำดื่มที่ดีต้องเป็นน้ำอุณหภูมิห้องหรือเย็นเล็กน้อยจากตู้เย็น  ไม่ใช่เย็นเจี๊ยบจากน้ำแข็ง  ความเย็นที่เกินพอดีของร่างกายส่งผลร้ายให้ร่างกายยิ่งร้อนมากขึ้น  และน้ำที่ดีที่สุดต้องไม่ผ่านไฟ  รองลงมาเป็นน้ำคั้นสมุนไพรฤทธิ์เย็น  และน้ำต้มสมุนไพรฤทธิ์เย็นที่ต้มแต่พอดีด้วยไฟกลางค่อนข้างอ่อน
            ลำดับของการกินอาหารนั้นมีความสำคัญต่อสุขภาพอย่างมาก คือ กินอาหารที่ย่อยง่ายไปสู่อาหารที่ย่อยยากกว่า  อาหารที่ย่อยง่ายร่างกายจะดูดซึมได้เร็ว สารอาหารเข้ากระแสเลือดได้เร็ว เป็นการกระตุ้นหรือวอร์มอัพให้ร่างกายได้ตื่นตัวเพื่อทำงานในทุกระบบทุกอวัยวะ  โดยเฉพาะกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ตับ ตับอ่อน เป็นต้น  เป็นการถนอมเซลล์  ลดภาระของกระเพาะอาหาร  ระบบย่อยทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและทำให้กินได้อย่างปริมาณพอประมาณ  ลำดับการย่อยง่ายไปยากมีดังนี้
             1. น้ำ
             2. น้ำคลอโรฟิลล์ จากธรรมชาติใหม่สด  คั้นจากผักสดฤทธิ์เย็นทั้งหลาย เช่น ใบย่านาง ใบเตย ใบบัวบก หญ้าปักกิ่ง เป็นต้น  
             3. ผลไม้สด มีเทคนิคเพื่อสุขภาพคือ กินผลไม้เปรี้ยวอมหวานก่อนจึงตามด้วยผลไม้รสหวาน
             4. ผักสด มีเส้นใยอาหารมากกว่าผลไม้มากทั้งผักสดและผักปรุงสุก
             5. ข้าวและกับข้าว
             6. ถั่วต้ม
             7. แกงจืด มีภาวะการย่อยเช่นเดียวกับกับข้าวแต่เพราะมีน้ำเยอะและผ่านไฟนานกว่าจึงเหมาะกับการปิดท้ายหากอยากซดน้ำแกงให้คล่องคอขณะกินข้าว  แต่กรณีร้อนอบอ้าวอาจซดน้ำแกงก่อนกินข้าวก็ได้
             คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสผลจากการกินอาหารฤทธิ์เย็น  ในคนปกติ ควรกินให้ได้ 3-5 วันติดต่อกันในช่วงเริ่มต้น  เพราะร่างกายจะมีปฏิกิริยากับอาหารฤทธิ์เย็นภายใน 1-3 วัน  จากนั้นก็หย่อนผ่อนตามสภาพจิตและความสบายของกาย  อาจกินเป็นอาหารฤทธิ์เย็นวันเว้นวัน หรือมื้อเว้นมื้อตามต้องการ   ส่วนคนป่วยที่มีอาการจากความร้อนในร่างกายมากเกินหรือธาตุไฟกำเริบนั้น ควรกินมากมื้อขึ้นจนรู้สึกสบายกายมากขึ้น  พยายามเคร่งครัดและกินตามลำดับที่แนะนำ  มื้อเย็นควรงดโปรตีนและไขมัน  หากงดมื้อเย็นไม่ได้ในกินน้อยๆ เบาๆ  อย่านอนดึก  ตื่นแต่เช้า  ออกกำลังสม่ำเสมอ   ระยะเวลากินที่ได้ผลต่อการบำบัดผ่อนโรค ทุเลาอาการอย่างน้อย 3 เดือน  ซึ่งเซลล์ต่างๆ ตายทุกวัน เกิดทุกวัน  เมื่อเวลาผ่านไปเป็นเดือนก็จะมีเซลล์ที่เกิดใหม่ที่แข็งแรงด้วยอาหารฤทธิ์เย็นจำนวนมาก  ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น
             การอดกลั้นการกินอาหารที่อยากมากๆ ก่อให้เกิดความตึงเครียดต่อจิตใจได้  ฉะนั้นต้องไม่เป็นการฝืนใจนัก  ให้กินตามใจปากเสียบ้าง เพราะว่า
    "ความเครียดของจิตใจก่อพิษร้าย
                                                 มากกว่าพิษของอาหารแสลง"
            นี่เป็นเพียงความรู้บางส่วนที่ได้จากการหาทางปรับตัวกับอาการร้อนสุดๆ ในเดือนที่ร้อนที่สุดขณะนี้ผู้สนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก
           "อาหารฤทธิ์เย็น" แนวธรรมชาิติบำบัดปรับสมดุล รักษาโรค  สำนักพิมพ์แสงแดด


ตัวอย่างอาหารฤทธิ์เย็น

            เราเพียงปรับเปลี่ยนผักและส่วนประกอบอื่นเข้าไปในกับข้าวที่กินอยู่ทุกวันให้เป็นผักผลไม้ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และเครื่องปรุงอื่นที่มีฤทธิ์เย็นตามรายละเอียดข้างต้น เช่น 

          - น้ำใบบัวบก (แก้ร้อนในกระหายน้ำ ช่วยถอนพิษร้อนในร่างกาย บำรุงผิวพรรณ ชะลอความแก่  ซ่อมแซมเส้นเลือดฝอย บำรุงสมอง ช่วยผ่อนคลายความเครียด  ควบคุมระดับความดันโลหิตให้ปกติ  ผสมกับน้ำสับปะรดหรือน้ำมะพร้าวอ่อนทำให้มีรสชาติหวานหอมดียิ่งขึ้น)   
          - น้ ำใบเตย (มีน้ำมันหอมระเหย รสหวานสีเขียวสวย  มีสารคลอโรฟิลล์ช่วยลดการกระหายน้ำ บำรุงหัวใจ ทำให้สดชื่น  ทั้งยังมีเกลือแร่ แคลเซียมและฟอสฟอรัส อาจคั้นผสมกับผักฤทธิ์เย็นอื่นๆ ได้)        
          - น้ำย่านาง (อาจเพิ่มใบเตยนิด หรือใบบัวบกหน่อย หรือผสมน้ำมะพร้าวอ่อนดื่มง่ายอร่อยขึ้น)  
          - น้ำใบตำลึงใช้ดับพิษร้อน อุดมไปด้วยวิตามินเอ แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก  
          - น้ำำว่านหางจรเข้ (มีสารอะโลอินและสารอะโลอิซิน Aloin - Aloesin ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง โรคระบบทางเดินหายใจอักเสบ สมานแผลในกระเพาะอาหาร  ฆ่าเชื้อไวรัสต้นเหตุการเป็นไข้หวัดและสลายสารพิษ  จึงช่วยฟื้นฟูการทำงานของตับได้เป็นอย่างดี)  
          - น้ำเต้าหู้  
          - น้ำลูกเดือย (มีสารคอกซีโนไลด์ Coxenolide ช่วยยับยั้งการเติบโตของเนื้องอก  ทำให้การหมุนเวียนของเลือดที่ผิวหนังดีขึ้น  ทำให้ผมดกดำเป็นเงางาม  ใช้ลูกเดือยต้มสุก 1 ถ้วยปั่นกับน้ำ 3 ถ้วย ตั้งไฟอ่อนปานกลางแค่พอเดือดใส่น้ำตาลนิดหน่อย ทำได้ 4 แก้ว)   
          - น้ำใบหมาน้อยหรือหมอน้อย 15-20 ใบ (ผสมใบย่านาง 30-40 ใบและใบเตย 2 ใบ ล้างให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นๆ ใส่โถปั่นพร้อมน้ำซัก 6 ถ้วย  กรองเอาเฉพาะน้ำ)  ใบหมาน้อยหรือเครือหมอน้อย หรือ กรุงเขมา  ผักพื้นบ้านมหัศจรรย์ของอิสาน แก้ไข้แก้ปวด ช่วยขับถ่าย  มีเพคตินสูง ช่วยดูดซับโคเลสเตอรอลในเส้นเลือดได้ดี  ช่วยดูดซับสารพิษ  ลดการดูดซึมของน้ำตาลและไขมัน 
          - ส้มตำมะละกอ  ส้มตำฟักเขียวกับมะละกอห่าม  ตำแตง  สลัดมะเขือเทศ  ยำหรือตำผลไม้รวม  ยำหรือตำมะม่วงเปรี้ยวผสมมะละกอห่ามกินกับผักวอเตอร์เครสและผักกาดหอม  ลาบหัวปลี  ยำทวายผักฤทธิ์เย็น  ลาบเห็ดฤทธิ์เย็น
          - แกงอ่อม  แกงส้มผักรวม  แกงเลียง  แกงแคใบมะรุม  
          - น้ำพริกอ่องใส่เห็ดฟางสับหยาบแทนหมูสับกินกับแตงกวาสด,   น้ำพริกใบหมาน้อยกับเห็ดฟางสับละเอียดกินกับแตงกวา สายบัว ใบบัวบก มะเขือต่างๆ,  หลนใช้ถั่วเหลืองและถั่วทองใส่เห็ดฟางกินกับแตงกวา มะเขือเปราะ ผักกาดขาวหรือผักต้มมีดอกขจร ดอกแค ดอกโสน ถั่วฝักยาว มะเขือเปราะ
          - ข้าวยำปักษ์ใต้ผักฤทธิ์เย็น   สุกี้ผักฤทธิ์เย็นและเห็ดรวม
          ตัวอย่างเพียงบางส่วนเป็นแนวทางเพื่อปรับเปลี่ยนการปรุงอาหารในชีวิตประจำวันให้มีฤทธิ์เย็นมากขึ้นสำหรับฤดูร้อนนี้  รายละเอียดศึกษาได้จาก หนังสือ "อาหารฤทธิ์เย็น" สำนักพิมพ์แสงแดด วิธีทำนั้นยืนพื้นจากอาหารที่ทำในชีวิตปกติประจำวัน  เพียงปรับวัตถุดิบและเครื่องปรุงตามอาหารฤทธิ์เย็น
          Enjoy summer time.

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556

ความจำเสื่อม

            หลายปีที่ผ่านมาดิฉันได้มีโอกาสดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม  ดูจะเป็นเรื่องซีเรียส สำหรับโพสต์นี้  แต่บทความน่าสนใจและอาจเป็นประโยชน์กับหลายท่าน  ซึ่งได้สรุปย่อความมาเพียงบางส่วน  ดิฉันเหมือนกับหลายๆ ท่านที่มักเรียกโรคสมองเสื่อมว่า อัลไซส์เมอร์  คุณหมอที่ดูแลประจำระบุอาการแม่อดีตสามีว่า ดีเมนเชีย (Dementia) ที่เกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งเคยเส้นเลือดฝอยแตกในสมอง และด้วยตัวเลขอายุย่าง 88 ที่มีอาการโรคอัลไซส์เมอร์ด้วย   
            ดีเมนเชีย หมายถึง ภาวะสมองเสื่อม  มักเกิดกับผู้สูงอายุ บ้างเกิดเองตามวัยเพราะสังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง มีแก่มีเสื่อมไปเป็นธรรมดา  บ้างเกิดขึ้นเพราะเป็นโรคอัลไซส์เมอร์ (Alzheimer's disease)   บ้างเกิดขึ้นเพราะเป็นโรคพาร์กินสัน (Parkinson's disease)  และบ้างเกิดจากโรคหลอดเลือดสมอง เส้นเลือดเส้นเล็กๆ ในสมองอุดตันเนื่องจากความดันโลหิตสูงและ/หรือเบาหวาน  มีส่วนน้อยที่จะเกิดกับคนอายุไม่มากนัก เช่น วัยกลางคน
            คนส่วนมากมักใช้คำว่าอัลไซส์เมอร์เมื่อพูดถึงสมองเสื่อม หรือความจำเสื่อมมากกว่าคำว่า ดีเมนเชีย  มองในแง่หนึ่งอาจจะเป็นเพราะการแพทย์ไม่เคยสื่อสารสาธารณะให้สังคมรู้จัก  มองอีกมุมหนึ่งอาจจะเป็นเพราะธุรกิจสุขภาพและธุรกิจยาข้ามชาติต้องการสื่อสารเรื่องอัลไซส์เมอร์ให้คนรู้จักมากๆ  ซึ่งถ้ามัวแต่ไปนั่งกินยารักษาโรคอัลไซส์เมอร์เม็ดละร้อยบาทก็จะผิดทิศทางรักษาไม่ตรงสาเหตุ ยังไม่นับยาบางตัวที่โฆษณาเกินจริงและบางตัวมีฤทธิ์ข้างเคียงมาก  
            ไม่นานมานี้ มีงานวิจัยสรุปว่าภาวะดีเมนเชียหรือสมองเสื่อมที่เกิดกับคนไทยนั้น ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากโรคหลอดเลือดทางสมอง  เพราะคนไทยมีความดันโลหิตสูงและเบาหวานที่รักษาไม่เหมาะสมจำนวนมาก  แต่ระยะหลังๆ ทิศทางของงานวิจัยเปลี่ยนไป โดยมักได้ข้อสรุปว่าคนไทยเป็นโรคอัลไซส์เมอร์กันมาก พร้อมๆ กับข้อสังเกตว่าธุรกิจยารักษาโรคอัลไซส์เมอร์ก็ขยายตัวมากด้วย 
            ปัจจุบันเวลาใครลืมอะไรง่ายขึ้นก็มักจะมาพบแพทย์เร็วขึ้น พร้อมคำถามว่าตนเป็นอัลไซส์เมอร์หรือยังทั้งที่อายุเพิ่งสามสิบกว่าปีห้าสิบปีเท่านั้น  กรณีเช่นนี้ร้อยทั้งร้อยไม่ได้เป็นอะไร นอกจากทำงานมาก พักผ่อนน้อย ใจลอยเก่ง ไม่มีสติ ไม่มีสมาธิ วางของไหนก็ไม่ตั้งใจเลยลืม รับนัดใครแล้วไม่รีบจดก็จะลืม  ผู้ป่วยสมองเสื่อมแท้ๆ มักไม่ได้มาพบแพทย์ด้วยตนเองเพราะตัวเองจะไม่รู้ว่ากำลังเริ่มสมองเสื่อมหรือความจำเสื่อมไปแล้ว  โดยทั่วไปมักเกิดขึ้นช้าๆ เงียบๆ โดยไม่มีใครรู้ตัว  บ้างมีอาการแล้วหายเอง หายเองสักพักก็เป็นอีก สลับกันไปมาเช่นนี้ระยะหนึ่ง กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ความจำเสื่อมไปมากแล้ว  ขี้หลงขี้ลืมมากและชัดเจนจนลูกหลานเห็นผิดสังเกตจึงพามาพบแพทย์
            ลูกหลานมักพบว่าผู้สูงอายุนั่งนิ่งๆ ยืนนิ่งๆ เป็นเวลานานโดยไม่ทราบสาเหตุ  เมื่อชวนคุยก็มักใช้เวลาตั้งสติพักใหญ่กว่าจะตอบคำถามหรือมีสติกลับคืนมา  อาการนี้เป็นๆ หายๆ  บางบ้านผู้สูงอายุมักพูดถึงคนเก่าแก่ที่ตายไปแล้วบ่อยขึ้น หรือเหมือนว่าคนเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่  บางคนจำชื่อลูกหลานไม่ได้  กว่าลูกหลานจะมั่นใจว่าอาการเหล่านั้นเป็นจริงไม่ได้คิดไปเอง อาการก็มักจะเป็นมากพอสมควรแล้ว  บางคนเดินออกนอกบ้านไปเรื่อยๆ ไม่มีจุดหมาย  แสดงว่ามีอาการหลงลืมมาแล้วระยะหนึ่งแล้วจึงมีอาการสับสนแทรกซ้อน  มักไม่รู้เวลา ไม่รู้สถานที่ ประกอบกับจำลูกหลานไม่ค่อยได้  อาการสับสนที่แทรกขึ้นมามีสาเหตุจากสมองสูญเสียการทำงานชั่วคราว ส่วนใหญ่ไม่ทราบสาเหตุ  แต่บางครั้งพบว่าเกิดจากการนอนไม่หลับติดๆ กันหลายคืนหรือมีไข้  สำหรับอาการหวาดระแวง (Paranoid) เช่น ระแวงว่ามีขโมยขึ้นบ้านจึงคอยปิดประตูหน้าต่างตลอดเวลา หรือระแวงว่าลูกหลานจะขโมยเงินทองไป  อาการนี้มักอธิบายด้วยสาเหตุทางใจมากกว่าทางชีววิทยาของสมอง
            เมื่อพบว่าผู้สูงอายุในบ้านความจำเสื่อม ขอให้รู้ว่ารักษาไม่ได้  ไม่ว่าจะเสื่อมจากสังขารหรือจากโรคอะไรก็ล้วนรักษาไม่ได้ทั้งนั้น  ยาที่แพทย์สามารถให้เพื่อช่วยได้บ้าง คือ ยาที่ใช้ลดอาการกระวน กระวายอยู่ไม่สุข (ซึ่งมิใช่ยาคลายเครียด)  และยาที่ช่วยให้นอนหลับ (ซึ่งมิใช่ยานอนหลับ) เพื่อป้องกันไม่ให้มีอาการสับสนแทรกซ้อนซึ่งจะทำให้เรื่องยุ่งยิ่งกว่าเดิมเป็นอันมาก  แต่หากมีอาการสับสนไปแล้วก็ให้ยารักษาอาการสับสนนั้นได้ หรือหากมีอาการหวาดระแวงไปแล้วก็สามารถให้ยารักษาอาการหวาดระแวงได้เช่นกัน  แต่ยารักษาเพื่อให้ความจำกลับคืนมา ไม่มี !
            สิ่งที่สำคัญกว่าการใช้ยา คือ การจัดระบบบ้านให้เหมาะ คือบ้านที่เรียบง่ายไม่รกรุงรัง  ของใช้ส่วนตัวท่านให้วางในที่ที่เห็นง่าย  ควรวางปฏิทินตัวโตนาฬิกาเรือนใหญ่ให้ท่านเห็นเสมอ  ทั้งหมดนี้เพื่อป้องกันอาการสับสนและหวาดระแวงที่จะแทรกซ้อนนั่นเอง  ดูแลปรับปรุงห้องน้ำให้เหมาะ  เก็บเงินที่จะหมดไปกับยาราคาแพงที่ประโยชน์ไม่ชัีดเจนมาไว้จ้างคนช่วยดูแลถ้าดูแลเองไม่ได้เต็มที่  สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ความกตัญญูอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องอาศัยการจัดการอย่างเป็นระบบด้วย ทั้งเรื่องการเงินและเวลาของลูกแต่ละคน  กำหนดสัดส่วนแรงงานและแรงเงินให้ยุติธรรมกับทุกฝ่าย  ไม่ปล่อยภาระการดูแลผู้สูงอายุที่สมองเสื่อมไว้กับลูกสาวที่ไม่แต่งงาน

ความรู้ทางวิชาการจาก  โรคจิตที่รัก,  ป่วยแค่กาย...แต่ใจยิ้ม 
โดย นายแพทย์ ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

Tales of Music and the Brain

            หนังสือ Musicophilia ของ Oliver Sacks  เล่าเรื่องอาการความจำเสื่อม (amnisia) ได้น่าสนใจ  ทำให้เราเข้าใจอาการความจำเสื่อมและผู้ป่วยความจำเสื่อมได้มากขึ้นและชัดเจนขึ้นด้วยว่า ที่ว่าเสื่อมนั้นคืออะไรกันแน่  โอลิเวอร์ แซ็คส์ เป็นจิตแพทย์ เคยเขียนเกี่ยวกับผู้ป่วยโรคพาร์กินสันในเรื่อง Awakenings ที่สร้างเป็นภาพยนต์แสดงโดย โรบิน วิลเลียมส์และโรเบิร์ต เดอ นีโร
            แซ็คส์เล่าเรื่องนักประพันธ์เพลงและวาทยากรชื่อ ไคลฟ์ ที่ป่วยด้วยไข้สมองอักเสบ  หลังจากฟื้นไข้เขากลายเป็นคนความจำเสื่อม  จำทั้งอดีตและเรื่องใหม่ๆ ไม่ได้  เขาใช้ชีวิตเช่นปกติไม่ได้จนต้องไปอาศัยอยู่ในสถาบันที่รับผู้พิการทางสมองเอาไว้  ไคลฟ์ลืมเนื้อหาหนังสือทันทีที่อ่าน  เพียงพลิกหน้าถัดไปหรือกะพริบตา  เขาจะถือหนังสือเล่มเดิมและบอกว่าเป็นหนังสือเล่มใหม่  ไคลฟ์จำภรรยาสุดที่รักไม่ได้  ซึ่งภรรยาเขายังคงดูแลใกล้ชิดตลอดเวลายี่สิบปีที่เขาป่วย ไปเยี่ยมเยียนสม่ำเสมอที่สถาบัน เขาจำอะไรเกี่ยวกับภรรยาไม่ได้เลย แต่รับรู้ได้ว่ามีความผูกพันบางประการ  ไม่รู้ว่ามาเยี่ยมถี่แค่ไหนเพราะเขาลืมทุกอย่างทันทีที่เธอกลับไป ไม่เคยรับรู้ว่าเธอมาเยี่ยมเป็นพันๆ ครั้ง ไคลฟ์จะโทรมาหาและบอกว่าไม่ได้พบเธอนานแล้วอยากให้มาหาเร็วที่สุด  เขาดีใจที่มีผู้หญิงคนนี้มาเยี่ยม เศร้าใจเมื่อหายไป  ดีใจอีกเมื่อเธอโผล่หน้ามาที่ประตูอีกแม้ว่าจะไม่รู้ว่าเธอออกไปเมื่อไร  "เขาอยู่กับคนแปลกหน้าในสถานที่ใหม่ตลอดเวลา"  "ทุกครั้งที่ฉันไปหา เขาจะเข้ามาใกล้ชิด ซบฉันและร้องไห้"
            เขายังช่วยเหลือตัวเองได้ในกิจวัตรประจำวันแต่ไม่รู้ว่าทำไปหรือยัง กินมื้อไหน แต่งตัวจะไปไหนหรือไม่ไปไหน  ความจำเกี่ยวกับความหมายของคำ (Semantic memory) ต่างจากความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง (Explicit memory) และแตกต่างจากความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีตแต่ละช่วง (Episodic memory)   การแพทย์พบว่าลำพัง Semantic memory ที่ไม่มี Explicit memory และ Episodic memory ร่วมด้วยนั้นแทบจะไม่สามารถพาชีวิตให้เดินไปอย่างมีจุดมุ่งหมายได้เลย  เขาพูดได้แต่ถ้าถูกขัดจังหวะก็จะลืมและเปลี่ยนเรื่องพูดทุกครั้ง  เขามักพูดคนเดียวและเปลี่ยนเรื่องไปได้เรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว  ซึ่งสำคัญมากที่จะต้องรู้ว่าเขาพูดจาลักษณะนั้นเพราะความจำเสื่อม ไม่ใช่โรคจิต  เพราะหากวินิจฉัยผิดและจ่ายยาโรคจิต จะทำให้อาการทรุดลงเนื่องจากฤทธิ์ข้างเคียงของยา
            คำถามคือ ไคลฟ์จำผู้หญิงคนนี้ได้อย่างไร   คำตอบคือ เขามีสิ่งที่เรียกว่า Emotional memory คือ ความจำเกี่ยวกับอารมณ์  เช่นเดียวกับทารกในทฤษฏีของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ ที่เชื่อว่าทารกจำเหตุการณ์ไม่ได้ก็จริง แต่มี Emotional memory ฝังลึกลงในจิตใต้สำนึกและจะกลายเป็นหางเสือคัดท้ายชีวิตที่เหลือในภายภาคหน้า  ปัจจุบันเราเชื่อว่ามันฝังลงในส่วนที่ลึกที่สุดของบริเวณสมองที่เรียกว่าลิมบิก Limbic system ที่ที่ไม่มีโรคอะไรจะเข้าไปทำลายได้โดยง่าย
            การทดลองที่มีชื่อเสียงทำโดยนายแพทย์ชาวสวิส ชื่อ Edouard Claparede ในปี 1911 เขาซ่อนเข็มไว้ในมือ แล้วเดินจับมือกับผู้ป่วยที่ความจำเสื่อมจากพิษเหล้า  พบว่าผู้ป่วยเหล่านี้จำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่มีใครยอมจับมือกับเขาอีกเลย
            ไคลฟ์ล้มป่วยเพียงไม่กี่ปีหลังแต่งงาน  ความรักของคนทั้งสองดูดดื่มยังไม่จางและความหลงใหลในดนตรีของทั้งสองเป็นประสบการณ์ร่วมที่พิเศษอีกชั้นหนึ่ง  นั่นทำให้ภรรยาเป็นคนสำคัญต่ออารมณ์ของไคลฟ์เสมอ  ไคลฟ์สามารถสัมผัสกลิ่นกายของเธอในอดีตและผูกพันกับบรรยากาศแห่งความรักรอบตัวคนทั้งสองในเวลานั้นซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเวลาไหน
            ที่น่าประหลาดใจมากที่สุดคือ ไคลฟ์ยังเล่นเปียโนหรือคีย์บอร์ดได้ไม่มีที่ติ  เขาบรรเลงเพลงคลาสสิคที่ชอบได้เป็นเลิศไม่ผิดเพี้ยน  และมีความสุขล้นเหลือกับการทำเช่นนั้นร่วมกับผู้หญิงคนนั้น
            การเล่นดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของความจำที่เรียกว่า Implicit memory  อาจแปลได้ว่าเป็นความทรงจำจากภายใน  นักปรัชญาด้านดนตรีเชื่อว่า การได้ยินเสียงท่วงทำนองของดนตรีที่แท้ไม่ใช่ "ได้ยินท่วงทำนอง" (hearing of a melody) แต่เป็น "ได้ยินไปด้วยกันกับท่วงทำนอง" (hearing with memory)  นั่นคือ ดนตรีไม่ใช่ของแปลกปลอม แต่ดำเนินไปด้วยกันกับชีวิตหรือตัวตนซึ่งภาษาทางจิตวิทยาเรียกว่า self  ไคลฟ์สูญเสียความจำทั้งหมด แต่เขาไม่สูญเสียตัวตน คือ self  

              ไคลฟ์ ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มีเพียงปัจจุบัน ซึ่งหายไปได้ทุกเวลาแม้เพียงกะพริบตา  ดนตรีเป็นอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาอยู่กับปัจจุบันได้นาน  
         นี่คือชีวิตของคนที่ความจำเสื่อม 
         และความสำคัญของดนตรีที่มีต่อชีวิต

ความรู้ทางวิชาการ จาก โรคจิตที่รัก,  ป่วยแค่กาย...แต่ใจยิ้ม 
โดย น.พ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

วันพุธที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2556


น้ำพริก

           ... ผมได้เขียนเรื่อง น้ำพริก เป็นทำนองอาหรับราตรี ใส่ปากนางกำนัลคนหนึ่ง  ให้เล่าถวายพระเจ้าแผ่นดินในยามราตรี  แต่นั้นมาผมก็กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำพริก  มีคนถามกันอยู่เนืองๆ  หรือไปไหนพบผู้คนก็จะต้องเข้ามาถามเรื่องน้ำพริก มาคุยเรื่องน้ำพริกและขอร้องให้เขียนเรื่องน้ำพริก...
            เมื่อพระเจ้าแผ่นดินไทยในสมัยโบราณหนักหนาทรงทราบเรื่องพระเจ้ากาหลิบจากนิยายอาหรับราตรี ก็ทรงคิดจะทำอย่างนั้นบ้าง  จึงตรัสให้หาสาวๆ มาร่วมที่พระบรรทมคืนละคน รุ่งขึ้นก็ให้เอาไปประหารชีวิตเสีย  ก็ต้องมีสาวสนมคนหนึ่งซึ่งฉลาดพอๆ กับสาวแขก  ออกอุบายหาเรื่องอะไรมาเล่าถวาย  เพื่อจะได้เล่าต่อๆ ไปไม่มีที่สิ้นสุด  นิทานนั้นขืนเล่าไปนานอาจจะหมดพุง  จึงเปลี่ยนแผนเอาตำรากับข้าวไทยมาเล่าถวายคืนละอย่าง  พระเจ้าแผ่นดินผู้ซึ่งโปรดเสวยอยู่แล้วก็ทรงยอมตามนั้น
            "เราจะเล่าตำรากับข้าวให้ข้าฟังอย่างนั้นหรือ  จะเอาอย่างนั้นก็ได้ กับข้าวไทยนั้นน่าฟังยิ่งกว่านิทานแขกเป็นไหนๆ  จะเอาอะไรก่อน"
            "ขึ้นต้นด้วยน้ำพริกก่อนดีไหมเพคะล้นเกล้าล้นกระหม่อม เพราะน้ำพริกนั้นเป็นอาหารหลักของไทย  เมื่อใส่น้ำพริกอย่างใดอย่างหนึี่งในสำรับแล้ว กับข้าวอย่างอื่นก็เป็นเพียงเครื่องแนมเท่านั้น  ความสำคัญอยู่ที่น้ำพริก"
            พระเจ้าแผ่นดินกลืนพระเขฬะแล้วตรัสว่า  "จะเอาอย่างนั้นก็ได้"
            "น้ำพริกในตำรากับข้าวไทยนั้นมีมากมายเหลือเกิน  เกล้ากระหม่อมฉันคิดว่า เอาตำราน้ำพริกมากราบทูลคืนละอย่างจนตายก็คงไม่หมด"
            "จะเล่าอะไรก็เล่าไปซี"  พระเจ้าแผ่นดินรับสั่งอย่างร้อนพระทัย  "มัวแต่โอ้เอ้อยู่นั่นแหละ  เขาว่าผู้หญิงก็เป็นอย่างนี้ล่ะ จะทำอะไรสักอย่างต้องโหมโรงและเบิกโรงนานทีเดียว กว่าจะเริ่มได้" ......... ................................ 
            "ไฮ้ ! น้ำพริกนครบาลมีจริงๆ น่ะหรือ"
            "มีจริงๆ เพคะล้นเกล้าล้นกระหม่อม และมีมานานแล้วด้วย  เครื่องปรุงมี ปลากรอบปิ้งแกะเอาแต่เนื้อ กุ้งนางเผา กากหมูเจียว..."
           "เอากันถึงเพียงนั้นเชียวหรือ" แล้วพระเจ้าแผ่นดินก็กลืนพระเขฬะอีกครั้ง
           "...น้ำพริกนี้เป็นน้ำพริกที่หรูหรามาก นึกอะไรออกก็ใส่ลงไปจนหมด... เกลือสักช้อนชาก็พอ"
           "อะไรกัน น้ำพริกใส่เกลือด้วยหรือ"
           "เพคะล้นเกล้าล้นกระหม่อม ทฤษฏีแห่งน้ำพริกมีอยู่ 2 ทฤษฏีในโลก  ทฤษฏีที่ 1 นั้นไม่ใส่เกลือ เพราะถือว่ากะปิเค็มแล้ว  ส่วนทฤษฏีที่ 2 นั้นใส่เกลือ เพราะถือว่ากะปินั้นถ้าจะใส่ให้เค็มก็จะมีแต่กลิ่นกะปิ  เกล้ากระหม่อมฉันเองตำน้ำพริกทีไรใส่เกลือทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นน้ำพริกอะไร"
           "อือ  ฉันอยู่มาจนป่านนี้แล้วเพิ่งรู้เรื่องน้ำพริกใส่เกลือนี่"
           เขาว่ากว่าจะกราบทูลเรื่องน้ำพริกจนหมด  นางสนมคนนั้นก็แก่หงำเต็มที  แกไปแก่ตายเอาตอนเครื่องหลน

            น้ำพริกนั้นคงจะเป็นกับข้าวของไทยโดยทั่วไปมาแต่โบราณแล้ว  สังเกตดูได้จากกับข้าวไทยภาคต่างๆ นั้นมีน้ำพริกด้วยกันทั้งสิ้น  ถึงแม้ว่าน้ำพริกจะมีรสชาติแตกต่างกัน หรือใส่เครื่องปรุงผิดกัน ก็ยังเป็นน้ำพริกและหลักการก็ยังอยู่ในเรื่องน้ำพริกนั่นเอง

            รสที่เรียกได้ว่าเป็นพื้นฐานของน้ำพริกคือ รสเผ็ดนำและมีรสเค็มตาม  หลายภาคหยุดอยู่แค่นี้ แต่มีภาคอื่นๆ เช่น ภาคกลาง ก็เพิ่มรสเปรี้ยวเข้าไปด้วยการเติมส้มมะขามหรือมะนาว  น้ำพริกภาคกลางเดี๋ยวนี้ถึงใส่น้ำตาลเข้าไปด้วยให้มีสามรส คือ เปรี้ยว เค็ม หวาน  แต่ในภาคอื่นๆ คงมีแต่เผ็ดกับเค็ม  ถึงแม้จะมีเปรี้ยวก็ยังไม่ใส่น้ำตาล  และน้ำพริกนี้ไม่ได้มีอยู่แต่ในประเทศไทยเท่านั้น ได้แพร่หลายลงไปถึงมาเลเซีย  ที่นั่นเขาใช้หัวหอมแทนกระเทียม และตำอย่างไรก็ไม่ทราบ กินแล้วรสไม่เหมือนน้ำพริกไทย ถ้าพูดอย่างไม่เกรงใจกันก็บอกว่าไม่อร่อยเท่า  ข้อนี้คนมาเลเซียเองเขาก็ยอมรับ  ถ้าได้มาเมืองไทยจะต้องขอน้ำพริกกินทุกที และกินเอามากๆ แทบจะหมดเกรงใจกัน
            นอกจากน้ำพริกจะเป็นกับข้าวขั้นพื้นฐานของกับข้าวไทย ใช้รับประทานกับผักเป็นเครื่องนำให้ได้กินผักสดมากๆ แล้ว  ยังเป็นศูนย์ของสำรับซึ่งมีกับข้าวหลายอย่าง  น้ำพริกจะตั้งอยู่ตรงกลางและกับข้าวอื่นๆ ที่มาแวดล้อมประกอบสำรับนั้น ในการทำต้องคำนึงถึงน้ำพริกหรือเครื่องจิ้มก่อนว่าเป็นอะไร การคิดกับข้าว ผักและเครื่องแนมก็ต้องเปลี่ยนไปตามแต่เครื่องจิ้มที่อยู่กลางสำรับ
            น้ำพริกที่จะกล่าวถึงนี้ หรือที่เรียกว่าขั้นเบสิกนี้ เป็นที่รู้จักกันทั่วไป  ได้แก่ น้ำพริกเอาไว้จิ้มกับผักดิบและปลาทูทอดซึ่งรับประทานกันอยู่ทุกบ้าน  จะตำน้ำพริกให้เป็นต้องตำน้ำพริกครกนี้เป็นเสียก่อน ต่อไปจะเป็นตำน้ำพริกมะม่วง มะดัน ส้มมะขามเปียกหรือมะขามสด ใบมะขามอ่อน มะปราง ตะลิงปลิง กระท้อน แอ๊ปเปิ้ล ลูกหนำเลี๊ยบ ไข่เค็ม น้ำพริกเต้าเจี้ยว มีมากมายสุดที่จะพรรณนา

            วิธีทำมีดังต่อไปนี้

            เอาเกลือให้ดีเป็นเกลือเม็ดจากนาเกลือ คือเกลือทะเลนั่นแหละ (เกลืออื่นอาจะเค็มหรือจืดไป) ลงโขลกกับกุ้งแห้งให้เข้ากันดี  เติมกระเทียมสัก 10 กลีบก็พอ  เกินกว่านั้นแล้วจะไปติดต่อกับฝรั่งเรื่องค้าขายออกจะลำบากเพราะฝรั่งจะเหม็นปาก  เพียงแค่นี้ก็ต้องนั่งคุยกะระยะให้ห่างพอสมควรอยู่แล้ว ทางที่ดีควรออกอุบายให้ฝรั่งกินน้ำพริกเสียด้วยกัน แล้วจึงพูดธุระกัน เป็นปลอดภัยที่สุด
            หลังจากนั้นเอากะปิลงโขลกสัก 4 ช้อนโต๊ะ ถ้าให้อร่อยต้องหากะปิดี  ได้มาแล้วถ้าสวิงสวายกลัวโรคภัยไข้เจ็บกลัวพยาธิก็เอาห่อใบตองปิ้งไฟเสียก่อน  ตามด้วยพริกชี้ฟ้าเขียวแดงเหลืองใส่ลงไปตามชอบ โขลกพอพริกแหลก  ใส่พริกขี้หนูบุบพอแตก  โขลกแหลกอาจจะเผ็ดเกิน  ถ้าชอบมะอึกหรือพอหาได้ก็เอามาขูดขนออกแล้วหั่นชิ้นเล็กๆ ใส่ลงไปบุบพอแตก
            แล้วจึงใส่ของอื่นๆ ที่ปรุงรสลงไปผสม  โดยใช้ช้อนคนเอาก็พอ คือ น้ำปลาแล้วแต่่ว่าจะให้ข้นหรือเหลว เติมน้ำตาลปึก บีบมะนาวให้ได้รสตามชอบ  ถึงจะชอบกินหวานสักเพียงไร ก็อย่าไปตำให้มีรสหวานนำหน้าเป็นอันขาด  เพียงเท่านี้ก็ได้น้ำพริกจิ้มผักดิบและแนมด้วยปลาทูทอด หรือจะปลาดุกย่างก็ได้  แต่สำหรับน้ำพริกครกนี้ปลาอะไรก็ไม่ดีเท่าปลาทูทอด
            ถ้าอยากจะทำให้น้ำพริกครกนี้น่าสนใจ ตื่นเต้นหรือโรแมนติกขึ้นไปอีก  ก็ต้องใส่เมล็ดมะเขือ  มะเขือขื่น หรือที่เรียกว่ามะเขือเหนียวหรือมะเขือเหลืองนั้น   ผ่าเอาแต่เมล็ด ละลายในน้ำพริก  ถ้าไม่ชอบมะเขือขื่นจะใช้มะเขือพวงเผาไฟแล้วโขลกลงไปก็ได้  แต่ต้องระวังเพราะถ้ามากไปหรือน้อยไปอาจจะทำให้น้ำพริกมีรสแปรเปลี่ยนไปได้ ........

จาก  "น้ำพริก"  โดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช  (ครัวบ้านและสวน ในเครืออมรินทร์)


วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2556


          "หัวใจมีเหตุผล  ที่เหตุผลไม่รู้จัก"
Blaise Pascal แบลซ ปัสกาล นักคณิตศาสตร์ นักฟิสิกส์ นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสผู้เคร่งครัดศาสนา

                  ...เมื่อทุกคำถามไม่ต้องมีคำตอบเดียว  
            หลักของเหตุผลก็ไม่จำเป็นต้องมีแบบเดียว

             "หัวใจ" ก็มีเหตุผลแบบหนึ่งที่ "สมอง" ไม่รู้จัก  
          เป็น "เหตุผล" ที่ไม่ตรงกับหลักของเหตุผลทั่วไป...

           ถ้าโลกนี้มีหลักการในการตัดสินใจอยู่สองอย่าง คือ "เหตุผล" และ "ความรู้สึก"
คนส่วนใหญ่มักเทคะแนนให้กับ "เหตุผล"  เพราะเหตุผลจะทำให้เราวัดข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือกได้อย่างมีตรรกะ  แต่ความรู้สึกไม่มีตรรกะอะไรรองรับ  มีเพียงอารมณ์   "ชอบ ไม่ชอบ"  หรือ  "อยากทำ ไม่อยากทำ"  ไม่มีเหตุผลเลย
            ดังนั้น เราจึงมักสรุปว่าการตัดสินใจของคนเราต้องใช้  "เหตุผล" มากกว่า "ความรู้สึก"  ฟังดูแล้วมีเหตุผลใช่ไหมครับ  แต่ผมมีเรื่องเล่าสองเรื่องจะเล่าให้ฟัง
            เรื่องแรก  สมมุติว่าถ้าคุณมีทางเลือกสองทาง 
            ทางแรก  วันที่ 1 มีนาคม  คุณต้องทำงานเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 3 ชั่วโมง
            ทางเลือกที่สอง  วันที่ 15 มีนาคม คุณต้องทำงานเพิ่มขึ้นจากเดิม 4 ชั่วโมง  คุณจะเลือกทางไหน
            ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะเลือก "ทางที่หนึ่ง"  เพราะด้วยหลักของเหตุผลแล้วคงไม่มีใครอยากทำงานหนัก  เพิ่ม 3 ชั่วโมงย่อมดีกว่า 4 ชั่วโมง
            แต่เชื่อไหมครับ ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยชื่อดังของสหรัฐอเมริกา บอกว่ามีคนจำนวนมากที่เลือกทางที่สอง คือ ทำงานเพิ่มขึ้น 4 ชั่วโมง
            ตัวแปรก็คือ เขาเจอคำถามนี้วันไหน
            ถ้าถามตั้งแต่เดือนมกราคม  สองเดือนล่วงหน้าก่อนจะทำงานเพิ่มจริง  คนจะใช้ "เหตุผล" ในการตอบ  ใครๆ ก็อยากทำงานเพิ่มน้อยที่สุด
            แต่ถ้าเราต้องตอบคำถามนี้ในวันที่ 1 มีนาคมเลย  ทางเลือกยังคงมีสองทางเหมือนเดิม  ถ้าเลือกทางที่หนึ่งจะต้องทำงานเพิ่ม 3 ชั่วโมง คือ "วันนี้" เลย  แต่ถ้าทางเลือกที่สอง จะต้องทำงานเพิ่ม 4 ชั่วโมงในอีก 15 วันต่อมา
            เชื่อไหมครับ เมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้  พลังแห่ง "เหตุผล" จะลดลง  และพลังแห่ง "ความรู้สึก" จะมาแรงแซงโค้ง  ผลวิจัยบอกว่าคนส่วนใหญ่จะเลือกข้อ 2  ไม่ยอมทำงานหนักในวันนี้  ขอเลื่อนไปอีก 15 วัน  แม้จะต้องทำงานหนักมากกว่าวันนี้ก็ยอม  
            คนส่วนใหญ่เลือกมีความสุขในวันนี้  ส่วนความทุกข์นั้น ขอตีเช็คล่วงหน้า 15 วัน

            เรื่องที่สอง เป็นเรื่อง "ความรัก"

            มีคนเคยบอกว่า แม้จะหา "เหตุผล" ที่ดีที่สุดเท่าที่โลกนี้พึงมี  แต่ถ้าปราศจาก "ความรู้สึก" เหตุผลนั้นก็ไม่สามารถใช้กับ "ความรัก" ได้  เพราะ 
              "ความรัก" เป็นเรื่อง  "ความรู้สึก" ครับ  ไม่ใช่  "เหตุผล"
                      ไม่มีเหตุผลว่า เราควรจะรัก หรือ ควรจะไม่รักใคร
                        มีแต่รู้สึก "รัก"  หรือ  "ไม่รัก"
        แต่มีอีกคนหนึ่งแย้งว่า ที่คิดกันแบบนี้เพราะเราแยกคำว่า "เหตุผล" กับ "ความรู้สึก" ออกจากกันอย่างสิ้นเชิง  เหมือน "น้ำ" กับ "น้ำมัน"  อยู่กันคนละขั้ว อยู่กันคนละชั้นวรรณะ ไม่สามารถรวมกันได้เลย  เขาบอกว่าตรรกะแบบนี้ "ผิด"
            เพราะแท้จริงแล้ว  "ความรู้สึก" กับ "เหตุผล"  ไม่ได้แยกขาดจากกันโดยสิ้นเชิง

                     "ความรู้สึก"  คือ "เหตุผล"  อย่างหนึ่ง

            เพียงแต่เป็น "เหตุผล" ที่มาจากอวัยวะเล็กๆ ขนาดเท่ากำปั้นที่อยู่ตรงหน้าอกข้างซ้าย ที่เรียกกันว่า  "หัวใจ"  ไม่ใช่เหตุผลจาก "สมองซีกซ้าย" เท่านั้นเอง
            ในโลกแห่งความเป็นจริง  เราคงไม่สามารถใช้ "ความรู้สึก" ตัดสินใจทุกเรื่อง  หรือใช้ "เหตุผล" กับทุกสิ่ง   บางเรื่องต้องใช้ "เหตุผล"  บางเรื่องต้องใช้ "ความรู้สึก"
            แต่เรามักจะใช้  "เหตุผล"  ในการตัดสินใจมากเกินไป  จนบางครั้งละเลยหรือลืม "ความรู้สึก" ของตัวเรา   ผมเองก็เป็นแบบนี้บ่อยๆ  ลืมความปรารถนาหรือความต้องการที่แท้จริงของเรา

            ทั้งที่ "ความรู้สึก" เป็น "เหตุผล" ที่มีพลังอย่างยิ่ง

      ถ้า "สมอง" มีรอยหยักที่แสดงถึงความฉลาดและ "เหตุผล"
                         "หัวใจ" ก็มีรอยยิ้มที่แสดงถึงความสุข
               การตัดสินใจด้วยสมองที่ไม่ลืมความรู้สึกของหัวใจ
                      เราจะได้ความสำเร็จที่เปี่ยมด้วยความสุข

จาก  คำนำผู้เขียน,  ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ 19   ความรู้สึก คือเหตุผลอย่างหนึ่ง 
โดย 'หนุ่มเมืองจันท์'




วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2556


สีของพืช ผักและผลไม้สำคัญอย่างไร

          เมื่อพูดถึงสีของผักและผลไม้ หลายคนคงจะเคยเห็นหรือเคยรับประทานผัก และผลไม้ที่มีสีสันต่างๆ มากมาย แล้วรู้หรือไม่ว่าผัก และผลไม้ ที่มีสีต่างๆ เหล่านี้ แต่ละสีมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร
          ผักและผลไม้ที่เรารับประทานกันในชีวิตประจำวันนั้นมีหลายสี เช่น สีแดง สีเหลือง สีม่วง สีส้ม และสีเขียว เป็นต้น ซึ่งสีต่างๆ เหล่านี้เกิดจากสารสีที่มีอยู่ในออร์แกเนลล์ที่เรียกว่า พลาสติด (plastid) มีสีแตกต่างกัน จำแนกได้ 3 ชนิด คือ

          1. คลอโรพลาสต์ (chloroplast) เป็นพลาสติดที่มีสีเขียว เนื่องจากมีสารสีชนิดคลอโรฟิลล์ (chlorophyll) เป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ นอกจากนั้นคลอโรพลาสต์ยังเป็นแหล่งสร้างอาหารของเซลล์พืชอีกด้วย

          2. โครโมพลาสต์ (chromoplast) เป็นพลาสติดที่มีสารสีที่ทำให้เกิดสีต่างๆ ในพืช ยกเว้นสีเขียว จึงทำให้ดอกไม้ ใบไม้และผลไม้ มีสันสวยงาม เช่น ผลของพริก รากของแครอท เนื่องจากมีสารพวกแคโรทีนอยด์จึงทำให้เกิดสีแดง สีส้ม และสีเหลือง เป็นต้น

          3. ลิวโคพลาสต์ (leucoplast) เป็นพลาสติดที่ไม่มีสารสี มีหน้าที่สะสมเม็ดแป้งที่ได้จากการสังเคราะห์ด้วยแสง พบในเซลล์รากและลำต้นส่วนที่ไม่มีสี เช่น มันเทศ มันแกว เผือก หัวไชเท้า ถั่วงอก เป็นต้น ผลไม้ เช่น กล้วยดิบ มะม่วงดิบ  และใบพืชพบบริเวณที่ไม่มีสี เช่น ใบสาวน้อยประแป้ง ใบพลูด่าง เป็นต้น

สารสีแต่ละชนิดมีชื่อเรียกต่างกัน มีประโยชน์ต่อร่างกายในด้านต่างๆ ดังนี้

          คลอโรฟิลล์(chlorophyll) เป็นสารสีเขียว อยู่ในคลอโรพลาสต์ ละลายในน้ำมัน พบในผักและผลไม้ที่มีสีเขียว เช่น ผักคะน้า ผักบุ้ง ตำลึง ผักกวางตุ้ง บัวบก บวบ แตงกวา พริกหวานสีเขียว แอปเปิลเขียว พุทรา มะเขือ เป็นต้น คลอโรฟิลล์เป็นสารป้องกันการเกิดมะเร็ง และช่วยขจัดกลิ่นเหม็นต่างๆ ในร่างกาย

          แคโรทีนอยด์ (carotenoid) เป็นสารสีส้ม เหลือง อยู่ในโครโมพลาสต์ ละลายในน้ำมัน แคโรทีนอยด์มีหลายชนิด เช่น เบตาแคโรทีน (betacarotene) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดมะเร็ง และช่วยลดคอเลสเทอรอลในเลือด พบในผักและผลไม้ที่มีสีส้ม เช่น มะละกอสุก มะม่วงสุก แครอท  ลิวทีน (lutein) ช่วยป้องกันความเสื่อมของของเรตินาของดวงตา ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้สายตาฝ้าฟาง พบในผักผลไม้ที่มีสีเหลือง เช่น ข้าวโพด ไลโคพีน (lycopene) พบในผักและผลไม้ที่มีสีแดง เช่น  มะเขือเทศ แตงโม เบตาไซยานิน (betacyanin) พบในแวคิวโอล เป็นสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยป้องกันการเกิดมะเร็ง พบในทับทิม บีทรูท และแคนเบอรี เป็นต้น

          ฟลาโวนอยด์ (flavonoid) เป็นกลุ่มสารสีที่ทำให้พืชมีสีที่หลากหลายขึ้นอยู่กับโครงสร้างทางเคมีของสาร เช่น อาจจะมีสีเหลือง สีส้ม สีแดง สีม่วง หรือให้สีอ่อนมาก โดยสามารถศึกษาตัวอย่างโครงสร้างของสารกลุ่มนี้ได้ใน http://chemistry.about.com/library/weekly/aa082602a.htm  ฟลาโวนอยด์มีหลายชนิด บางชนิดอยู่ในผนังเซลล์ เช่น ฟลาโวนอล กลีโคไซด์ (flavonol glycosides) พบในกลีบดอก บางชนิดอยู่ในแวคิวโอล เช่น
          1. แอนโทไซยานิน (anthocyanin) เป็นสารสีในกลุ่มฟลาโวนอยด์ที่ให้สีม่วง น้ำเงิน และละลายในน้ำ พบในดอกไม้ ผัก และผลไม้ เช่น ดอกอัญชัน กะหล่ำม่วง ชมพู่มะเหมี่ยว มะเขือม่วง แบล็กเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ เป็นต้น แอนโทไซยานินเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันการเกิดมะเร็ง และบำรุงหลอดเลือด ช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ ชะลอการเกิดโรคไขมันอุดตันในหลอดเลือดและโรคหลอดเลือดหัวใจแข็งตัวได้  นอกจากนี้สารแอนโทไซยานินในดอกอัญชันยังเพิ่มความสามารถในการมองเห็นหรือชะลอความเสื่อมของดวงตาอีกด้วย
          2. ฟลาโวนอล (flavonol) เป็นสารสีกลุ่มฟลาโวนอยด์ที่ให้สีเหลือง เหลืองอ่อนมากจนเกือบไม่มีสี พบในผักและผลไม้จำพวก กะหล่ำดอก กระเทียม ขิง มันฝรั่ง ผักกาดขาว หัวปลี ถั่วงอก งาขาว ลูกเดือย แอปเปิ้ล ฝรั่ง แก้วมังกรพันธุ์เนื้อสีขาว เป็นต้น  ซึ่งสารสีกลุ่มฟลาโวนอยด์ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเป็นโรคมะเร็งโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ช่วยเพิ่มปริมาณวิตามินอี รวมทั้งสามารถลดไขมัน และคอเลสเทอรอลในเลือดได้

          จากที่กล่าวมาจะเห็นว่าสารสีที่มีอยู่ในพืชนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายของเรามากมาย ไม่น่าเชื่อว่าสีของผักและผลไม้แต่ละชนิดนอกจากจะให้ทำให้พืชมีสีสันสวยงามแล้ว  ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายแตกต่างกันอีกด้วย  ดังนั้นเราควรเลือกรับประทานผักและผลไม้ที่มีสีสันต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับร่างกายอย่างสูงสุดและครบถ้วนในทุกด้าน


ความรู้จาก
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สาขาวิชาชีววิทยา 
โดย วิลาส  รัตนานุกูล
The Institute of the Promotion of Teaching Science and Technology

 
Plantilla Minima modificada por Urworstenemy