Tales of Music and the Brain
หนังสือ Musicophilia ของ Oliver Sacks เล่าเรื่องอาการความจำเสื่อม (amnisia) ได้น่าสนใจ ทำให้เราเข้าใจอาการความจำเสื่อมและผู้ป่วยความจำเสื่อมได้มากขึ้นและชัดเจนขึ้นด้วยว่า ที่ว่าเสื่อมนั้นคืออะไรกันแน่ โอลิเวอร์ แซ็คส์ เป็นจิตแพทย์ เคยเขียนเกี่ยวกับผู้ป่วยโรคพาร์กินสันในเรื่อง Awakenings ที่สร้างเป็นภาพยนต์แสดงโดย โรบิน วิลเลียมส์และโรเบิร์ต เดอ นีโร
แซ็คส์เล่าเรื่องนักประพันธ์เพลงและวาทยากรชื่อ ไคลฟ์ ที่ป่วยด้วยไข้สมองอักเสบ หลังจากฟื้นไข้เขากลายเป็นคนความจำเสื่อม จำทั้งอดีตและเรื่องใหม่ๆ ไม่ได้ เขาใช้ชีวิตเช่นปกติไม่ได้จนต้องไปอาศัยอยู่ในสถาบันที่รับผู้พิการทางสมองเอาไว้ ไคลฟ์ลืมเนื้อหาหนังสือทันทีที่อ่าน เพียงพลิกหน้าถัดไปหรือกะพริบตา เขาจะถือหนังสือเล่มเดิมและบอกว่าเป็นหนังสือเล่มใหม่ ไคลฟ์จำภรรยาสุดที่รักไม่ได้ ซึ่งภรรยาเขายังคงดูแลใกล้ชิดตลอดเวลายี่สิบปีที่เขาป่วย ไปเยี่ยมเยียนสม่ำเสมอที่สถาบัน เขาจำอะไรเกี่ยวกับภรรยาไม่ได้เลย แต่รับรู้ได้ว่ามีความผูกพันบางประการ ไม่รู้ว่ามาเยี่ยมถี่แค่ไหนเพราะเขาลืมทุกอย่างทันทีที่เธอกลับไป ไม่เคยรับรู้ว่าเธอมาเยี่ยมเป็นพันๆ ครั้ง ไคลฟ์จะโทรมาหาและบอกว่าไม่ได้พบเธอนานแล้วอยากให้มาหาเร็วที่สุด เขาดีใจที่มีผู้หญิงคนนี้มาเยี่ยม เศร้าใจเมื่อหายไป ดีใจอีกเมื่อเธอโผล่หน้ามาที่ประตูอีกแม้ว่าจะไม่รู้ว่าเธอออกไปเมื่อไร "เขาอยู่กับคนแปลกหน้าในสถานที่ใหม่ตลอดเวลา" "ทุกครั้งที่ฉันไปหา เขาจะเข้ามาใกล้ชิด ซบฉันและร้องไห้"
เขายังช่วยเหลือตัวเองได้ในกิจวัตรประจำวันแต่ไม่รู้ว่าทำไปหรือยัง กินมื้อไหน แต่งตัวจะไปไหนหรือไม่ไปไหน ความจำเกี่ยวกับความหมายของคำ (Semantic memory) ต่างจากความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง (Explicit memory) และแตกต่างจากความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีตแต่ละช่วง (Episodic memory) การแพทย์พบว่าลำพัง Semantic memory ที่ไม่มี Explicit memory และ Episodic memory ร่วมด้วยนั้นแทบจะไม่สามารถพาชีวิตให้เดินไปอย่างมีจุดมุ่งหมายได้เลย เขาพูดได้แต่ถ้าถูกขัดจังหวะก็จะลืมและเปลี่ยนเรื่องพูดทุกครั้ง เขามักพูดคนเดียวและเปลี่ยนเรื่องไปได้เรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว ซึ่งสำคัญมากที่จะต้องรู้ว่าเขาพูดจาลักษณะนั้นเพราะความจำเสื่อม ไม่ใช่โรคจิต เพราะหากวินิจฉัยผิดและจ่ายยาโรคจิต จะทำให้อาการทรุดลงเนื่องจากฤทธิ์ข้างเคียงของยา
คำถามคือ ไคลฟ์จำผู้หญิงคนนี้ได้อย่างไร คำตอบคือ เขามีสิ่งที่เรียกว่า Emotional memory คือ ความจำเกี่ยวกับอารมณ์ เช่นเดียวกับทารกในทฤษฏีของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ ที่เชื่อว่าทารกจำเหตุการณ์ไม่ได้ก็จริง แต่มี Emotional memory ฝังลึกลงในจิตใต้สำนึกและจะกลายเป็นหางเสือคัดท้ายชีวิตที่เหลือในภายภาคหน้า ปัจจุบันเราเชื่อว่ามันฝังลงในส่วนที่ลึกที่สุดของบริเวณสมองที่เรียกว่าลิมบิก Limbic system ที่ที่ไม่มีโรคอะไรจะเข้าไปทำลายได้โดยง่าย
การทดลองที่มีชื่อเสียงทำโดยนายแพทย์ชาวสวิส ชื่อ Edouard Claparede ในปี 1911 เขาซ่อนเข็มไว้ในมือ แล้วเดินจับมือกับผู้ป่วยที่ความจำเสื่อมจากพิษเหล้า พบว่าผู้ป่วยเหล่านี้จำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่มีใครยอมจับมือกับเขาอีกเลย
ไคลฟ์ล้มป่วยเพียงไม่กี่ปีหลังแต่งงาน ความรักของคนทั้งสองดูดดื่มยังไม่จางและความหลงใหลในดนตรีของทั้งสองเป็นประสบการณ์ร่วมที่พิเศษอีกชั้นหนึ่ง นั่นทำให้ภรรยาเป็นคนสำคัญต่ออารมณ์ของไคลฟ์เสมอ ไคลฟ์สามารถสัมผัสกลิ่นกายของเธอในอดีตและผูกพันกับบรรยากาศแห่งความรักรอบตัวคนทั้งสองในเวลานั้นซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเวลาไหน
ที่น่าประหลาดใจมากที่สุดคือ ไคลฟ์ยังเล่นเปียโนหรือคีย์บอร์ดได้ไม่มีที่ติ เขาบรรเลงเพลงคลาสสิคที่ชอบได้เป็นเลิศไม่ผิดเพี้ยน และมีความสุขล้นเหลือกับการทำเช่นนั้นร่วมกับผู้หญิงคนนั้น
การเล่นดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของความจำที่เรียกว่า Implicit memory อาจแปลได้ว่าเป็นความทรงจำจากภายใน นักปรัชญาด้านดนตรีเชื่อว่า การได้ยินเสียงท่วงทำนองของดนตรีที่แท้ไม่ใช่ "ได้ยินท่วงทำนอง" (hearing of a melody) แต่เป็น "ได้ยินไปด้วยกันกับท่วงทำนอง" (hearing with memory) นั่นคือ ดนตรีไม่ใช่ของแปลกปลอม แต่ดำเนินไปด้วยกันกับชีวิตหรือตัวตนซึ่งภาษาทางจิตวิทยาเรียกว่า self ไคลฟ์สูญเสียความจำทั้งหมด แต่เขาไม่สูญเสียตัวตน คือ self
ไคลฟ์ ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต
มีเพียงปัจจุบัน ซึ่งหายไปได้ทุกเวลาแม้เพียงกะพริบตา
ดนตรีเป็นอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาอยู่กับปัจจุบันได้นาน
นี่คือชีวิตของคนที่ความจำเสื่อม
และความสำคัญของดนตรีที่มีต่อชีวิต
ความรู้ทางวิชาการ จาก โรคจิตที่รัก, ป่วยแค่กาย...แต่ใจยิ้ม
โดย น.พ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดนตรี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดนตรี แสดงบทความทั้งหมด
วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556
วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2556
สมุนไพร ดนตรี และความงามแห่งชีวิต
สมุนไพร กับ ดนตรีมีความเหมือนกันตรงที่ ต่างเกิดจากธรรมชาติ และมนุษย์เอามาปรุงแต่ง คัดสรรให้เกิดประโยชน์ ดนตรีนั้นเมื่อปรุงแต่ง ให้จังหวะ ใส่เนื้อหา ใส่ทำนองก็สามารถนำมาบรรเลงให้ความรื่นรมย์ต่อชีวิต สมุนไพร เมื่อเลือกสรร ปรุงแต่ง เรียนรู้วิธีที่ใช้ ก็นำมาใช้ประโยชน์ต่อชีวิตมากมายเช่นกัน
สมุนไพรกับดนตรียังมีความเหมือนในความต่างที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ด้วยตัวสมุนไพรเองเป็นได้ทั้งยาและอาหาร เปรียบได้กับการรักษาและป้องกันได้ในเวลาเดียวกัน ขณะที่ดนตรีก็เป็นได้ทั้งเรื่องบันเทิงเริงรมย์และเป็นอาหารสมองหรือยารักษาโรคได้ด้วย
วิทยาการปัจจุบันค้นคว้าเรื่องสมุนไพรหลากหลายชนิดที่เป็นอาหารแล้วกลับได้ผลว่าเป็นยาดี เช่น ที่ได้รับความนิยมมากตลอดมาคือ ใบขี้เหล็ก อาหารไทยแท้ที่กลายเป็นยาที่พึ่งสำหรับคนนอนไม่หลับและผู้มีความเครียดติดตัว
ดนตรีก็เช่นกัน การศึกษาในศตวรรษ 20 บอกมนุษย์บนโลกเราว่า เสียงดนตรีไม่ได้มีไว้ฟังหย่อนใจอย่างเดียว ดนตรีในความถี่ระดับต่างๆ กันส่งผลต่อจิตใจและร่างกายของมนุษย์ สัตว์ และพืชพรรณต่างๆ ด้วย มีการศึกษาหลายชิ้นบันทึกไว้ว่า เพลงที่บรรเลงด้วยความไพเราะเพราะพริ้งกระตุ้นให้สัตว์เลี้ยง เช่น วัว มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือมีปริมาณน้ำนมสูงขึ้น ไก่ออกไข่มากขึ้น กระทั่งพืชสวนพืชไร่ ไม้ดอกที่ได้ฟังดนตรีเพราะๆ ก็เจริญเติบโตดี ให้ดอกบานสะพรั่งอีกด้วย
วิทยาการใหม่ๆ ยังค้นพบต่อไปว่า เสียงดนตรีเพราะๆ (เพราะๆ เท่านั้น) ช่วยกระตุ้นให้สมองมนุษย์ทำงานดีขึ้น แล้วที่สำคัญช่วยส่งเสริมสุขภาพกายใจให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วย จังหวะดนตรีไม่ว่าจะบรรเลงหรือมีเนื้อร้อง ที่มีจังหวะใกล้เคียงกับการเต้นของหัวใจมนุษย์ คือประมาณ 60 ถึง 80 ครั้งต่อนาที เป็นจังหวะที่ไม่เร้าใจขาโจ๋แต่ก็ไม่เฉื่อยชาเกินไป ถ้าได้ฟังด้วยระดับความดังไม่เกิน 60 เดซิเบลอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้สมองของเราหลั่งสารแห่งความสุขหรือ เอนดอร์ฟิน (Endorphin) สารธรรมชาติอันน่ามหัศจรรย์นี้จะช่วยทำให้มนุษย์คลายความเครียดทั้งกายและใจได้ ช่วยให้จิตใจสงบ มีสมาธิ มีความสุข
สารแห่งความสุขยังส่งผลดีต่อระบบอวัยวะต่างๆ ของมนุษย์ ช่วยให้ทำงานดีขึ้น หรือในบางกรณีช่วยแก้ปัญหาโรคบางโรคได้ หรือแก้ปัญหาในเรื่องความดันโลหิต ระบบหายใจ ระบบหัวใจ ระบบขับถ่ายในกรณีคนปกติ การฟังดนตรีแนวนี้ก็เท่ากับส่งเสริมให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานดีขึ้น ช่วยให้ระบบภูมิป้องกันโรคแข็งแรงขึ้นด้วย
นอกจากนี้ ยังมีการค้นพบว่า ผู้ป่วยโรคปวดข้อมือข้อนิ้วที่แสนจะทรมาน เมื่อเขาได้เริ่มเล่นเครื่องดนตรีและเพลงที่ถูกใจ อาการเจ็บปวดหายเป็นปลิดทิ้งไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง โดยไม่ต้องให้ยาแก้ปวดใดๆ เลย เพราะสารแห่งความสุขหลั่งออกมานั่นเอง
ในแง่ของสมุนไพร ที่ให้ความอภิรมย์จนเกิดสารหลั่งความสุข ที่มองในแง่ตัวยาแล้ว เห็นจะมีแต่ยาจำพวกกล่อมประสาทไปเลย เช่น ระย่อม ที่ต้องใช้จำนวนน้อยๆ และใช้อย่างระมัดระวัง มิฉะนั้นยาจะแรงเกินไป
แต่ถ้าจะใช้สมุนไพรแบบใช้ง่ายให้ผลดีและปลอดภัยสูง ก็คงจะแนะนำให้กินใบขี้เหล็กพร้อมอาหารมื้อเย็น หรือจะใช้แบบตำราโบราณที่นำมาดองกับสุรา หรือเป็นแนวใหม่ก็มีแบบตากแห้งบดผงใส่แคปซูล ใช้สะดวกให้ผลดี
ถ้าจะเป็นแบบบำรุงหัวจิตหัวใจให้สดชื่น เท่ากับลดความเครียดนั้น ก็สามารถใช้ศิลปะการชงชาจากสมุนไพรหลายชนิด เช่น เกสรดอกบัว หรือเกสรทั้งห้า ทั้งเจ็ด หรือใบเตยหอม ตากแห้งแล้วคั่วไฟให้หอมนำมาชงดื่ม
แต่ถ้าจะให้เกิดสารแห่งความสุขขนานแท้ในแง่สมุนไพร เห็นทีจะเป็นในแง่ของการปลูกต้นไม้ต้นยาสมุนไพรต่างๆ ที่ให้ความร่มรื่น ให้ดอกที่สวยงามพร้อมกลิ่นที่หอมชื่นใจ ซึ่งจะก่อให้เกิดความสงบสุขคลายเครียดได้ดีแล้ว กิจกรรมงานปลูกต้นไม้กลางแจ้งเท่ากับการออกกำลังกายให้แข็งแรง ซึ่งสอดคล้องกับวิชาดนตรีเพื่อสุขภาพ และชีวิตที่งดงามที่นอกจากประโยชน์ด้านจิตใจและระบบอวัยวะในร่างกายแล้ว การฝึกหายใจเพื่อร้องเพลงยังช่วยให้ร่างกายแข็งแรง เรียนรู้วิธีหายใจให้มีสุขภาพดีด้วย
ดนตรีจึงมิใช่แค่ดนตรี แต่มีความหมายต่อชีวิต สุขภาพ และความสงบเย็น และสมุนไพรก็มิใช่เพียงยา หากซ่อนมิติของความสวยงาม รื่นรมย์ของพืชพรรณให้สุขสงบ
ความรู้จากคอลัมน์ สมุนไพรเพื่อสุขภาพ โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งพาตนเอง มูลนิธิสุขภาพไทย(มติชนสุดสัปดาห์)
สมุนไพร กับ ดนตรีมีความเหมือนกันตรงที่ ต่างเกิดจากธรรมชาติ และมนุษย์เอามาปรุงแต่ง คัดสรรให้เกิดประโยชน์ ดนตรีนั้นเมื่อปรุงแต่ง ให้จังหวะ ใส่เนื้อหา ใส่ทำนองก็สามารถนำมาบรรเลงให้ความรื่นรมย์ต่อชีวิต สมุนไพร เมื่อเลือกสรร ปรุงแต่ง เรียนรู้วิธีที่ใช้ ก็นำมาใช้ประโยชน์ต่อชีวิตมากมายเช่นกัน
สมุนไพรกับดนตรียังมีความเหมือนในความต่างที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ด้วยตัวสมุนไพรเองเป็นได้ทั้งยาและอาหาร เปรียบได้กับการรักษาและป้องกันได้ในเวลาเดียวกัน ขณะที่ดนตรีก็เป็นได้ทั้งเรื่องบันเทิงเริงรมย์และเป็นอาหารสมองหรือยารักษาโรคได้ด้วย
วิทยาการปัจจุบันค้นคว้าเรื่องสมุนไพรหลากหลายชนิดที่เป็นอาหารแล้วกลับได้ผลว่าเป็นยาดี เช่น ที่ได้รับความนิยมมากตลอดมาคือ ใบขี้เหล็ก อาหารไทยแท้ที่กลายเป็นยาที่พึ่งสำหรับคนนอนไม่หลับและผู้มีความเครียดติดตัว
ดนตรีก็เช่นกัน การศึกษาในศตวรรษ 20 บอกมนุษย์บนโลกเราว่า เสียงดนตรีไม่ได้มีไว้ฟังหย่อนใจอย่างเดียว ดนตรีในความถี่ระดับต่างๆ กันส่งผลต่อจิตใจและร่างกายของมนุษย์ สัตว์ และพืชพรรณต่างๆ ด้วย มีการศึกษาหลายชิ้นบันทึกไว้ว่า เพลงที่บรรเลงด้วยความไพเราะเพราะพริ้งกระตุ้นให้สัตว์เลี้ยง เช่น วัว มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือมีปริมาณน้ำนมสูงขึ้น ไก่ออกไข่มากขึ้น กระทั่งพืชสวนพืชไร่ ไม้ดอกที่ได้ฟังดนตรีเพราะๆ ก็เจริญเติบโตดี ให้ดอกบานสะพรั่งอีกด้วย
วิทยาการใหม่ๆ ยังค้นพบต่อไปว่า เสียงดนตรีเพราะๆ (เพราะๆ เท่านั้น) ช่วยกระตุ้นให้สมองมนุษย์ทำงานดีขึ้น แล้วที่สำคัญช่วยส่งเสริมสุขภาพกายใจให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วย จังหวะดนตรีไม่ว่าจะบรรเลงหรือมีเนื้อร้อง ที่มีจังหวะใกล้เคียงกับการเต้นของหัวใจมนุษย์ คือประมาณ 60 ถึง 80 ครั้งต่อนาที เป็นจังหวะที่ไม่เร้าใจขาโจ๋แต่ก็ไม่เฉื่อยชาเกินไป ถ้าได้ฟังด้วยระดับความดังไม่เกิน 60 เดซิเบลอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้สมองของเราหลั่งสารแห่งความสุขหรือ เอนดอร์ฟิน (Endorphin) สารธรรมชาติอันน่ามหัศจรรย์นี้จะช่วยทำให้มนุษย์คลายความเครียดทั้งกายและใจได้ ช่วยให้จิตใจสงบ มีสมาธิ มีความสุข
สารแห่งความสุขยังส่งผลดีต่อระบบอวัยวะต่างๆ ของมนุษย์ ช่วยให้ทำงานดีขึ้น หรือในบางกรณีช่วยแก้ปัญหาโรคบางโรคได้ หรือแก้ปัญหาในเรื่องความดันโลหิต ระบบหายใจ ระบบหัวใจ ระบบขับถ่ายในกรณีคนปกติ การฟังดนตรีแนวนี้ก็เท่ากับส่งเสริมให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานดีขึ้น ช่วยให้ระบบภูมิป้องกันโรคแข็งแรงขึ้นด้วย
นอกจากนี้ ยังมีการค้นพบว่า ผู้ป่วยโรคปวดข้อมือข้อนิ้วที่แสนจะทรมาน เมื่อเขาได้เริ่มเล่นเครื่องดนตรีและเพลงที่ถูกใจ อาการเจ็บปวดหายเป็นปลิดทิ้งไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง โดยไม่ต้องให้ยาแก้ปวดใดๆ เลย เพราะสารแห่งความสุขหลั่งออกมานั่นเอง
ในแง่ของสมุนไพร ที่ให้ความอภิรมย์จนเกิดสารหลั่งความสุข ที่มองในแง่ตัวยาแล้ว เห็นจะมีแต่ยาจำพวกกล่อมประสาทไปเลย เช่น ระย่อม ที่ต้องใช้จำนวนน้อยๆ และใช้อย่างระมัดระวัง มิฉะนั้นยาจะแรงเกินไป
แต่ถ้าจะใช้สมุนไพรแบบใช้ง่ายให้ผลดีและปลอดภัยสูง ก็คงจะแนะนำให้กินใบขี้เหล็กพร้อมอาหารมื้อเย็น หรือจะใช้แบบตำราโบราณที่นำมาดองกับสุรา หรือเป็นแนวใหม่ก็มีแบบตากแห้งบดผงใส่แคปซูล ใช้สะดวกให้ผลดี
ถ้าจะเป็นแบบบำรุงหัวจิตหัวใจให้สดชื่น เท่ากับลดความเครียดนั้น ก็สามารถใช้ศิลปะการชงชาจากสมุนไพรหลายชนิด เช่น เกสรดอกบัว หรือเกสรทั้งห้า ทั้งเจ็ด หรือใบเตยหอม ตากแห้งแล้วคั่วไฟให้หอมนำมาชงดื่ม
แต่ถ้าจะให้เกิดสารแห่งความสุขขนานแท้ในแง่สมุนไพร เห็นทีจะเป็นในแง่ของการปลูกต้นไม้ต้นยาสมุนไพรต่างๆ ที่ให้ความร่มรื่น ให้ดอกที่สวยงามพร้อมกลิ่นที่หอมชื่นใจ ซึ่งจะก่อให้เกิดความสงบสุขคลายเครียดได้ดีแล้ว กิจกรรมงานปลูกต้นไม้กลางแจ้งเท่ากับการออกกำลังกายให้แข็งแรง ซึ่งสอดคล้องกับวิชาดนตรีเพื่อสุขภาพ และชีวิตที่งดงามที่นอกจากประโยชน์ด้านจิตใจและระบบอวัยวะในร่างกายแล้ว การฝึกหายใจเพื่อร้องเพลงยังช่วยให้ร่างกายแข็งแรง เรียนรู้วิธีหายใจให้มีสุขภาพดีด้วย
ดนตรีจึงมิใช่แค่ดนตรี แต่มีความหมายต่อชีวิต สุขภาพ และความสงบเย็น และสมุนไพรก็มิใช่เพียงยา หากซ่อนมิติของความสวยงาม รื่นรมย์ของพืชพรรณให้สุขสงบ
ความรู้จากคอลัมน์ สมุนไพรเพื่อสุขภาพ โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งพาตนเอง มูลนิธิสุขภาพไทย(มติชนสุดสัปดาห์)
ป้ายกำกับ:
ความสุข,
ชีวิตชีวา,
ดนตรี,
สมุนไพร ประโยชน์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


